วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2561

พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ-ขวัญเกษตรแห่งแผ่นดิน (2)



“...การเกษตรนั้นถือได้ว่าเป็นทั้งรากฐานและชีวิตสำหรับประเทศของเรา เพราะคนไทยเราส่วนใหญ่เป็นผู้มีอาชีพทางเกษตรกรรม ข้าพเจ้าจึงมีความเห็นเสมอมาว่า วิธีการพัฒนาที่เหมาะสมแก่ประเทศเราอย่างยิ่ง ก็คือจะต้องทำนุบำรุงเกษตรกรรมทุกสาขาให้พัฒนาก้าวหน้า เพื่อยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของเกษตรกรทุกระดับให้สูงขึ้น เริ่มต้นตั้งแต่การลงมือผลิต โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัด ด้วยการดัดแปลงปรับปรุงนำสิ่งที่มีอยู่โดยธรรมชาติมาใช้ ให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรของเราได้ผลผลิตเพียงพอแก่การเลี้ยงตัว คือพอมี พอกิน เป็นเบื้องต้นก่อน  ต่อไป เมื่อเหลือจึงจำหน่ายหารายได้ ซึ่งหากจะให้ได้ผลที่สมบูรณ์ ก็จะต้องมีการจัดการเรื่องการตลาดอย่างดี รวมทั้งมีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ อันจะทำให้ผลิตผลทางการเกษตรมีมูลค่าสูงขึ้น  โดยนัยนี้เกษตรกรของเราก็จะมีฐานะความเป็นอยู่ที่มั่นคงพึ่งตนเองได้ อันจะส่งผลให้ฐานะทางเศรษฐกิจโดยส่วนรวมของประเทศมีความเข้มแข็งตามไปด้วย.... “
                                      พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ
ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม 2541

            “ฉีกซอง” ฉบับเดือนพฤษภาคม 2560 ได้นำเสนอเรื่องราวของพระราชพิธีพืชมงคล จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ  โดยได้กล่าวถึงความเป็นมาเมื่อครั้นในอดีต สำหรับฉบับเดือนมิถุนายน 2560 ขอนำเสนอต่อในส่วนของยุคปัจจุบันเป็นอย่างไรโปรดติดตาม


แรกนาในยุคสมัย
            การจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ได้กระทำเต็มรูปบูรพประเพณี ครั้งสุดท้ายในปี 2479 แล้วก็ว่างเว้นไปจนกระทั่งในปี 2503 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ฟื้นฟู พระราชประเพณีนี้ขึ้นใหม่ และได้กระทำติดต่อกันมาทุกปีจนถึงปัจจุบัน ด้วยเห็นว่าเป็นการรักษาพระราชประเพณีอันดีงาม มีผลในการบำรุงขวัญและจิตใจของคนไทย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชกระแสให้ปรับปรุงพิธีการบางอย่างให้เหมาะสมกับยุคสมัย และเสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานในพระราชพิธีนี้ทุกปี จนกระทั่งระยะหลังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมงกุฎราชกุมาร เสด็จเป็นผู้แทนพระองค์ ตราบจนสิ้นรัชกาล ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2509 เป็นต้นมา คณะรัฐมนตรีมีมติให้วันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นวันเกษตรกรประจำปีอีกด้วย เพื่อให้ผู้มีอาชีพทางการเกษตรพึงระลึกถึงความสำคัญของการเกษตร และร่วมมือกันประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเพื่อเป็นสิริมงคลแก่อาชีพของตน โดยในปัจจุบันเมื่อได้มีการฟื้นฟูพระราชประเพณีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญขึ้นมาในระยะแรกนั้นพระยาแรกนา ได้แก่ อธิบดีกรมการข้าว โดยตำแหน่ง สำหรับเทพีทั้งสี่พิจารณาคัดเลือกจากภริยาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายหลังพระยาแรกนา ได้แก่ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยตำแหน่ง ส่วนผู้ที่มาทำหน้าที่เป็นเทพีคู่หาบทองและคู่หาบเงินนั้น ได้ทำการพิจารณาคัดเลือกจากข้าราชการหญิงโสดในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีตำแหน่งตั้งแต่ข้าราชการพลเรือนสามัญชั้นโทขึ้นไป
พระราชพิธีพืชมงคลเป็นพิธีทำขวัญพืชพันธุ์ธัญญาหารที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงอธิษฐานเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารแห่งราชอาณาจักรไทย ข้าวนั้นถือว่าเป็นอาหารหลักของประชาชนในภาษาบาลีเรียกว่า ปุพพัณณะ หรือบุพพัณณะ หรือบุพพัณณชาติ ส่วนพืชอื่น ๆ ที่เป็นอาหารเรียกว่า อปรัณณ หรืออปรัณชาติ หมายถึง พืชจำพวกถั่วงา เป็นต้น ถ้าเรียกควบทั้งสองอย่างก็เรียกว่า บุพพัณณปรัณณชาติ ที่หมายถึงพืชที่เป็นอาหารทุกชนิด บุพพัณณปรัณณชาติที่นำเข้าพิธีพืชมงคลนั้นเป็นข้าวเปลือก มีทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียว นอกจากนี้มีเมล็ดพืชต่างๆ รวม 40 ชนิด แต่ละชนิดบรรจุถุงผ้าขาวกับเผือกมันต่างๆ พันธุ์พืชเหล่านี้เป็นของปลูกงอกได้ทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมีข้าวเปลือกที่หว่านในพิธีแรกนาบรรจุกระเช้าทองคู่หนึ่งและเงินคู่หนึ่ง เป็นข้าวพันธุ์ดีที่โปรดให้ปลูกในพระราชวังสวนจิตรลดา และพระราชทานมาเข้าพิธีพืชมงคล พันธุ์ข้าวพระราชทานนี้จะใช้หว่านในพระราชพิธีแรกนาส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งที่เหลือทางการจะบรรจุซองแล้วส่งไปแจกจ่ายแก่ชาวนาและประชาชนในจังหวัดต่าง ๆ ให้เป็นมิ่งขวัญและเป็นสิริมงคลแก่พืชผลที่จะเพาะปลูกในปีนั้นๆ
          ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ จะมีการเสี่ยงทาย 2 สิ่ง คือ ผ้านุ่งของพระยาแรกนา และการเสี่ยงทายของกินของพระโค ซึ่งการเสี่ยงทายผ้านุ่งของพระยาแรกนาเป็นการตั้งสัตยาธิษฐานหยิบผ้านุ่งแต่งกาย ลักษณะเป็นผ้าลายมีด้วยกัน 3 ผืน คือ หกคืบ ห้าคืบ และสี่คืบ ผ้านุ่งนี้จะวางเรียงบนโตกมีผ้าคลุมเพื่อให้พระยาแรกนาขวัญหยิบ ถ้าหยิบได้ผืนใดก็จะมีคำทำนายไปตามกัน กล่าวคือ     ถ้าหยิบผ้าได้ 4 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะมากสักหน่อย นาในที่ดอนจะได้ผลบริบูรณ์ดี นาในที่ลุ่มอาจจะเสียหายบ้างได้ผลไม่เต็มที่  หากหยิบได้ผ้า 5 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนาจะได้ผลบริบูรณ์ และผลาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี และถ้าหยิบได้ผ้า 6 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอน จะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่
          ส่วนการเสี่ยงทายของกิน 7 สิ่ง ซึ่งเป็นของกินที่ตั้งเลี้ยงพระโคนั้นมี ข้าวเปลือก ข้าวโพด ถั่วเขียว งา เหล้า น้ำ และหญ้า ถ้าพระโคกินสิ่งใดก็จะมีคำทำนายไปตามนั้น โดยถ้าพระโคกินข้าวหรือข้าวโพด พยากรณ์ว่า ธัญญาหาร ผลาหาร จะบริบูรณ์ดี  แต่ถ้าพระโคกินถั่วหรืองา พยากรณ์ว่า ผลาหาร ภักษาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี  และหากพระโคกินน้ำหรือหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควรธัญญาหารผลาหาร ภักษาหาร มังสาหารจะอุดมสมบูรณ์ หรือถ้าพระโคกินเหล้า   พยากรณ์ว่า การคมนาคมจะสะดวกขึ้น การค้าขายกับ ต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง
          สำหรับคันไถที่ใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมสร้างถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เพื่อใช้ในพระราชพิธีดังกล่าวตลอดมานั้นสร้างเมื่อปี 2539 โดยกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมหนองโพ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เป็นคันไถที่ทำจากไม้สมอ อยู่ในความรับผิดชอบและดูแลของกรมส่งเสริมการเกษตร ชุดคันไถดังกล่าวประกอบด้วย
          (1) คันไถ ขนาดความสูงวัดจากพื้นถึงเศียรนาค 2.26 เมตร และความยาวจากเศียรนาคถึงปลายไถ 6.59 เมตร ทาสีแดงชาดตลอดคันไถ ที่หัวคันไถทำเป็นเศียรพญานาคลงรักปิดทอง ลวดลายประดับคันไถเป็นลายกระจังตาอ้อยลงรักปิดทองตลอดคัน ปลายไถหุ้มผ้าขาวขลิบทองสำหรับมือจับ
         (2) แอกเทียมพระโค ยาว 1.45 เมตร ตรงกลางแอกประดับด้วยรูปครุฑยุดนาคหล่อด้วยทองเหลืองลงรักปิดทองอยู่บนฐานบัว ปลายแอกทั้งสองด้านแกะสลักเป็นรูปเศียรพญานาคลงรักปิดทอง ลวดลายประดับเป็นลายกระจังตาอ้อยลงรักปิดทองตลอดคัน ที่ปลายแอกแต่ละด้านมีลูกแอกทั้งสองด้านสำหรับเทียมพระโคพร้อมเชือก กระทาม
        (3) ฐานรอง เป็นที่สำหรับตั้งรองรับคันไถพร้อมแอก ทำด้วยไม้เนื้อแข็งทาด้วยสีแดงชาด มีลวดลายประดับเป็นลายกระจังตาอ้อยลงรักปิดทอง ทั้งด้านหัวไถและปลายไถ
        (4) ธงสามชาย เป็นธงประดับคันไถติดตั้งอยู่บนเศียรนาค ทำด้วยกระดาษและผ้าสักหลาด เขียนลวดลาย ลงรักปิดทองประดับด้วยกระจกแวว มีพู่สีขาวประดับด้านบนเป็นเครื่องสูงชนิดหนึ่งเพื่อประดับพระเกียรติ ธงสามชายมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม ฐานยาว 41 เซนติเมตร สูง 50 เซนติเมตร และเสาธงยาว 72 เซนติเมตร
เนื่องจากคันไถที่ใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญถือเป็นของสูง ซึ่งต้องมีความพิถีพิถันในการเตรียมการ ทุกปีก่อนงานพระราชพิธีฯ กรมส่งเสริมการเกษตรผู้รับผิดชอบจะดูแลความเรียบร้อย ทำความสะอาด และตกแต่งให้งดงามและถูกต้องตามแบบแผน เพื่อให้มีความพร้อมและคงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของพระราชพิธีฯดังกล่าว


         ในส่วนของพระโคในทางศาสนาพราหมณ์ หมายถึง เทวดาผู้ทำหน้าที่เป็นพาหนะของ พระอิศวร เปรียบได้กับการใช้แรงงานและความเข้มแข็ง และหมายถึงสัตว์เลี้ยงที่พระกฤษณะและพระพลเทพดูแลซึ่งเปรียบได้กับความอุดมสมบูรณ์ ดังนั้น ในการประกอบพระราชพิธี จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ จึงได้กำหนดให้มีพระโคเพศผู้เข้าร่วมพิธีเสมอมาตั้งแต่รัชกาลที่ 1 เพื่อเป็นตัวแทนของความเข้มแข็งและความอุดมสมบูรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานคัดเลือกพระโคเพื่อใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ โดย ศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพราชบุรี สำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ ดำเนินการคัดเลือกตามหลักเกณฑ์ กล่าวคือ ต้องเป็นโคที่มีลักษณะดี รูปร่างสมบูรณ์ มีความสูงไม่น้อยกว่า 150 เซนติเมตร ความยาวลำตัวไม่น้อยกว่า 120 เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอกไม่น้อยกว่า 180 เซนติเมตร โคทั้งคู่จะต้องมีสีเดียวกัน ผิวสวย ขนเป็นมัน กิริยามารยาทเรียบร้อย ฝึกง่าย สอนง่าย ไม่ดุร้าย เขามีลักษณะโค้งสวยงามเท่ากัน ตาแจ่มใส หูไม่มีตำหนิ หางยาวสวยงาม มีขวัญหน้า ขวัญทัดดอกไม้ซ้ายขวา และขวัญหลังถูกต้องลักษณะที่ดี กีบข้อเท้าแข็งแรง ถ้ามองดูด้านข้างลำตัวจะเป็นสี่เหลี่ยม  ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้ทำการคัดเลือกพระโคเพื่อใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัล แรกนาขวัญ ประจำปี 2560 จำนวน 2 คู่ คือ พระโคแรกนา 1 คู่ ได้แก่ พระโคเพิ่ม พระโคพูล และพระโคสำรอง 1 คู่ ได้แก่ พระโคพอ พระโคเพียง
            สำหรับพระโคเพิ่ม มีความสูง 158 เซนติเมตร ความยาวลำตัว 226 เซนติเมตร ความสมบูรณ์    รอบอก 193 เซนติเมตร อายุ 7 ปี ส่วนพระโคพูล มีความสูง 156 เซนติเมตร ความยาวลำตัว 237 เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอก 204เซนติเมตร อายุ 7 ปี โดยนายทฤษดี ชาวสวนเจริญ อดีตอธิบดีกรมปศุสัตว์ บริจาคทรัพย์ซื้อพระโคเพิ่ม แล้วมอบให้กรมปศุสัตว์ นำน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ใช้เป็นพระโคแรกนาขวัญประจำปี 2560 และนายวิจารณ์ ภุกพิบูลย์ บริจาคทรัพย์ซื้อพระโคพูล แล้วมอบให้กรมปศุสัตว์ นำน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ใช้เป็นพระโคแรกนาขวัญประจำปี 2560
         ในขณะที่พระโคสำรอง คือ พระโคพอ มีความสูง 163 เซนติเมตร ความยาวลำตัว 212 เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอก 204 เซนติเมตร อายุ 5 ปี และพระโคเพียง มีความสูง 155 เซนติเมตร ความยาวลำตัว 230 เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอก 200 เซนติเมตร อายุ 5 ปี โดย นายสมชาย ดำทะมิส บริจาคทรัพย์ซื้อพระโคพอ แล้วมอบให้กรมปศุสัตว์ นำน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ใช้เป็นพระโคสำรองประจำปี 2560 และนายอาคม วัฒนากูล บริจาคทรัพย์ซื้อพระโคเพียง แล้วมอบให้กรมปศุสัตว์ นำน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ใช้เป็นพระโคสำรองประจำปี 2560
         พระโคแรกนาขวัญ และพระโคสำรอง  เป็นพระโคพันธุ์ไทยมีชื่อประจำพันธุ์ว่า “พันธุ์ขาวลำพูน” มีผิวสีขาวอมชมพู  ขนสีขาวสะอาด ทั้งลำตัวไม่มีจุดด่างดำ หรือสีอื่นบนลำตัว เขามีสีขาว ลำเขาเป็นลำเทียน  เขาทั้งสองข้างมีลักษณะโค้งสวยงาม ดวงตาแจ่มใสสีน้ำตาลอ่อน ขนตาสีชมพู บริเวณจมูกขาว กีบสีขาว ขนหางเป็นพวงสีขาวยาว ลำตัวช่วงขาหลังและกีบมีความสมบูรณ์แข็งแรง เวลายืนและเดินสง่า โดยโคขาวลำพูนเป็นโคพื้นเมืองสำหรับใช้งานดั้งเดิม พบมากในอำเภอต่างๆ ของจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ แพร่กระจายไปยังอำเภอต่างๆ ของจังหวัดลำปาง พะเยา และเชียงราย ที่อยู่ใกล้กับจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ มีลักษณะที่โดดเด่นคือมีรูปร่างสูงใหญ่ สูงโปร่ง ลำตัวมีสีขาวตลอด พู่หางขาว หนังสีชมพูส้ม จมูกสีชมพูส้ม เนื้อเขาเนื้อกีบสีน้ำตาลส้ม จากลักษณะเด่นเป็นสง่าดังกล่าว จึงได้ถูกคัดเลือกให้เป็นพระโคในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ความเป็นมาของโคขาวลำพูนนั้น ยังไม่มีผู้ใดศึกษาไว้อย่างจริงจัง และยังไม่ทราบแน่นอนถึงถิ่นกำเนิดที่แท้จริงอยู่ที่ใดและมีมาแล้วตั้งแต่เมื่อใด ที่เริ่มรู้จักกันนั้นมีความเป็นมาจากการที่ภาควิชาสัตวบาล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ริเริ่มเลี้ยงฝูงโคขาว ตั้งแต่ พ.ศ.2521 แทนฝูงโคเนื้อลูกผสมพันธุ์ต่างประเทศ เพื่อหาทางศึกษาชี้นำให้มีการอนุรักษ์และปรับปรุงพันธุ์
            โคขาวลำพูนเป็นโคพื้นเมืองที่เกิดจากฝีมือและผลงานของชาวบ้านในจังหวัดลำพูน มีการพัฒนาสายพันธุ์มานานกว่า 100 ปี เลี้ยงกันแพร่หลายในจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ แล้วแพร่กระจายไปยังจังหวัดลำปาง พะเยา เชียงราย เกิดขึ้นมาได้อย่างไรไม่มีหลักฐานแน่ชัด บางท่านเล่าว่า เกิดจากการกลายพันธุ์ของโคพื้นเมืองในสมัยพระนางจามเทวี ผู้ครองนครหริภุญไชยพระองค์แรก เมื่อ 1,340 กว่าปีมาแล้ว และเป็นสัตว์คู่บารมีของชนชั้นปกครอง ในสมัยนั้นใช้ลากเกวียน แต่หริภุญไชยล่มสลายตั้งแต่ครั้งเมื่อพ่อขุนเม็งรายมหาราชยึดครอง อีกทั้งเป็นเมืองร้าง สมัยพม่าครองเมือง ช่วงกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310 ในตำราฝรั่งบางเล่มกล่าวว่า ต้นตระกูลของโคพื้นเมืองในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ น่าจะเป็นโคยุโรปที่ไม่มีหนอก ซึ่งต่อมาถูกผสมข้ามโดยโคอินเดียที่มีหนอก เพราะโคในภูมิภาคนี้ส่วนใหญ่มีลักษณะของทั้งโคยุโรปและโคอินเดียรวมกัน คือมีเหนียงคอสั้น หน้าผากแบน และหูเล็กแบบโคยุโรป มีหนอกแบบโคอินเดีย




           โคขาวลำพูนมีลักษณะเฉพาะตัว คือ มีสีขาวปลอดทั้งตัว ซึ่งแตกต่างจากโคสีขาวพันธุ์อื่นๆ ที่ปาก จมูก ขอบตา กีบ เขา และพู่หางสีดำ แต่โคขาวลำพูนจะเป็นสีขาวทั้งหมด และไม่ใช่โคเผือกเพราะตาดำไม่เป็นสีชมพู เนื่องจากมีลำตัวสีขาวจึงทำให้ทนความร้อนจากแสงแดดได้ดีเป็นพิเศษ โคขาวลำพูนนับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและสังคมเกษตรกรรมของบรรพบุรุษชาวล้านนา ดังนั้นเราไม่ควรปล่อยปละละเลยให้สูญพันธุ์ไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ตามคติของศาสนาพราหมณ์ ตามตำนานกล่าวว่าโคอุสุภราชเผือกผู้มีนามว่าพระนนทิ ถือกันว่าเป็นเทพเจ้าแห่งสัตว์จัตุบาท พระนนทิจะแปลงรูปเป็นโคให้พระอิศวรทรง ซึ่งความเชื่อนี้คนอินเดียจึงไม่ทานเนื้อโค จึงมีโคเป็นจำนวนมากในประเทศอินเดีย และประเทศไทยรับความเชื่อของพราหมณ์มา ดังนั้น ในการประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ได้กำหนดให้มีพระโคเพศผู้เข้าร่วมในพระราชพิธีนี้ดังกล่าว
สำหรับพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปี 2560  สำนักพระราชวังได้ออกหมายกำหนดการพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2560 เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2560 เป็นพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ครั้งแรก ในรัชกาลที่ 10 ความว่า
        “ เลขาธิการพระราชวัง รับพระราชโองการเหนือเกล้าฯ สั่งว่า พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2560 ได้กำหนดดังรายการต่อไปนี้
          วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม เจ้าพนักงานเตรียมการพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวงไว้พร้อม
           เวลาบ่าย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง
          เวลา 16 นาฬิกา เสด็จพระราชดำเนินเข้าพระอุโบสถ ทรงจุดธูปเทียนถวายนมัสการพระพุทธมหามณีปฏิมากร และพระพุทธรูปสำคัญ พระราชาคณะถวายศีล จบแล้ว ทรงพระสุหร่าย ถวายดอกไม้บูชาพระพุทธคันธารราษฎร์ ทรงอธิษฐานเพื่อความสมบูรณ์แห่งพืชผลของราชอาณาจักรไทย พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณฯ ประธานพระครูพราหมณ์ อ่านประกาศพระราชพิธีพืชมงคล พระสงฆ์ 11 รูป เจริญพระพุทธมนต์ จบแล้ว ทรงหลั่งน้ำสังข์ ทรงเจิม พระราชทานพระธำมรงค์กับพระแสงปฏัก สำหรับตำแหน่งพระยาแรกนาแก่นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทรงหลั่งน้ำสังข์ ทรงเจิม พระราชทานเทพีผู้ที่จะเข้าในการพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ขณะนั้น พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานประโคมฆ้องชัย เครื่องดุริยางค์แล้ว ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรม พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ออกจากพระอุโบสถ เสด็จพระราชดำเนินกลับ
            วันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม เวลา 7 นาฬิกา 19 นาที สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขึ้นรถยนต์หลวงที่หน้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ออกจากพระบรมมหาราชวังทางประตูสวัสดิโสภา ถนนสนามไชย ไปยังมณฑลพิธีท้องสนามหลวง แล้วเดินขบวนอิสริยยศแห่ไปส่งที่โรงพิธีพราหมณ์ จุดธูปเทียนถวายสักการะเทวรูปสำคัญแล้ว จะได้ตั้งสัตยาธิษฐานหยิบผ้านุ่งแต่งกายไว้พร้อม
            ครั้นเวลา 8 นาฬิกา 30 นาที สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพลับพลาท้องสนามหลวง ระหว่างเวลาฤกษ์ 8 นาฬิกา 19 นาที ถึงเวลา 8 นาฬิกา 59 นาที นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งทำหน้าที่พระยาแรกนา จะได้ยาตราพร้อมเทพีออกจากโรงพิธีพราหมณ์ มีราชบัณฑิตและพราหมณ์ นำผ่านพลับพลาหน้าพระที่นั่ง พระยาแรกนาเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายบังคมแล้วไปยังลานแรกนา เจ้าพนักงานจูงพระโคเทียมแอก พระยาแรกนาเจิมพระโคและไถแล้วจึงไถดะไปโดยรี 3 รอบ โดยขวาง 3 รอบ หว่านธัญพืช โหรหลวงลั่นฆ้องชัย แล้วไถกลบอีก 3 รอบ เจ้าพนักงานปลดพระโคออกจากแอก พระยาแรกนาและเทพีกลับไปยังโรงพิธีพราหมณ์ พราหมณ์เสี่ยงของกิน 7 สิ่ง ตั้งเลี้ยงพระโค โหรหลวงจะได้ถวายคำพยากรณ์ เสร็จแล้วจะได้แห่พระยาแรกนาเป็นขบวนอิสริยยศจากโรงพิธีพราหมณ์ พระยาแรกนาเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายบังคมแล้วเข้าขบวนไปขึ้นรถยนต์หลวงไปยังแปลงนาสาธิต สวนจิตรลดาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินกลับ”
            ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนาในปี 2560 คือ นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และเทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวนันทินี ทองคงเหย้า นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร และนางสาวฉมาพันธ์ สุพรมอินทร์ นักวิชาการตรวจสอบบัญชีปฏิบัติการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์  ส่วนเทพีคู่หาบเงิน  ได้แก่ นางสาวนันทวัน สุวรรณสถิตย์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ กรมชลประทาน  และนางสาวพรพิมล ศิริการ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร




            พันธุ์ข้าวที่ใช้ในพิธีสำหรับปีนี้ กรมการข้าวได้ดำเนินการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำพันธุ์ข้าวทั้งหมด 11 พันธุ์ รวมน้ำหนักเมล็ดพันธุ์ข้าวทั้งสิ้น 2,865 กิโลกรัม นำเข้าพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และจัดเป็น "พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน” และบรรจุในซองพลาสติกแจกจ่ายเพื่อเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพการเกษตรตามประเพณีนิยม เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์สืบไป
ผลการทำนายสำหรับปี 2560 โหรหลวงถวายคำพยากรณ์  สรุปได้ดังนี้  การเสี่ยงทาย "ผ้านุ่งแต่งกาย” ของพระยาแรกนา ผ้านุ่งซึ่งพระยาแรกนาตั้งสัตยาธิษฐานหยิบได้ผ้า 5 คืบ พยากรณ์ว่า  น้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนาจะได้ผลบริบูรณ์ และผลาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี  ส่วนการเสี่ยงทายพระโค พระโคกินข้าวหรือข้าวโพด พยากรณ์ว่า ธัญญาหาร ผลาหาร จะบริบูรณ์ดี  พระโคกินหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหารจะอุดมสมบูรณ์




             หลังจากพิธีอันเป็นสิริมงคลให้กับเกษตรกรไทยในครั้งนี้ จะเป็นขวัญและกำลังใจให้เกษตรกรเริ่มฤดูการผลิตใหม่ได้อย่างเชื่อมั่นและมีความหวัง ภายใต้ความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น การจัดการความเสี่ยงอย่างมีความพร้อม จะช่วยให้เกษตรกรไทยผ่านพ้นวิกฤติไปได้ ความผูกพันระหว่างการทำการเกษตรและธรรมชาติยังคงอยู่เสมอ จนมีคำกล่าวว่า “การเกษตรเป็นหุ้นส่วนของธรรมชาติ” ความเข้มแข็งของภาคการเกษตรจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าเกษตรกรซึ่งเป็นจักรกลสำคัญของภาคการเกษตรไม่มีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพเพียงพอ ขอพลังจงอยู่กับทุกท่าน
(ขอบคุณ : สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง , สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , กรมส่งเสริมการเกษตร , กรมปศุสัตว์ , กรมการข้าว/ข้อมูล)

หมายเหตุ ต้นฉบับคอลัมม์ฉีกซอง จดหมายข่าวผลิใบ ก้าวใหม่งานวิจัยและพัฒนาการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ฉบับเดือนมิถุนายน 2560

พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ-ขวัญเกษตรแห่งแผ่นดิน (1)






“...เวลานึกถึงทำไมมีข้าวมาก ราคาข้าวก็ตก ก็น่าจะเป็นการดีที่มีข้าวมาก พวกเราที่บริโภคข้าวก็จะได้ซื้อข้าวในราคาถูก แต่หารู้ไม่ว่าข้าวที่บริโภคทุกวันนี้ ราคาก็ยังแพงเป็นที่เดือดร้อนแก่ประชาชนทั่วไป ก็ต้องหาเหตุผล ทำไมแพง ข้าวที่บริโภคแพง และข้าวที่ชาวนาขายถูก… เข้าไปหากลุ่มชาวนา ถามเขาว่าเป็นอย่างไร เขาบอกว่าแย่ ข้าวราคาถูก ก็ถามเขาว่า ยุ้งฉางมีหรือเปล่าที่จะเก็บข้าว เขาบอกว่ามี ก็เลยเห็นว่าควรที่จะเก็บข้าวเอาไว้ก่อน หลังจากที่ข้าวล้นตลาด แต่ว่าไม่ทันนึกดูว่า ทำไมเขาเก็บข้าวไม่ได้ แม้จะมียุ้งฉาง ก็เพราะเขาติดหนี้ เหตุที่ติดหนี้ก็คือ เสื้อผ้าเหล่านั้นหรือกะปิ น้ำปลา หรือแม้กระทั่งข้าวสารก็ต้องบริโภค ถ้าไม่ได้ไปซื้อที่ตลาด หรือร่วมกันซื้อ ก็คงเป็นพ่อค้า หรือผู้ที่ซื้อข้าวเป็นผู้นำมา อันนี้ก็เป็นจุดที่ทำให้ข้าวถูก … ข้าวเปลือกถูก แล้วก็ทำให้ข้าวสารแพง คือว่าชาวนาทำนาไปตลอดปี ก็ต้องบริโภค เมื่อต้องบริโภคก็ต้องเอาสิ่งของ ต้องไปติดหนี้เขามาสำหรับหาสิ่งของบริโภค แล้วก็เอาเครื่องบริโภคก็ได้รับบริการอย่างดีที่สุดจากผู้ที่มาซื้อข้าว บอกว่าไม่ต้องเอาข้าวมาเดี๋ยวนี้ เวลาได้ผลแล้วก็จะเอา แต่ว่าเอาสิ่งของมาให้แล้วก็เชื่อ ของนั้นก็มีราคาแพง เพราะว่านำมาถึงที่ ข้าวที่เวลาได้แล้วจะขายก็ต้องขายในราคาถูก เพราะว่าเขามักรับถึงที่ อันนี้เป็นปัญหาสำคัญถ้าจะแก้ปัญหานี้ ก็จะต้องแก้จุดนี้ ต้องแก้ด้วยการรวมกลุ่มเป็นกลุ่มผู้บริโภคเหมือนกัน แล้วก็ไปติดต่อกับกลุ่มผู้ผลิต โดยที่ไปตกลงกันและอาจจะต้องตั้ง หรือไปตกลงกับโรงสีให้แน่ จะได้ไม่ต้องผ่านหลายมือ ถ้าทุกคนที่บริโภคข้าวตั้งตัวเป็นกลุ่ม แล้วก็ไปซื้อข้าวเปลือก แล้วไปพยายามสีเองหรือให้ผู้แทนของตัวสี ก็ผ่านมือเพียงผู้ที่ผลิต ผู้ที่สี และผู้ที่บริโภค ก็ตัดปัญหาอันนี้ (คนกลาง) ลงไป... “
                                      พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ
ในวโรกาสเสด็จพระราชดำเนินทรงดนตรี ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2514

          ปัญหาเรื่องข้าวและชาวนาไทย เป็นปัญหาที่มีมาเนิ่นนาน เหมือนเป็นวัฎจักรหมุนวนไป มีชาวนาน้อยรายมากที่ทำนาแล้วสามารถซื้อที่นาเพิ่มขึ้นมาเป็นของตัวเอง จากผลกำไรของการทำนา ในทางกลับกัน มีชาวนาจำนวนไม่น้อยที่ต้องสูญเสียที่นาของตนเองไปให้กับเถ้าแก่โรงสี กลายสภาพจากเจ้าของที่นาเป็นเพียงผู้เช่าที่นา และบางรายถึงกลับออกจากอาชีพการทำนา ไปสู่อาชีพอื่นแทน ผู้ที่ยังทำนาอยู่ก็มักจะสอนลูกสอนหลานให้ประกอบอาชีพอื่น อย่าได้ทำนา เพราะเห็นว่าเป็นอาชีพที่ยากลำบาก รายได้ต่ำ ไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม อาชีพการทำนาก็ยังเป็นอาชีพของเกษตรกรส่วนใหญ่ของไทย เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์และสภาพภูมิอากาศมีความเหมาะสม ชาวนาสะสมและถ่ายทอดประสบการณ์มาจากรุ่นสู่รุ่น การเปลี่ยนแปลงวิถีของชาวนา จึงเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายยอมรับว่ายากมาก
          ด้วยวิถีสังคมเกษตรกรรมของไทย การสร้างขวัญกำลังใจให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ชาวนา” เป็นสิ่งที่สถาบันมหากษัตริย์ให้ความสำคัญมาแต่โบราณกาล จึงได้กำหนดให้พิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นหนึ่งในพระราชพิธีที่สำคัญของประเทศไทย เป็นมาอย่างไร ปัจจุบันเป็นอย่างไร โปรดติดตามใน “ฉีกซอง” ฉบับนี้

พืชมงคล-จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
          พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีกรรม 2  พิธีที่ทำร่วมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคล และพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ โดยพระราชพิธีพืชมงคล เป็นพิธีสงฆ์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงกำหนดเป็นครั้งแรก เป็นพิธีทำขวัญเมล็ดพันธุ์ต่างๆ เช่น ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวฟ่าง ข้าวโพด ถั่ว งา เผือก มัน เป็นต้น เพื่อเป็นสิริมงคลให้เมล็ดพันธุ์มีคุณภาพ ปราศจากโรคต่างๆ เจริญเติบโตและให้ผลผลิตดี ส่วนพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีพราหมณ์ มีมาแต่โบราญ เป็นพิธีเริ่มต้นการไถเพื่อหว่านเมล็ดข้าว มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งสัญญาณว่า ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปฤดูการทำนาและเพาะปลูกได้เริ่มขึ้นแล้ว ทั้งสองพิธีนี้ได้ทำอย่างเต็มรูปแบบมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปี พ.ศ. 2479 จึงได้เว้นการจัดไป เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองไม่เหมาะสม  ต่อมาในปี พ.ศ. 2490 ได้กำหนดให้จัดพิธีพืชมงคลขึ้นมาใหม่ ด้วยภาครัฐในสมัยนั้นเห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เกษตรกรส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา จึงควรจะฟื้นฟูประเพณีโบราณที่เป็นมงคลต่อการเพาะปลูกขึ้นมาอีกครั้ง แต่มีเฉพาะพิธีพืชมงคลเท่านั้น ในปี พ.ศ. 2503 จึงได้จัดพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้ทั้งสองพิธีสำคัญของการเกษตรได้กลับมาจัดพร้อมกันใหม่ นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
          พิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ในอดีตของไทย ปรากฏในหนังสือนพมาศหรือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ สมัยกรุงสุโขทัย โดยมีข้อความว่า “...ในเดือนหก พระราชพิธีไพศาขจรดพระนังคัล พราหมณ์ประชุมกันผูกพรดเชิญเทวรูปเข้าโรงพิธี ณ ท้องทุ่งละหานหลวงหน้า พระตำหนักห้าง เขากำหนดฤกษ์แรกนาว่าใช้วันอาทิตย์ พระเจ้าแผ่นดินทรงเครื่องต้นอย่างเทศ ทรงม้าพระที่นั่ง พยุหยาตรา เป็นพระบวนเพชรพวง พระอัครชายาและพระราชวงศานุวงศ์ พระสนมกำนัลเลือกแต่ที่ต้องพระราชหฤทัย ขึ้นรถประเทียบตามเสด็จไป ในกระบวนหลังประทับที่พระตำหนักห้าง จึงโปรดให้ออกญาพลเทพธิบดีแต่งตัวอย่างลูกหลวง มีกระบวนแห่ประดับด้วย กรรเชิงบังสูร พราหมณ์เป่าสังข์โปรยข้าวตอกนำหน้า ครั้นเมื่อถึงมณฑลท้องละหาน ก็นำพระโคอุสภราชเทียมไถทอง พระครูพิธีมอบยามไถและประฎักทอง ให้ออกญาพลเทพเป็นผู้ไถที่หนึ่ง พระศรีมโหสถ ซึ่งเป็นบิดานางนพมาศเอาแต่งตัวเครื่องขาวอย่างพราหมณ์ ถือไถหุ้มด้วยรัตกัมพลแดง เทียมด้วยโคกระวินทั้งไม้ประฎัก พระโหราลั่นฆ้องชัยประโคมดุริยางค์ดนตรี ออกเดินไถเวียนซ้ายไปขวา  ชีพ่อพราหมณ์ปรายข้าวตอกดอกไม้ บันลือเสียงสังข์ไม้บัณเฑาะว์ นำหน้าไถ ขุนบริบูรณ์ธัญญา นายนักงานนาหลวงแต่งตัวนุ่งเพลาะ คาดรัดประคตสวมหมวกสาน ถือกระเช้าโปรยหว่านพืชธัญญาหาร ตามทางไถจรดพระนังคัลถ้วนสามรอบ ในขณะนั้นมีการมหรสพ ระเบงระบำโมงครุ่มหกคะเมนไต่ลวดลอดบ่วงรำแพนแทงวิสัยไก่ป่าช้าหงส์ รายรอบปริมณฑลที่แรกนาขวัญ แล้วจึงปล่อยพระโคทั้งสามอย่างออกกินเสี่ยงทายของห้าสิ่ง แล้วโหรพราหมณ์ก็ทำนายตามตำรับไตรเทพ ในขณะนั้นพระอัครชายาก็ดำรัสพระสนมให้เชิญเครื่องพระสุพรรณภาชน์มธุปายาสขึ้นถวายพระเจ้าอยู่หัวเสวย ราชมัลก็ยกมธุปายาสเลี้ยงลูกขุนทั้งปวง...”
          ต่อมาในสมัยอยุธยา ปรากฏในกฎมณเฑียรบาลว่า “พระเจ้าแผ่นดินไม่ได้เสด็จไปในพิธี โปรดให้เจ้าพระยาจันทกุมาร เป็นผู้แทนพระองค์มอบพระแสงอาญาสิทธิ์ให้ ส่วนพระพลเทพคงเป็นตำแหน่งเสนาบดี สำหรับพระเจ้าแผ่นดินนั้น ในตอนนี้ทรงทำเหมือนหนึ่งออกจากอำนาจความเป็นกษัตริย์ทรงจำศีลเงียบเสียสามวัน” และในหนังสือคำให้การชาวกรุงเก่ากล่าวว่า “ พระราชพิธีจรดพระนังคัล พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาโปรดให้พระจันทกุมารแรกนาต่างพระองค์ ส่วนพระมเหสีก็จัดนางเทพีต่างพระองค์เหมือนกัน นั่งเสลี่ยงเงิน มีกระบวนแห่เป็นเกียรติยศไปยังโรงพิธีซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลวัดผ้าขาว ครั้นถึงเวลามงคลฤกษ์พระจันทกุมาร ถือคันไถเทียมด้วยโคอุสุภราช ออญาพลเทพ จูงโคไถ 3 รอบ นางเทพีหว่านข้าวเสร็จแล้ว จึงปลดโคอุสุภราชให้กินน้ำ ถั่ว งา ข้าวเปลือก ถ้ากินสิ่งใดก็มีคำทำนายต่างๆ” ทั้งนี้ ภายในเวลาการพระราชพิธีจรดพระนังคัลสามวันนี้ ยกพระราชทานภาษี ค่าท่าและอากรขนอนแก่พระจันทกุมารผู้แรกนา เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ราษฎรจึงจะลงมือไถหว่านทำนาต่อไป และหากบางปีไม่มีฝนตก ก็จะมีพิธีขอฝนตามมาด้วย
          สมัยรัตนโกสินทร์ พิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 โดยตำแหน่งเจ้าพระยาพลเทพจะต้องยืนชิงช้า หรือ ทำพิธีโล้ชิงช้าด้วย ซึ่งเป็นพิธีพราหมณ์ หากมีการตกชิงช้าหรือป่วยก็จะเปลี่ยนให้พระยาประชาชีพแทน หรือเมื่อเจ้าพระยานิกรบดินทร์ยืนชิงช้าก็โปรดให้แรกนาด้วย กล่าวได้ว่า เมื่อครั้นแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นธรรมเนียมว่าผู้ใดยืนชิงช้าผู้เป็นผู้แรกนาด้วย พิธีแรกนาในสมัยนั้นไม่ได้เป็นการกระทำหน้าพระที่นั่ง เว้นไว้แต่มีพระราชประสงค์จะทอดพระเนตรเมื่อใด จึงได้ทอดพระเนตร เล่ากันว่าเมื่อแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า ขณะเมื่อทรงปฏิสังขรณ์วัดอรุณฯ ในปีมะแมเบญจศก ศักราช ๑๑๘๕ เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการบูรณะทุกวัน ครั้นเมื่อถึงพระราชพิธีจรดพระนังคัลจึงโปรดให้ยกการพระราชพิธีมาตั้งที่ปรกหลังวัดอรุณฯ           ต่อมาในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรแรกนาที่ทุ่งส้มป่อยครั้งหนึ่ง ภายหลังโปรดให้มีการแรกนาที่กรุงเก่า และที่เพชรบุรีได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร พระยาเพชรบุรี (บัว) แรกนาที่เขาเทพพนมขวดครั้งหนึ่งหรือสองครั้ง        
            จะเห็นได้ว่าพระราชพิธีจรดพระนังคัลแต่ก่อนมีแต่พิธีพราหมณ์ ไม่มีพิธีสงฆ์ ครั้งมาถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงเพิ่มพิธีสงฆ์ในพระราชพิธีต่างๆ จึงได้เพิ่มในพิธีจรดพระนังคัลนี้ด้วย แต่ยกเป็นพิธีหนึ่งต่างหาก เรียกว่า พิธีพืชมงคล โปรดให้ปลูกพลับพลาขึ้นในที่หน้าท้องสนามหลวง และสร้างหอพระเป็นที่ไว้พระคันธารราษฎร์สำหรับการพระราชพิธีพืชมงคลและพุทธศาสตร์ สมัยก่อนนั้นพระยาผู้จะแรกนาจะไม่ได้ฟังสวด เป็นแต่กราบถวายบังคมลาแล้วก็ไปเข้าพิธีเหมือนตรียัมปวาย กระเช้าข้าวโปรยก็ใช้พนักงานกรมนาหาบ ไม่ได้มีนางเทพีเหมือนเช่นปัจจุบัน ดังนั้นเมื่อโปรดให้มีพระราชพิธีพืชมงคลขึ้น จึงได้ให้มีนางเทพีสี่คน จัดเจ้าจอมเถ้าแก่ที่มีทุนรอนพาหนะพอจะแต่งตัวและมีเครื่องใช้ไม้สอย ติดตามให้ไปหาบกระเช้าข้าวโปรย เมื่อวันสวดมนต์พระราชพิธีพืชมงคล ก็ให้ฟังสวดพร้อมด้วยพระยาผู้จะแรกนา และให้มีราชบัณฑิตเชิญพระเต้าเทวบิฐ ซึ่งเป็นพระเจ้าเกิดขึ้นใหม่ในรัชกาลนั้นประพรมที่ แผ่นดินนำหน้าพระยาที่แรกนา ให้เป็นสวัสดิมงคลอีกชั้นหนึ่ง การพระราชพิธีนี้ ในเวลาบ่ายวันที่จะสวดมนต์ก็มีกระบวนแห่พระพุทธรูปออกไปจากวัดพระศรีรัตนศาสดาราม  พระราชพิธีจรดพระนังคัล จึงเริ่มตั้งแต่เวลาบ่ายวันสวดมนต์พระราชพิธีพืชมงคล มีกระบวนแห่ๆ พระเทวรูปพระอิศวร  พระอุมาภควดี  พระนารายณ์  พระมหาวิฆเนศวร  และพระพลเทพแบกไถ  กระบวนแห่นี้มีธงคู่แห่เครื่องสูงกลองชนะ คล้ายกันกับที่แห่พระพุทธรูป แต่จะลดหย่อนลงไป ออกจากพระบรมมหาราชวังเข้าโรงพิธีที่ทุ่งส้มป่อยนาหลวง เวลาค่ำพระมหาราชครูพิธีก็จะทำพิธีปกติ
           วันรุ่งขึ้น เวลาเช้า กระบวนแห่แห่พระยาผู้แรกนา กำหนดเกณฑ์คนเข้ากระบวนแห่ 500 กระบวน แต่ไม่เป็นกระบวนใหญ่เหมือนอย่างแห่ยืนชิงช้า โดยพระยาแรกนาแต่งตัวเหมือนยืนชิงช้า เมื่อถึงโรงพระราชพิธีเข้าไปจุดเทียนบูชาพระพุทธรูป แล้วตั้งจิตอธิษฐานจับผ้าสามผืน ผ้านั้นเป็นผ้าลายหกคืบ ห้าคืบ และสี่คืบ ถ้าจับได้ผ้าที่กว้างเป็นคำทำนายว่าน้ำจะน้อย ถ้าได้ผ้าที่แคบว่าน้ำจะมาก โดยเมื่อจับได้ผ้าผืนใดก็นุ่งผ้าผืนนั้น ทับผ้านุ่งเดิมอีกชั้นหนึ่ง นุ่งอย่างบ่าวขุนออกไปแรกนา มีราชบัณฑิตคนหนึ่ง เชิญพระเต้าเทวบิฐประน้ำพระพุทธมนต์ข้างหน้า พราหมณ์เชิญพระพลเทพคนหนึ่งเป่าสังข์ 2 คน พระยาจับยามไถ พระมหาราชครูพิธียื่นประตักด้านหุ้มแดะไถดะไปโดยรีสามรอบ แล้วไถแปรโดยกว้างสามรอบ นางเทพีทั้ง 4 จึงได้หาบกระเช้าข้าวปลูก กระเช้าทอง 2 คน กระเช้าเงิน 2 คน ออกไปให้พระยาโปรยหว่านข้าว และไถกลบอีกสามรอบจึงกลับเข้ามายังที่พัก ปลดพระโคออกกินเลี้ยงของเสี่ยงทาย 7 สิ่ง คือ ข้าวเปลือก ข้าวโพด ถั่ว เหล้า น้ำ หญ้า ถ้าพระโคกินสิ่งไรก็มีคำทำนาย แต่คำทำนายมักจะว่ากันว่า ถ้าพระโคกินสิ่งใดสิ่งนั้นจะบริบูรณ์ จึงเป็นการเสร็จพระราชพิธีจรดพระนังคัล จากนั้นแห่พระยาและเทวรูปกลับ    พอพระยากลับผู้ที่มาร่วมพิธีต่างก็พากันเข้าแย่งเก็บข้าว จนไม่มีเหลืออยู่ในท้องนา เมื่อรัชกาลที่ 5 ได้โปรดให้ไปชันสูตรหลายครั้งว่ามีข้าวงอกบ้างหรือไม่ ก็ไม่พบเหลืออยู่จนงอกเลย เมื่อทอดพระเนตรแรกนาที่เพชรบุรี พอคนที่เข้ามาแย่งเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูกออกไปหมดแล้ว รับสั่งให้ตำรวจหลายนายออกไปค้นหาเมล็ดข้าว ว่าจะเหลืออยู่บ้างหรือไม่ ก็ไม่ได้มาเลยสักเมล็ดหนึ่ง เมล็ดพันธุ์ข้าวปลูกซึ่งเก็บไปนั้น เกษตรกรมักจะใช้เจือในพันธุ์ข้าวปลูกของตัว ให้เป็นสวัสดิมงคลแก่นา หรือนำไปปนลงไว้ในถุงเงินให้เกิดประโยชน์งอกงาม



           พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัวในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน ได้กล่าวถึงพิธีแรกนาไว้ว่า "การแรกนาที่ต้องเป็นธุระของผู้ซึ่งเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เป็นธรรมเนียมโบราณ เช่น ในเมืองจีนสี่พันปีล่วงแล้ว พระเจ้าแผ่นดินก็ลงทรงไถนาเองเป็นคราวแรก พระมเหสีเลี้ยงตัวไหม ส่วนจดหมายเรื่องราวอันใดในประเทศสยามนี้ที่มีปรากฎอยู่ในการแรกนานี้ก็มีอยู่เสมอเป็นนิตย์ไม่มีเวลาเว้นว่าง ด้วยการซึ่งผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินลงมือทำเองเช่นนี้ ก็เพื่อจำให้เป็นตัวอย่างแก่ราษฎร ชักนำให้มีใจหมั่นในการที่จะทำนา เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่จะได้อาศัยเลี้ยงชีวิตทั่วหน้า เป็นต้นเหตุของความตั้งมั่นและความเจริญไพบูลย์แห่งพระนครทั้งปวง แต่การซึ่งมีพิธีเจือปนต่างๆ ไม่เป็นแต่ลงมือไถนาเป็นตัวอย่าง เหมือนอย่างชาวนาทั้งปวงลงมือไถนาของตัวตามปรกติ ก็ด้วยความหวาดหวั่นต่ออันตราย คือ น้ำฝน น้ำท่ามากไปน้อยไป ด้วยเพลี้ยและสัตว์ต่างๆ จะบังเกิดเป็นเหตุอันตราย ไม่ให้ได้ประโยชน์เต็มภาคภูมิ และมีความปรารถนาที่จะได้ประโยชน์เต็มภาคภูมิเป็นกำลัง จึงได้ต้องแส่หาทางที่จะแก้ไข และทางที่จะอุดหนุน และที่จะเสี่ยงทายให้รู้ล่วงหน้าจะได้เป็นที่มั่นอกมั่นใจ ก็การที่จะแก้ไขเยียวยาน้ำฝนน้ำท่าซึ่งเป็นของเป็นไปโดยฤดูปรกติเป็นเอง โดยอุบายลงแรงลงทุนอย่างไรไม่ได้ จึงต้องอาศัยคำอธิฐานเอาความสัตย์เป็นที่ตั้งบ้าง ทำการซึ่งไม่มีโทษนับว่าเป็นการสวัสดิมงคล ตามซึ่งมาในพระพุทธศาสนาบ้าง บูชาเช่นสรวงตามที่มาทางไสยศาสตร์บ้าง ให้เป็นการช่วยแรงและเป็นที่มั่นใจตามความปรารถนาของมนุษย์ซึ่งคิดไม่มีที่สุด...."



           ดังนั้น จะเห็นได้ว่าพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หรือ พิธีแรกนา มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ราษฎร สร้างความมั่นใจในการทำนา อันเป็นอาชีพหลักที่สำคัญของคนไทยแต่โบราณสืบมาจนปัจจุบัน เพราะการเกษตรซึ่งมีการทำนาเป็นหลักนั้น ยังเป็นสิ่งสำคัญแก่ชีวิตความเป็นอยู่และเศรษฐกิจของประเทศเสมอมา โดยวันประกอบพิธีนั้น ต้องเป็นวันที่ดีที่สุดของแต่ละปี ประกอบด้วย ขึ้น แรม ฤกษ์ยาม ให้ได้วันอันเป็นอุดมฤกษ์ตามตำราโหราศาสตร์ แต่ต้องอยู่ในระหว่างเดือน 6 เพราะเดือนนี้เริ่มจะเข้าฤดูฝน เป็นระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา จะได้เตรียมทำนา เมื่อโหรหลวงคำนวณได้วันอุดมมงคลพระฤกษ์ ที่จะประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญแล้ว สำนักพระราชวังจะได้ลงไว้ในปฏิทินหลวงที่พระราชทานในวันขึ้นปีใหม่ทุกปี และได้กำหนดไว้ว่าวันใดเป็นวันพืชมงคล วันใดเป็นวันจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ตามที่กล่าวมา
          เนื่องจากข้อจำกัดขอหน้ากระดาษ “ฉีกซอง” ขอนำเนื้อหาในส่วนที่เหลือยกยอดไปในฉบับต่อไป โปรดติดตาม
         
(ขอบคุณ : สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง , สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , กรมส่งเสริมการเกษตร , กรมปศุสัตว์ , กรมการข้าว/ข้อมูล)

หมายเหตุ ต้นฉบับคอลัมม์ฉีกซอง จดหมายข่าวผลิใบ คอลัมม์ฉีกซอง ก้าวใหม่งานวิจัยและพัฒนาการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ฉบับเดือนพฤษภาคม 2560

วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2561

จัดระบบการปลูกพืชในพื้นที่ลุ่มต่ำเจ้าพระยา



"... เรื่องน้ำนี้ก็เป็นปัจจัยหลักของมวลมนุษย์ ไม่ใช่มนุษย์เท่านั้น แม้สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ทั้งสัตว์ทั้งพืช ถ้าไม่มีก็อยู่ไม่ได้ เพราะว่าน้ำเป็นสื่อ หรือเป็นปัจจัยสำคัญของสิ่งมีชีวิต แม้สิ่งไม่มีชีวิตก็ต้องการน้ำเหมือนกัน มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นอะไรไม่ทราบ เช่นในวัตถุต่างๆ ในรูปผลึก ก็ต้องมีน้ำในนั้นด้วย ถ้าไม่มีน้ำก็จะไม่เป็นผลึก กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีรูป ฉะนั้นน้ำนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่กล่าวถึงข้อนี้ ก็จะให้ได้ทราบถึงว่า ทำไมการพัฒนาขั้นแรกหรือสิ่งแรกที่นึกถึงก็คือโครงการชลประทาน แล้วก็โครงการสิ่งแวดล้อมทำให้น้ำดี สองอย่างนี้อื่นๆ ก็จะเป็นไปได้ ถ้าหากว่าปัญหาของน้ำนี้ เราได้สามารถที่จะแก้ไข หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ทำให้เรามีน้ำใช้อย่างเพียงพอ ฉะนั้นการพัฒนานั้น สิ่งสำคัญก็อยู่ตรงนี้ นอกจากนั้น ก็เป็นสิ่งที่ต่อเนื่อง เช่นวิชาการในด้านการเพาะปลูก เป็นต้น ตลอดจนถึงการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม หรือการค้า หรือการคลัง อะไรพวกนี้ก็ต่อเนื่องต่อไป... "

พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ
พระราชทานแก่ผู้เข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต
วันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๒

          พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ว่าด้วยเรื่องน้ำ ปรากฏตามสื่อต่างๆ เป็นจำนวนมาก ต่างกรรมต่างวาระ แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาประเทศนั้น พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำมากเป็นพิเศษ ด้วยพระองค์ทรงเห็นว่า น้ำเป็นปัจจัยพื้นฐานของการดำเนินชีวิตของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมือง หรือในชนบทที่ต้องใช้น้ำเพื่อการทำการเกษตร นอกเหนือจากการอุปโภค-บริโภค เช่นในสังคมเมือง หากการบริหารจัดการน้ำดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนย่อมมีความอยู่ดีกินดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในที่สุด      การบริหารจัดการน้ำจึงเป็นงานหนึ่งที่ท้าทายความสามารถของผู้เกี่ยวข้อง รูปแบบการบริหารจัดการน้ำได้พัฒนารูปแบบมาเป็นลำดับ จนในที่สุดแล้วการบริหารจัดการน้ำในลักษณะของการจัดการลุ่มน้ำ เป็นรูปแบบที่หลายฝ่ายให้การยอมรับ
            จากข้อมูลของวิทยาลัยสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ให้ความหมายของ “ลุ่มน้ำ” ไว้ว่าเป็นหน่วยของพื้นที่หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำโดยเฉพาะ มีขนาดตามความต้องการของแต่ละบุคคลและประเภทของการศึกษา พื้นที่ประเทศไทยทั้งจัดได้ว่าเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำ ๆ หนึ่ง และสามารถแบ่งออกเป็นลุ่มน้ำย่อยๆ ลงไปได้อีก ขึ้นกับความต้องการ เป้าหมายสำคัญของการจัดการลุ่มน้ำ คือ การผสมผสานหลักการทางวิชาการ และการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อดำเนินการที่จะให้พื้นที่ลุ่มน้ำ มีทรัพยากรน้ำใช้อย่างยั่งยืน ซึ่งครอบคลุมทั้งในส่วนของปริมาณน้ำที่เพียงพอต่อการใช้ มีระยะเวลาการไหลของน้ำที่เหมาะสมสม่ำเสมอ คุณภาพของน้ำที่ดีเหมาะสมต่อการอุปโภค/บริโภค การควบคุมการพังทลายของดิน การลดความเสียหายจากอุทกภัย รวมถึงการใช้ทรัพยากรในลุ่มน้ำอย่างถูกต้องตามหลักการอนุรักษ์ ได้แก่ การใช้ การเก็บกัก การซ่อมแซม การฟื้นฟู การพัฒนา การป้องกัน การสงวน และการแบ่งเขต ดังนั้นในการจัดการลุ่มน้ำจึงต้องมีการดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน โดยเริ่มจากการวางแผนการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสม การสร้างมาตรการการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ลุ่มน้ำที่มีประสิทธิภาพ และการควบคุมมลพิษ ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของการจัดการลุ่มน้ำต่อไป หน่วยงานต่างๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชน ต่างมุ่งที่จะแสวงหาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรภายในลุ่มน้ำกันอย่างเต็มที่ และส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงอย่างเป็นลูกโซ่จากการดำเนินงานในกิจกรรมต่าง ๆ
          “ฉีกซอง” ฉบับเดือนเมษายน ขอนำเรื่องการบริหารจัดการลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ในส่วนของพื้นที่ลุ่มต่ำด้วยการใช้เทคโนโลยีในการจัดระบบการปลูกพืช มานำเสนอต่อท่านผู้อ่านทุกท่าน โปรดติดตาม

ท่วม-แล้ง-ซ้ำซาก
          หากจะกล่าวถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาพจำในใจของคนไทย คือ แหล่งอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศไทย พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยากินพื้นที่รวมประมาณ 99.12 ล้านไร่ หรือร้อยละ 30.85 ของพื้นที่ทั้งประเทศ จึงนับว่าเป็นลุ่มน้ำสายหลักที่สำคัญของประเทศ โดยมีลุ่มน้ำสาขาหลัก จำนวน 8 ลุ่มน้ำ คือ ลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน เจ้าพระยา สะแกกรัง ป่าสัก และท่าจีน ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง รวมทั้งสิ้น 31 จังหวัด พื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเป็นพื้นที่เทือกเขาแหล่งต้นน้ำลำธาร มีที่ราบตามหุบเขาและริมน้ำ ตอนกลางพื้นที่ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นพื้นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง ตอนล่างเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ น้ำท่วมขัง ซึ่งเป็นประเด็นที่จะนำเสนอให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบในครั้งนี้
            สำหรับการใช้พื้นที่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาดังกล่าว ส่วนใหญ่หรือกว่าร้อยละ 45 เป็นการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตร รองลงมาเป็นการใช้ที่ดินประเภทป่าไม้ พื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง และเป็นการใช้ที่ดินประเภทอื่น ๆ และแหล่งน้ำ ตามลำดับ ความสำคัญของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ส่งผลให้ภาครัฐลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นจำนวนมาก โดยมีการพัฒนาโครงการแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก เพื่อเป็นแหล่งเก็บน้ำ เพื่อการใช้น้ำในกิจกรรมต่าง ๆ รวมทุกประเภทของโครงการราว 49,000 โครงการ (ข้อมูลปี 2559)  คิดเป็นพื้นที่ชลประทานและพื้นที่รับประโยชน์รวมราว 21ล้านไร่ มีความจุอ่างเก็บน้ำรวม 27,400 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นปริมาตรเก็บกักน้ำของโครงการขนาดใหญ่ที่มีความจุอ่างเก็บน้ำมากกว่า 100 ล้าน ลูกบาศก์เมตร จำนวน 11 โครงการ อย่างไรก็ตามการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้ชะลอตัวลง ตั้งแต่ปี 2530 ส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ฤดูฝนช่วงน้ำหลากก็จะขาดแหล่งเก็บน้ำเพื่อบรรเทาอุทกภัย จึงส่งผลให้พื้นที่ลุ่มต่ำเจ้าพระยา กลายเป็นแหล่งรองรับน้ำในฤดูน้ำหลาก โดยไม่สามารถกักเก็บเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ให้ได้เต็มที่
           เป็นที่ทราบดีว่า พื้นที่เกษตรท้ายเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์เป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะโครงการเจ้าพระยาที่มีพื้นที่ชลประทานกว่า 7 ล้านไร่ และเป็นพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังที่ใหญ่ที่สุดเนื่องจากมีแหล่งน้ำต้นทุนขนาดใหญ่ คือ เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จังหวัดพิษณุโลก แต่ในบางปีที่การวางแผนและควบคุมการใช้น้ำเพื่อการเพาะปลูกข้าวในฤดูแล้งกับปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ไม่เหมาะสม ส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำ เกิดการแย่งกันใช้น้ำของเกษตรกร โดยเฉพาะในปีน้ำน้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ย ปัญหาจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น ในขณะที่การจัดการกับปัญหาน้ำหลากในฤดูฝนไม่มีประสิทธิภาพ ยิ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงมากขึ้นไปอีก วิธีการที่เกษตรกรจะต้องยอมรับ คือ เสียสละไม่ใช้น้ำเพื่อการเกษตร เพื่อให้สังคมส่วนใหญ่อยู่ได้ ไม่ว่าจะเป็นระบบนิเวศน์ ภาคอุตสาหกรรม และสังคมเมือง
สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับความจริง คือ ชาวนาในลุ่มน้ำเจ้าพระยาส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรสูงอายุ การทำนาไม่ใช่การลงมือทำด้วยตนเองแล้ว แต่เป็นการทำนาด้วยการว่าจ้าง มีทั้งการหว่านข้าวแบบสำรวย และการหว่านน้ำตม ถึงแม้ว่าปัจจุบันมีการทำนาดำด้วยเครื่องจักรกันมากขึ้น แต่นาหว่านยังคงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย การเริ่มฤดูการทำนา หากเป็นการทำนาแบบสำรวย จะเป็นการหว่านข้าวแห้งรอฝน สำหรับพื้นที่ที่อาศัยน้ำฝนราวเดือนเมษายนก็เริ่มมีการหว่านกันแล้ว เรียกว่าเป็นรูปแบบการทำนาที่มีความเสี่ยงสูงทีเดียว พันธุ์ข้าวที่ใช้ส่วนใหญ่ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาจะเป็นข้าวที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์และรับรองพันธุ์จากกรมการข้าว และยังคงมีปัญหาการใช้เมล็ดพันธุ์ในอัตราสูงเกินความจำเป็นเริ่มฤดูปลูกอย่างจริงจังสำหรับนาหว่านน้ำตมหรือนาดำ จะเริ่มราวช่วงกลางเดือนพฤษภาคม และจะเก็บเกี่ยวราวเดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงฤดูน้ำหลากเป็นประจำทุกปี เนื่องจากพื้นที่ลุ่มต่ำเจ้าพระยาตอนล่าง จะเป็นพื้นที่รองรับการระบายน้ำ หรือ เรียกว่า เป็นแก้มลิงธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นทุ่งเชียงราก ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท- ป่าสัก ทุ่งท่าวุ้ง ทุ่งบางกุ่ม ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด ทุ่งบางกุ้ง และทุ่งบางบาล  หลังจากเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนกันยายน ชาวนาในพื้นที่ดังกล่าวก็จะเตรียมทำนาปรังต่อทันที ซึ่งเป็นระบบการปลูกพืชปกติของพื้นที่ดังกล่าว
           บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำเจ้าพระยาตอนล่างที่เป็นรองรับน้ำในฤดูน้ำหลากดังกล่าว ครอบคลุมพื้นที่ 15 จังหวัด 51 อำเภอ รวมพื้นที่ประมาณ 1,150,000 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่นาทั้งหมด ในช่วงฤดูแล้งพื้นที่เหล่านี้มักจะประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเพาะปลูก เรียกว่า การบริหารจัดการน้ำของพื้นที่ลุ่มต่ำเจ้าพระยา เป็นปัญหาที่ท้าทายมาก เพราะมีโอกาสน้ำมากสูงพอๆกับน้ำแล้งเช่นกัน ประเด็น คือ จะทำอย่างไรให้สามารถอยู่ร่วมกับสภาพที่ต้องเกิดขึ้นแน่ๆ ได้เป็นอย่างดี

จัดระบบปลูกพืช-จัดระบบน้ำ
          จากสถานการณ์น้ำและสภาพการผลิตของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำเจ้าพระยาตอนล่าง หากยังคงปลูกพืชแบบเดิมๆ ทำเช่นที่เคยทำมาโดยตลอด ผลที่เกิดขึ้นก็ย่อมไม่แตกต่างไปจากเดิม สิ่งที่นักวิชาการพยายามขยายผลมาโดยตลอด คือ การจัดระบบการปลูกพืชในพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งเป็นวิธีการที่สามารถแก้ปัญหาท่วม-แล้ง-ซ้ำซาก ได้อย่างเห็นผล แต่เป็นวิธีที่ต้องได้รับความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้องทุกคนในลุ่มน้ำเดียวกัน การจัดระบบการปลูกพืช เป็นวิธีการที่เพิ่มผลผลิตพืชจากความเป็นไปได้ของทรัพยากรกายภาพที่มีอยู่ (ดิน น้ำ แสง) วิธีการจัดการดังกล่าวต้องช่วยเพิ่มคุณภาพและปริมาณของทรัพยากรที่มีอยู่ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตใน 1 หน่วยพื้นที่ให้ได้จากเดิม ด้วยการรูปแบบการปลูกพืช (Cropping pattern) ซึ่งหมายถึงการปลูกพืชในรอบปีที่มีการปลูกพืชชนิดเดียวหรือหลายชนิดในพื้นที่เดียวกัน โดยมองว่าระบบการปลูกพืช (Cropping System) เป็นรูปแบบการปลูกพืชที่ใช้ในพื้นที่และมีความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรในฟาร์มที่มีความเหมาะสมกับเงื่อนไขของเกษตรกร แต่กรณีที่เกษตรกรทำหลายๆ กิจกรรมร่วมกันในฟาร์ม จะถือว่าเป็นระบบการทำฟาร์ม (Farming System) ซึ่งเป็นการผสมผสานของการพัฒนาการดำเนินการและการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในฟาร์ม รวมถึงการตัดสินใจของเกษตรกร การจัดการที่มีความเหมาะสมทั้งทางด้านการผลิต การตลาด และวิธีบริหารจัดการ
          ผลงานวิจัยของคุณสมชาย บุญประดับ และคณะนักวิจัยของกรมวิชาการเกษตร ได้ทำการสำรวจและวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงนิเวศน์เกษตรในพื้นที่รับน้ำภาคกลาง ในช่วงปี 2556  ได้แก่ อุณหภูมิอากาศและดิน ความยาวนานของแสง ความเข้มของแสง ความชื้นสัมพัทธ์ ปริมาณน้ำฝน สมบัติทางฟิสิกส์ของดิน ได้แก่ ความลึกของตะกอนดิน เนื้อดินและสีของดินในแต่ละชั้น การซึมของน้ำผ่านผิวดิน การนำน้ำในแต่ละชั้นดิน ความหนาแน่นของดิน ความแข็งของดินในแต่ละชั้น สมบัติทางเคมีของดิน ได้แก่ ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง ค่าอินทรีย์วัตถุ ค่าฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ ค่าโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ ธาตุอาหารรองและอาหารเสริม ค่าความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจุในดิน และการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในดิน รวมทั้งเก็บข้อมูลด้านชีวภาพ ตั้งแต่ชนิดพืชที่ปลูก พันธุ์ ช่วงเวลาปลูก การดูแลรักษา จนกระทั่งการเก็บเกี่ยวและวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว การจำหน่าย และระบบการปลูกพืชในพื้นที่ รวมทั้งเก็บข้อมูลด้านสังคมและเศรษฐกิจด้วย ในพื้นที่ จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี ลพบุรี และสระบุรี และได้ศึกษาระบบการปลูกพืชอย่างยั่งยืนในพื้นที่รับน้ำภาคกลาง โดยนำผลการสำรวจและวิเคราะห์ระบบนิเวศน์เกษตรในพื้นที่เป้าหมายจังหวัดชัยนาท เพื่อวางแผนการจัดระบบการปลูกพืชอย่างยั่งยืนในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากหลังน้ำลด โดยยึดหลักรูปแบบระบบการปลูกพืชที่มีข้าวเป็นพืชหลัก โดยปลูกพืชล้มลุกอายุสั้น สร้างรายได้ในช่วงหลังน้ำลด ได้แก่ พืชไร่ อายุสั้น พืชผัก พืชสมุนไพร ฯลฯ จากนั้นปลูกข้าวนาปี ซึ่งจะต้องเลือกพันธุ์ข้าวที่กำหนดอายุเก็บเกี่ยวได้ (ไม่ไวแสง) ปลูกให้เร็วและเก็บเกี่ยวให้เสร็จก่อนถึงฤดูน้ำหลาก ดำเนินการในพื้นที่รับน้ำภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี ลพบุรี และสระบุรี ระยะเวลา 2 ปี ตั้งแต่ปี 2557-2558
          ผลการศึกษา พบว่าระบบการปลูกพืชในพื้นที่รับน้ำภาคกลาง (floodway) โดยพืชอายุสั้นที่มีศักยภาพและเหมาะสำหรับใช้ปลูกในพื้นที่รับน้ำจังหวัดชัยนาท คือ ถั่วเหลืองฝักสดและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เมื่อเปรียบเทียบกับข้าวนาปรัง จังหวัดสิงห์บุรี พบว่า พืชอายุสั้นที่มีศักยภาพ คือ ข้าวโพดฝักสด โดยเฉพาะข้าวโพดข้าวเหนียว เมื่อเปรียบเทียบกับข้าวนาปรัง จังหวัดอ่างทอง พบว่า พืชอายุสั้นที่มีศักยภาพ คือ ถั่วเหลืองฝักสด และข้าวโพดฝักสด เมื่อเปรียบเทียบกับข้าวนาปรัง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่า พืชอายุสั้นที่มีศักยภาพ คือ ถั่วเหลืองฝักสด และข้าวโพดฝักสด เมื่อเปรียบเทียบกับข้าวนาปรัง จังหวัดลพบุรีและสระบุรีพบว่า พืชอายุสั้นที่มีศักยภาพ คือ ข้าวโพดฝักสด ในขณะที่พื้นที่รับน้ำจังหวัดปทุมธานีและนนทบุรี พบว่าระบบเกษตรผสมผสาน โดยเฉพาะระบบการปลูกพืชที่มีไม้ผลเป็นพืชหลักร่วมกับการปลูกผักและการเลี้ยงปลาในร่องสวนไว้เป็นแหล่งอาหารโปรตีนใช้บริโภคในครัวเรือน หากเหลือสามารถนำไปจำหน่ายได้ และการปลูกผักปลอดสารเคมีตกค้างเพื่อการส่งออก โดยเฉพาะถั่วฝักยาว ด้วยการใช้เทคโนโลยีการจัดการศัตรูพืชตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ในการใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทนการใช้สารเคมี ทำให้เกษตรกรในจังหวัดปทุมธานีและนนทบุรี มีผลตอบแทนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 9 และ 61.8 ตามลำดับ


          การขยายผลงานวิจัยดังกล่าวมาใช้ในพื้นที่ลุ่มต่ำเจ้าพระยา ยังคงยึดข้าวเป็นพืชหลัก ด้วยความร่วมมือของกรมชลประทานในการปล่อยน้ำให้เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ได้เริ่มฤดูการทำนาตั้งแต่ต้นฤดู คือ ตั้งแต่วันที่  1 พฤษภาคม 2560 โดยหากเป็นไปได้เกษตรกรจะต้องปลูกข้าวให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 พฤษภาคม 2560 ซึ่งจะสามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2560 กล่าวคือช่วงเวลาปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวข้าวของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำ คือ วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 – 31 สิงหาคม 2560 รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 4 เดือน หรือราว 120 วัน ด้วยเงื่อนไขของระยะเวลาดังกล่าว กรมการข้าวจึงได้แนะนำพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมสำหรับการปลูกในพื้นที่ลุ่มต่ำ รวม 4 พันธุ์ ประกอบด้วย พันธุ์ปทุมธานี1 กข29 (ชัยนาท80)    กข41 และ กข49 โดยแต่ละพันธุ์มีลักษณะเด่นและข้อจำกัด ดังนี้
          ปทุมธานี1 เป็นข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยว 110 วัน ทรงกอตั้ง คุณภาพข้าวสุกนุ่ม เหนียว มีกลิ่นหอม ผลผลิตเฉลี่ย ประมาณ 650-774 กิโลกรัม/ไร่ ให้ผลผลิตสูง คุณภาพคล้ายหอมมะลิ105 ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล โรคไหม้ และโรคขอบใบแห้ง ค่อนข้างอ่อนแอต่อเพลี้ยจักจั่นสีเขียว โรคใบหงิก และโรคใบสีส้ม เป็นพันธุ์แนะนำในพื้นที่ชลประทานภาคกลาง
          กข29 (ชัยนาท80) เป็นข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยว 103 วัน ทรงกอตั้งตรง ไม่ล้มง่าย ผลผลิตเฉลี่ย ประมาณ 876 กิโลกรัม/ไร่ อายุเก็บเกี่ยวสั้น ค่อนข้างต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และโรคขอบใบแห้ง แต่อ่อนแอต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี นครปฐม ราชบุรี และฉะเชิงเทรา ไม่แนะนำให้ปลูกในช่วงกลางเดือนกันยายน-ปลายเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากจะกระทบอากาศเย็น ทำให้เมล็ดลีบ ผลผลิตต่ำ เป็นพันธุ์แนะนำในพื้นที่ชลประทานภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน หรือ หลังน้ำท่วมในฤดูฝน
          กข41 เป็นข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยว 105 วัน ทรงกอตั้ง ต้นแข็ง ใบธงตั้งตรง คุณภาพการสีดี ผลผลิตเฉลี่ย ประมาณ 722 กิโลกรัม/ไร่ ให้ผลผลิตสูง ค่อนข้างต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และโรคไหม้ สามารถสีเป็นข้าวสาร 100% อ่อนแอต่อโรคขอบใบแห้ง ไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจน (N) สูงเกินไป  และอ่อนแอต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในพื้นที่จังหวัดนครปฐมและจังหวัดปทุมธานี เป็นพันธุ์แนะนำในพื้นที่ชลประทานภาคเหนือตอนล่าง
          กข49 เป็นข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยว 102-107 วัน ทรงกอตั้ง ใบธงตั้ง รวงแน่นปานกลาง คอรวงสั้น เมล็ดเรียวยาว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดี ผลผลิตเฉลี่ย ประมาณ 733 กิโลกรัม/ไร่ ให้ผลผลิตสูง ค่อนข้างต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และโรคไหม้ในพื้นที่ภาคกลาง สามารถสีเป็นข้าวสาร 100% ค่อนข้างอ่อนแอต่อโรคขอบใบแห้งและอ่อนแอต่อโรคไหม้ในเขตพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก เป็นพันธุ์แนะนำในพื้นที่ชลประทานภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง
          หลังจากที่เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ในช่วงสิ้นเดือนสิงหาคม ช่วงเดือนกันยายน-เดือนตุลาคม จะเป็นช่วงของฤดูน้ำหลาก เกษตรกรจะต้องพักการทำนา  พื้นที่ลุ่มต่ำดังกล่าวจะถูกใช้เป็นแก้มลิงธรรมชาติรองรับน้ำ เพื่อลดผลกระทบจากอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นในเขตชุมชน ตลอดจนเป็นการตัดยอดน้ำเพื่อบรรเทาผลกระทบกับพื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้อีกทางหนึ่ง พื้นที่ดังกล่าวสามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร ในระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือน ช่วงเวลาดังกล่าวสามารถส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เสริมจากการทำอาชีพประมง หรือรวมกลุ่มเพื่อแปรรูปผลผลิตการเกษตรหรือการทำหัตถกรรม นอกจากนี้ปริมาณน้ำที่เก็บกักไว้ในพื้นที่ลุ่มต่ำยังสามารถนำมาใช้ในการบริหารจัดการเป็นน้ำต้นทุนในการทำนาปรัง และการอุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้งได้ด้วย โดยเกษตรกรจะต้องพิจารณาตัดสินใจเลือกชนิดพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่และปริมาณต้นทุนที่มีอยู่ รวมทั้งช่องทางการตลาด เพื่อตัดสินใจปลูกพืชในช่วงเดือนพฤศจิกายน-เดือนเมษายน ซึ่งตามผลงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตร สนับสนุนให้เกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าวปลูกพืชไร่อายุสั้น หรือพืชผัก เช่น ข้าวโพดฝักสด ถั่วเหลืองฝักสด การผลิตผักปลอดภัยจากสารเคมีตกค้างด้วยระบบการป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน เป็นต้น


          กาลสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป รูปแบบการทำการเกษตรก็ต้องเปลี่ยนแปลงตามข้อจำกัดและเงื่อนไขที่แตกต่างไป การบริหารจัดการลุ่มน้ำไม่สามารถสำเร็จด้วยภาครัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกๆ ฝ่าย หากทุกคนรับทราบและเข้าใจในเป้าหมายเดียวกันแล้ว การจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวคงไม่ยากเกินไป ลองทบทวนและเริ่มลงมือทำไปพร้อมกัน มาเป็นกำลังใจให้กันและกัน ความสำเร็จรออยู่ข้างหน้าทุกท่านแล้ว

(ขอบคุณ: วิทยาลัยสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,กรมการข้าว,กรมชลประทาน,กรมส่งเสริมการเกษตร,คุณสมชาย บุญประดับ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบการปลูกพืช กรมวิชาการเกษตร หัวหน้าชุดโครงการวิจัยและพัฒนาระบบการปลูกพืชอย่างยั่งยืนในพื้นที่เสี่ยงภัย / ข้อมูล)

หมายเหตุ ต้นฉบับคอลัมม์ฉีกซอง จดหมายข่าวผลิใบ ก้าวใหม่งานวิจัยและพัฒนาการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ฉบับเดือนเมษายน ๒๕๖๐

หนอนหัวดำ ภาคต่อ จัดการด้วยกฎหมาย



​“…แต่ละคนมีหน้าที่ที่จะต้องทำ ต้องทำให้ดีที่สุด แต่เท่านั้นยังไม่พอ ต้องนึกด้วยว่า งานของตัวจะต้องสัมพันธ์กับงานของคนอื่น เพราะถ้าไม่สัมพันธ์กับงานของคนอื่น งานที่ตัวทำอาจเปล่าประโยชน์ก็ได้ หรือถ้าไปปืนเกลียวกับหน่วยงานอื่น ก็อาจเป็นผลร้ายยิ่งขึ้นไปอีก..”
พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ
พระราชทานแก่ผู้เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต 
วันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๒

​พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างงานของตนเองกับงานของผู้อื่น แสดงให้เห็นถึงผลสำเร็จของการดำเนินกิจกรรมใดๆ ไม่สามารถเสร็จสิ้นสมบูรณ์ได้ด้วยบุคคลเดียว ยังมีผู้คนอีกมากมายที่เกี่ยวข้อง ยิ่งภาคราชการของไทย ซึ่งมีการจัดระบบการบริหารแบบแยกส่วน แบ่งงานกันทำ ความสัมพันธ์ระหว่างงานที่เชื่อมต่อกัน จะส่งผลต่อความสำเร็จของงาน และผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ
​ปัญหาการระบาดของแมลงศัตรูพืชเป็นประเด็นปัญหาที่หมุนเวียนเปลี่ยนกลับไปมาได้ มีทั้งช่วงที่ระบาดรุนแรง ช่วงที่ระบาดเล็กน้อย และช่วงที่ไม่พบการระบาด ขึ้นกับปัจจัยหลายๆอย่าง เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูแล้งเป็นช่วงเวลาของการระบาดของแมลงหลายชนิด ด้วยปัจจัยที่เหมาะสมหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสภาพดินฟ้าอากาศ ความอ่อนแอของพืชอาศัย การดูแลรักษา หรือแม้แต่ช่วงวงจรชีวิตของแมลงที่เหมาะสมต่อการเข้าทำลายพืชอาศัย หากปัจจัยหลายๆอย่างเหมาะสมปัญหาการระบาดของแมลงศัตรูพืชจึงเป็นประเด็นที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถดำเนินการได้เลย
​“ฉีกซอง” ฉบับเดือนมีนาคม ขอนำเรื่องหนอนหัวดำในมะพร้าว มานำเสนอกับท่านผู้อ่านทุกท่าน ในจังหวะเวลาที่ปัจจัยต่างๆเหมาะสม ทางออกของการควบคุมหนอนหัวดำ ณ จุดนี้ เดินทางมาไกลเพียงใด โปรดติดตาม

ทำความรู้จัก

          อันที่จริงแล้ว เรื่องราวของหนอนหัวดำไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะจดหมายข่าวผลิใบฯ มีการนำเสนอเรื่องหนอนหัวดำ ต่างกรรมต่างวาระกันไป ตามจังหวะของการแพร่ระบาดของหนอนหัวดำ หากค้นข้อมูลลึกลงไป ก่อนปี 2550 จะเห็นว่าหนอนหัวดำเป็นแมลงที่ไม่เคยมีรายงานการพบในประเทศไทยมาก่อน   หนอนหัวดำมีชื่อสามัญว่า Coconut black-headed caterpillar ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Opisina arenosella  โดยนักวิจัยของกรมวิชาการเกษตรที่จับเรื่องนี้มาแต่แรกคือ ดร.อัมพร วิโนทัย นักกีฏวิทยาคนสำคัญของกรมวิชาการเกษตร สังกัด กลุ่มกีฏและสัตววิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช (เสียดายที่ท่านถึงแก่กรรมหลังจากเกษียณอายุราชการไม่นานนัก เป็นอีกหนึ่งในนักวิชาการรุ่นพี่ที่ผู้เขียนเคารพรัก ยังจำสายตาและความมุ่งมั่นที่เปล่งประกายเสมอเมื่อได้มีโอกาสพบปะและประสานการทำงาน)

          จากรายงานของ ดร.อัมพร  พบรายงานการระบาดของหนอนหัวดำครั้งแรกในปี 2550 ในพื้นที่ 3 หมู่บ้าน ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พื้นที่รวมประมาณ 50 ไร่ แมลงดังกล่าวเป็นแมลงศัตรูสำคัญของมะพร้าวในอินเดีย และพบรายงานของหนอนดังกล่าวในอินโดนีเชีย เมียนมาร์ บังคลาเทศ และปากีสถาน สำหรับประเทศไทย หลังจากพบรายงานการระบาดในปี 2550 วงการระบาดของหนอนหัวดำได้ขยายตัวออกมาเรื่อยๆ โดยในปี 2553 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการระบาดรุนแรงอีกช่วงเวลาหนึ่ง พื้นที่การระบาดของหนอนหัวดำ ขยายตัวไปถึง 8 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 6 อำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอกุยบุรี อำเภอทับสะแก อำเภออ่าวน้อย อำเภอบาสะพาน และ อำเภอบางสะพานน้อย ซึ่งนอกจากจะพบในมะพร้าวแล้ว จะพบการระบาดในตาลโตนด และปาล์มประดับอีกด้วย จังหวัดศรีสะเกษ  จังหวัดนครสวรรค์ อำเภอชุมแสง พบทำลายมะพร้าว ตาลโตนด และกล้วย จังหวัดปทุมธานี อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี อำเภอปากเกร็ด พบทำลายตาลโตนด และปาล์มประดับ จังหวัดนครราชสีมา อำเภอปักธงชัย และ จังหวัดอุทัยธานี อำเภอเมือง ดังนั้น จะเห็นว่า พืชอาศัยของหนอนหัวดำมีหลายชนิดด้วยกัน ส่วนใหญ่เป็นพืชตระกูลปาล์ม และกล้วย ตามที่กล่าวมา
          จากข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตร ในช่วงปี 2555-2559 พื้นที่การระบาดของหนอนหัวดำ ขยายเป็น 60,000 – 100,000 ไร่ โดยความรุนแรงของระบาดในช่วงฤดูแล้ง และลดลงในช่วงฤดูฝน สำหรับปี 2560 พบรายงานการระบาดในพื้นที่ 29 จังหวัด รวมเป็นพื้นที่ประมาณ 79,000 ไร่ ประกอบด้วย พื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี อ่างทอง ราชบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ฉะเชิงเทรา อุดรธานี สงขลา สตูล นราธิวาส บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ นครศรีธรรมราช กระบี่ พังงา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี ระนอง ชุมพร และปัตตานี
          ลักษณะตัวเต็มวัยของหนอนหัวดำมะพร้าว เป็นผีเสื้อกลางคืน ขนาดลำตัววัดจากหัวถึงปลายท้องยางประมาณ 1-1.2 เซนติเมตร เพศเมียมีขนาดใหญ่กว่าเพศผู้เล็กน้อย ปีกสีเทาอ่อน มีจุดสีเทาเข้มที่ปลายปีก ลำตัวแบน ชอบเกาะนิ่งแนบตัวติดกับผิวของพื้นที่เกาะ เวลากลางวันจะเกาะนิ่งหลบอยู่ใต้ใบมะพร้าว หรือในที่ร่ม  การวางไข่ ตัวเมีย 1 ตัวจะวางไข่ได้ประมาณ 200 ฟอง ไข่มีลักษณะกลมรีแบน วางเป็นกลุ่ม เมื่อวางไข่ใหม่ๆ ไข่จะมีสีเหลือง และสีจะเข้มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใกล้ฟักเป็นตัว โดยมีระยะไข่ประมาณ 4-5 วัน สำหรับระยะตัวหนอนรวมประมาณ 32-48 วัน มีการลอกคราบ 6-10 ครั้ง เมื่อฟักออกจากไข่จะรวมกันอยู่เป็นกลุ่ม 1-2 วัน  ก่อนจะเคลื่อนย้ายไปกัดกินใบมะพร้าว ลักษณะเด่นของหนอนที่ฟักตัวออกมาใหม่ หัวจะมีสีดำ โดยจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มเมื่ออายุมากขึ้น ส่วนลำตัวเมื่อฟักออกมาใหม่ๆ จะมีสีเหลือง และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนและมีลายสีน้ำตาลเข้มพาดยาวตามลำตัว เมื่อโตเต็มที่ ความยาวประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร การทำลายพืชอาศัยจะเกิดขึ้นเฉพาะในระยะตัวหนอนเท่านั้น ซึ่งตัวหนอนจะถักใยดึงใบมะพร้าวมาเรียงติดกันเป็นแพ และสร้างอุโมงค์เป็นทางยาว อาศัยกันกินใบอยู่ในอุโมงค์ ชอบทำลายใบแก่ ใบที่ถูกทำลายจะมีลักษณะแห้งเป็นสีน้ำตาล เมื่อตัวหนอนโตเต็มที่แล้วจะถักใยหุ้มลำตัวอีกครั้ง และเข้าดักแด้ภายในอุโมงค์ ดักแด้มีสีน้ำตาลเข้ม ระยะเวลาเป็นดักแด้ประมาณ 9-11 วัน หลังจากออกจากดักแด้เป็นผีเสื้อจะวางไข่เมื่ออายุประมาณ 2 วัน และมีช่วงระยะการเป็นผีเสื้อประมาณ 3-10 วัน ความรุนแรงของการทำลาย หากระบาดรุนแรง จะทำให้ผลผลิตมะพร้าวลดลงได้ถึงร้อยละ 50 และหากระบาดต่อเนื่องรุนแรง อาจทำให้มะพร้าวยืนต้นตายได้
ระยะหนอนของหนอนหัวดำมะพร้าว
(cr ภาพ สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร)

          การป้องกันกำจัด สามารถใช้การตัดทางใบล่างของมะพร้าวที่มีทางใบมากกว่า 13 ใบแล้วนำไปเผาทำลาย เพื่อตัดวงจรการระบาดในระยะไข่ ระยะตัวหนอน และระยะดักแด้ แต่วิธีการนี้ไม่แนะนำสำหรับพื้นที่ที่การระบาดทับซ้อนของด้วงงวงหรือด้วงสาคู เพราะรอยแผลที่เกิดขึ้นจะเป็นช่องทางเข้าทำลายของด้วงงวง การตัดทางใบดังกล่าว ต้องใช้มีดทีคม ตัดให้เหลือโคนทางใบ และตัดทางใบที่พบหนอนหัวดำจำนวนมาก และต้องมีใบสีเขียวเหลือไม่ต่ำกว่า 13 ทางใบ เพื่อไม่ให้กระทบกับผลผลิต หากเหลือทางใบน้อยกว่า 13 ทางใบ ให้ใช้วิธีการอื่น

          วิธีการอื่น คือ การใช้ศัตรูธรรมชาติ ซึ่งพบว่าหนอนหัวดำมีศัตรูธรรมชาติ 6 ชนิด ได้แก่ แตนเบียนหนอน 2 ชนิดคือ Bracon hebetor และแตนเบียนวงศ์   Eulophidae 1 ชนิด ส่วนอีก 3 ชนิด เป็นแตนเบียนดักแด้ ได้แก่ Trichospilus pupivorus  , Brachymerua sp. และ Eurytoma sp. และด้วงตัวห้ำ 1 ชนิด ได้แก่ ด้วงตัวห้ำในวงศ์ Cleridae   นอกจากนี้ ผลการศึกษาของนักวิจัยกรมวิชาการเกษตร พบว่า เชื้อราเขียว สามารถทำให้หนอนหัวดำตายได้ ประมาณร้อยละ 60-88 และสามารถใช้เชื้อแบคทีเรีย Bacillus thuringienesis kurstaki และ Bacillus thuringienssis aizawai ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ใช้ควบคุมศัตรูพืชจำพวกหนอนผีเสื้อได้ดี วิธีการใช้เชื้อ BT ดังกล่าวต้องเป็นชีวภัณฑ์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตร อัตรา 100 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมสารจับใบ 5 มิลลิลิตร พ่นให้ทั่วใบ ในช่วงเย็นเพื่อไม่ให้แสงแดดทำลายเชื้อให้มีประสิทธิภาพลดลง พ่นติดต่อกัน 3-5 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 5-7 วัน โดยต้องเก็บรักษาเชื้อ BT ไว้ในที่ร่มไม่ถูกแสงแดด และเครื่องพ่นต้องเป็นเครื่องพ่นชนิดแรงดันน้ำสูง ปรับความดันได้ไม่น้อยกว่า 30 บาร์ หัวฉีดต้องเป็นหัวแบบกรวยกลวง เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.2- 2.0 มิลลิเมตร ทั้งนี้ การใช้แตนเบียน แนะนำให้ใช้หลังจากการพ่นเชื้อ BTครั้งสุดท้าย โดยปล่อยแตนเบียนในช่วงเย็น หลังเวลา 17.30 น. ไม่ควรปล่อยในวันที่มีฝนตก อัตรา 200 ตัว ต่อ ไร่ ต่อ ครั้ง กระจายทั่วแปลงทุก 15 วัน ต่อเนื่อง 14 ครั้ง สำหรับ  Bracon hebetor ส่วนแตนเบียน Goniozus nephantidis  ให้ปล่อยทุก 1 เดือน ติดต่อกัน 7 ครั้ง ในอัตรา 200 ตัวเท่ากัน



          สำหรับการใช้สารเคมี กรณีมะพร้าวที่มีความสูงมากกว่า 12 เมตร ใช้วิธีทางฉีดเข้าลำต้น โดยใช้สารเคมี emamectin benzoate 1.92% EC อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อ ต้น โดยการเจาะลำต้นมะพร้าว สูงจากพื้นดินราว 1 เมตร จำนวน 2 รู ให้อยู่ตรงข้ามกัน กว้างประมาณ 4 หุน ลึก 10 เซนติเมตร ใส่สารรูละ 15 มิลลิลิตร และปิดรูด้วยดินน้ำมัน สารดังกล่าวห้ามใช้กับมะพร้าวน้ำหอมและมะพร้าวกะทิ สำหรับมะพร้าวที่มีความสูงน้อยกว่า 12 เมตร มะพร้าวน้ำหอม และมะพร้าวกะทิ สามารถใช้วิธีการพ่นสารเคมีได้ โดยใช้สาร cholrantraniliprol 5.17% EC อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร  หรือ flubendiamide 20% WG อัตรา 5 กรัม ต่อ  น้ำ 20 ลิตร หรือ spinosad 12%EC อัตรา  20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ lufenuron 5%EC อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร  เลือกใช้เพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง พ่นทางใบมะพร้าว สามารถใช้เครื่องพ่นแบบเดียวกับการพ่นเชื้อ BT อัตราการพ่นขึ้นกับขนาดลำต้นและความหนาแน่นของใบมะพร้าว โดยถ้าต้นสูง 3-5 เมตร ใช้อัตราการพ่นประมาณ 3-5 ลิตร แต่ถ้าหากต้นสูง 6-12 เมตรใช้อัตราการพ่นประมาณ 6-10 ลิตร ทั้งนี้ต้องปฏิบัติตามหลักการพ่นสารเคมีทางการเกษตรอย่างเคร่งครัด สำหรับสารเคมีทั้ง 4 ตัว พบว่า  cholrantraniliprol และ flubendiamide มีความเป็นพิษต่อผึ้งน้อย ส่วน spinosad มีความเป็นพิษต่อผึ้งสูง และ lufenuron มีความเป็นพิษต่อกุ้งสูง


กฎหมาย แก้ปัญหาได้?
          เมื่อเกิดปัญหาระบาดเข้ามาของศัตรูพืชหรือศัตรูสัตว์ หากเกิดความเสียหายรุนแรง สิ่งที่ถูกนำมาใช้สำหรับให้เจ้าหน้าที่เข้าไปจัดการปัญหาดังกล่าว คือ กฎหมาย ซึ่งอาจออกมาในรูปแบบต่างๆ กัน ในส่วนของปศุสัตว์ที่เห็นว่า เมื่อมีปัญหาระบาดของโรคสัตว์ขึ้นจะออกประกาศเป็นเขตควบคุมการระบาดของโรคสัตว์ เพื่อให้สามารถจัดการควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการควบคุมการระบาดโรคสัตว์ ทั้งยังกำหนดการกักกันโรคทั้งที่มาจากต่างประเทศ และทั้งที่เกิดขึ้นภายในประเทศ โดยมีด่านกักสัตว์ระหว่างประเทศ และด่านกักสัตว์ภายในประเทศ เรียกว่า มีระบบ In Land Quarantine เข้ามาด้วย ทำให้การกักกันโรคและการควบคุมโรคระบาดสัตว์สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและเห็นผลอย่างฉับไว เนื่องมีระบบการติดตามและเฝ้าระวังที่ชัดเจน
          หันกลับมามองกฎหมายว่าด้วยการกักพืชของเรา ตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สิ่งหนึ่งที่เห็นอย่างชัดเจนคือ ระบบการกักกันพืช ไม่มี in land quarantine เหมือนกับระบบการกักกันสัตว์ กฎหมายว่าด้วยการกักพืช เน้นการป้องกันไม่ให้ศัตรูพืชจากต่างประเทศเข้ามาระบาดและตั้งรกรากในประเทศเป็นสำคัญ โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเคลื่อนย้ายของศัตรูพืชและพาหะภายในประเทศ เมื่อเกิดปัญหาการระบาดของโรคแมลงศัตรูพืช จึงทำให้การระบาดเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่สามารถสกัดกั้นได้ เพราะการเคลื่อนย้ายศัตรูพืชและพาหะเป็นไปอย่างเสรี
          อย่างไรก็ตาม กฎหมายว่าด้วยการกักพืชของไทย ยังเปิดช่องให้สามารถควบคุมแหล่งที่มีศัตรูพืชระบาดรุนแรงได้ โดยบัญญัติไว้ในมาตรา 17 ของพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 กล่าวคือ เมื่อมีศัตรูพืชชนิดที่อาจก่อความเสียหายร้ายแรงปรากฎขึ้นในท้องที่ใด หรือมีเหตุอันสมควรควบคุมศัตรูพืชในท้องที่ใด ให้อธิบดีมีอํานาจประกาศกําหนดท้องที่นั้นเป็นเขตควบคุมศัตรูพืชและประกาศระบุชื่อ ชนิดของพืช ศัตรูพืชและพาหะที่ควบคุมและให้กําหนดสถานตรวจพืชเฉพาะถิ่นขึ้นเท่าที่จําเป็น ประกาศดังกล่าวให้ปิดไว้ ณ ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอําเภอ ที่ทําการของกํานันและที่ทําการของผู้ใหญ่บ้านใน ท้องที่นั้น และในมาตรา 18 ได้กำหนดให้เมื่อประกาศกําหนดเขตควบคุมศัตรูพืชตามมาตรา 17 แล้ว ห้ามมิให้บุคคลใด นําพืช ศัตรูพืชหรือพาหะออกไปนอก หรือนําเข้ามาในเขตควบคุมศัตรูพืช ตามที่ประกาศระบุไว้ เว้นแต่จะได้ผ่านการตรวจและได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น
          การประกาศเขตควบคุมศัตรูพืชตามกฎหมายฉบับดังกล่าว เคยประกาศใช้มาแล้วในสมัยที่จอกหูหนูยักษ์ระบาดในพื้นที่จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดไม่กว้างขวางมาก และจอกหูหนูยักษ์มีลักษณะที่เห็นชัดเจน ไม่กระทบต่อพืชเศรษฐกิจอื่น จึงสามารถจัดการได้ง่ายกว่า และอยู่ในวิสัยที่สามารถควบคุมได้ สำหรับหนอนหัวดำ การจัดการแตกต่างจากจอกหูหนูยักษ์อย่างสิ้นเชิงแม้จะใช้กฎหมายในมาตราเดียวกันก็ตาม
          สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร รายงานผลกระทบจากการระบาดของหนอนหัวดำ พบว่า จากตัวเลขรายงานการระบาดของกรมส่งเสริมการเกษตร ประมาณการได้ว่า พื้นที่การระบาดจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม 78,954 ไร่ เพิ่มเป็น 81,009 ไร่ ในเดือนสิงหาคม 2560 โดยการระบาดจะเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือนประมาณเดือนละ 400 ไร่ ส่งผลให้ผลผลิตมะพร้าวรวมของประเทศลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 7 (ตัวเลขปี 2559) และหากการระบาดของหนอนหัวดำก่อให้เกิดความเสียหายอย่างสิ้นเชิง จะเกิดการสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1 พันล้านบาท แต่หากระดับความเสียหายลดลงเป็นเสียหายปานกลาง จะเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่า เดือนละไม่ต่ำกว่า 550 ล้านบาท


          การประกาศเขตควบคุมศัตรูพืชของกรมวิชาการเกษตร ตามกฎหมายว่าด้วยการกักพืช จะต้องกำหนดขอบเขตของการควบคุม ชนิดศัตรูพืชที่จะควบคุม ชนิดพืชหรือพาหะที่ควบคุม และสถานตรวจพืชเฉพาะถิ่น ณ สถานการณ์การระบาดในปัจจุบัน พื้นที่เป้าหมายที่จะประกาศเป็นเขตควบคุมศัตรูพืชในครั้งนี้ คือ พื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และพื้นที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี  สำหรับสถานตรวจพืชเฉพาะถิ่นของเกาะสมุย กำหนดไว้ที่ท่าเทียบเรือเกาะสมุย ส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กำหนดไว้ที่ จุดตรวจปราณบุรี และจุดตรวจไชยราช อำเภอบางสะพาน  ซึ่งจะต้องดำเนินการควบคุมและกำจัดให้หนอนหัวดำหมดสิ้นไปจากพื้นที่ที่ประกาศเป็นเขตควบคุมศัตรูพืชทั้งสองแห่งโดยเร็ว จึงจะประกาศยกเลิกการเป็นเขตควบคุมศัตรูพืชต่อไป
          ในทางปฏิบัติ อาจเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับเจ้าหน้าที่ที่จะต้องจัดการหนอนหัวดำให้หมดสิ้นไป และการป้องกันไม่ให้หนอนหัวดำกลับเข้ามาระบาดในพื้นที่ได้ใหม่ หากไม่ได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรในพื้นที่และทุกส่วนงานที่เกี่ยวข้อง เพราะการระบาดของหนอนหัวดำได้กระจายตัวออกจากจุดเริ่มต้นไปไกลพอสมควรแล้ว การกำจัดในพื้นที่หนึ่ง ในขณะอีกพื้นที่หนึ่งยังเป็นแหล่งอาศัยของหนอนหัวดำ อีกทั้งพาหะของหนอนหัวดำไม่ได้มีเฉพาะมะพร้าวเท่านั้น ยังมีพืชตระกูลปาล์มอีกหลายชนิด รวมทั้งกล้วยด้วย ระบบการเฝ้าระวังและติดตามการระบาดของหนอนหัวดำที่ยังไม่เป็นเอกเทศและเข้มแข็งเพียงพอ การใช้มาตรการทางกฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากทุกส่วนที่เกี่ยวข้องไม่มีจิตสำนึกที่ดีต่อระบบกักกันของประเทศไทย
          ถึงเวลาแล้วหรือไม่ ที่จะทบทวนและพัฒนาระบบกักกันพืชของไทยให้มีความเข้มแข็งมากกว่าที่เป็นอยู่ ถึงเวลาของการนำระบบ in land quarantine มาใช้ในประเทศแล้วหรือไม่ ถึงเวลาของการทบทวนระบบการติดตามและเฝ้าระวังศัตรูพืช โดยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่แล้วหรือไม่ ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่งาน quarantine จะไม่ใช่งานที่ทำเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า แต่เป็นงานที่อำนวยความมั่นคงและปลอดภัยทางชีวภาพให้กับประเทศ ถึงเวลาแล้วหรือ... คำถามและคำตอบลอยอยู่ในอากาศ

(ขอบคุณ: สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร,สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร/ ข้อมูล)


หมายเหตุ ต้นฉบับคอลัมม์ฉีกซอง ในจดหมายข่าวผลิใบ ก้าวใหม่งานวิจัยและพัฒนาการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ฉบับเดือนมีนาคม 2560