วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2561

ส่องแผนงานวิจัยพญาอินทรีย์ NP 304


“… คนที่มีระเบียบวินัยนั้นเป็นผู้ที่เข้มแข็ง เป็นผู้ที่หวังดีต่อตัวเอง เป็นผู้ที่จะมีความสำเร็จในอนาคต อันนี้เป็นระเบียบอย่างหนึ่ง เป็นวินัยอย่างหนึ่ง คือว่า ถ้าคนใดมีระเบียบมีวินัยในร่างกาย คือ หมายถึง การปฏิบัติของตัว กิริยามารยาท ทำให้ไม่มีอุปสรรคต่อการขวนขวายหา จะหาความรู้ก็ได้ หาอะไรก็มีความสำเร็จ คือหาสิ่งที่ตัวกำลังที่จะมุ่งปฏิบัติ การปฏิบัติด้วยความมีระเบียบวินัย การปฏิบัตินั้นสำเร็จ อันนี้เป็นระเบียบวินัยชนิดหนึ่ง ระเบียบวินัยอีกชนิดที่กล่าวเมื่อตะกี้ ก็คือระเบียบในใจ ในใจนั้นก็คือการกระทำอะไร เราต้องคิด เมื่อมีระเบียบในความคิด คือมีเหตุผล สิ่งใดที่คิดก็คิดออก  สมมุติว่าเราคิดเรื่องหนึ่ง แล้วก็ไปคิดอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้อง แล้วไปคิดเรื่องที่สาม เรื่องที่สี่ เรื่องทั้งสามสี่เรื่องนี้ก็ไม่มีความสำเร็จแน่นอน เพราะว่ามันฟุ้งซ่าน ฉะนั้นต้องมีระเบียบในความคิด ที่เรียกว่า ระเบียบในใจ หรือ วินัยในความคิด...
พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
พระราชทานแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตภาคใต้ จังหวัดสงขลา
ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตภาคใต้ จังหวัดสงขลา
วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๔

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชทานพระราชดำรัสแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตภาคใต้ จังหวัดสงขลา เมื่อปี ๒๕๒๔ ว่าด้วยเรื่องการมีระเบียบวินัยในความคิด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การปฏิบัติกิจการใดๆ ประสบผลสำเร็จ สำหรับการเริ่มต้นในปีใหม่นี้ “ฉีกซอง” ขอนำท่านผู้อ่านไปทำความรู้จักกับแผนงานวิจัยส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ประเทศมหาอำนาจของโลกในปัจจุบัน ในส่วนที่เรียกว่า National Program 304 : Crop Protection and Quarantine ระเบียบวินัยการคิดเรื่องดังกล่าว แตกต่างจากกับระเบียบวิธีคิดของบ้านเราหรือไม่ โปรดติดตาม   

ARS-USDA
              ARS  หรือ Agricultural Research Service    เป็นหน่วยงานวิจัยทางการเกษตรของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ( U.S. Department of Agriculture ) ดังนั้นภารกิจสำคัญของ ARS  จึงเป็นเรื่องการวิจัยพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาด้านการเกษตรของชาติ รวมทั้งเป็นแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรทั้งหมด  เพื่อรับประกันคุณภาพสูงสุดของสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย ความต้องการทางโภชนาการของชาวอเมริกัน  รวมถึงการสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจภาคการเกษตร การรักษาไว้ซึ่งความสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมตลอดจนการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชากรในเขตชนบท และสังคมโดยรวม  ซึ่งจะเห็นว่าครอบคลุมกว้างขวางกว่าภารกิจของกรมวิชาการเกษตรอย่างชัดเจน แต่ทั้งสองหน่วยงานมุ่งเน้นในการรักษาสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของแต่ละประเทศเช่นกัน โดย ARS กำหนดวิสัยทัศน์ไว้ว่า “ นำอเมริกาสู่ชีวิตที่ดีกว่าด้วยงานวิจัยและข้อมูลทางการเกษตร” (to lead America towards a better future through agricultural research and information)
          โครงสร้างของ ARS อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ REE (Under Secretary Research, Education, and Economics ) ซึ่งอยู่ภายใต้ USDA อีกชั้นหนึ่ง สำหรับ ARS มี Administrator เป็นผู้บริหารสูงสุด หน่วยงานของ ARS แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ Central Program Planning, Coordination and Support ซึ่งประกอบด้วย 10 หน่วยงาน ได้แก่ (1) Office of National Programs (2) Administrative & Financial Management (3) Legislative Affairs (4) Office of International Research Programs (5) Office of Chief Information Officer (6) Office of Outreach Diversity and Equal Opportunity (7) Office of Technology Transfer (8) Office of Communication (9) Budget & Program Management Staff และ (10) Office of Scientific Quality Review  ส่วนที่ 2  คือ หน่วยที่เรียกว่า Field Research Implementation  and Information Delivery ประกอบด้วยหน่วยงานในพื้นที่ 6 ส่วนกระจายทั่วสหรัฐ  ได้แก่ Pacific West Area,  Midwest Area, Northeast Area, Plains Area, Southeast Area และ National Agricultural Library  โดยสรุปแล้ว ปีหนึ่งๆ ARS  มีโครงการวิจัยมากกว่า 750 โครงการ ภายใต้แผนการวิจัยของชาติ 17 แผนงาน นักวิทยาศาสตร์มากกว่า 2,000 คน และส่วนใหญ่เป็นระดับ Post Doctor  และบุคลากรอื่นๆ มากกว่า 6,000 คน มีสถานีวิจัยมากกว่า 90 แห่ง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เมื่อพิจารณางบประจำปีแล้ว ARS     ได้รับงบประมาณปีละประมาณ 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้ ARS ยังเป็นหุ้นส่วนงานวิจัยกับมหาวิทยาลัย ภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานอื่นๆอีกมากมาย


Credit Photo by Jack Dykinga.,USDA Agricultural Research Service.


National Program : แผนงานวิจัยชาติ
          สำหรับประเทศไทย แผนงานวิจัยของชาติถูกกำหนดโดยคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในลักษณะของนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ ฉบับที่ใช้ในปัจจุบัน คือ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2560-2564) ซึ่งมีเป้าหมายสอดคล้องและตอบสนองต่อแนวทางการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) นโยบายและแผนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2555-2564) การปฏิรูประบบวิจัยของประเทศ และหลักการของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals-SDGs) และต่อเนื่องกับนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2555-2559) และฉบับทบทวน
          วิสัยทัศน์ของนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ กำหนดไว้ว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาการวิจัยและนวัตกรรม มีผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ มีการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมจากงานวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริงในด้านเศรษฐกิจและสังคม และมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศให้มั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน” โดยกำหนดเป็นนโยบายการวิจัยของชาติไว้ 7 ข้อ ประกอบด้วย (1) ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีจากงานวิจัยที่มุ่งเป้าสนองตอบต่อเป้าหมายการพัฒนาประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นสังคมฐานความรู้ด้านการวิจัย และเป็นประเทศเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม  (2) ส่งเสริมการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาของภาครัฐให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและสร้างโอกาสให้ภาคเอกชนทั้งในระดับชาติ ภูมิภาค และท้องถิ่น มีส่วนร่วมในการวิจัยและร่วมลงทุน (3) ผลักดันให้ทุกภาคส่วนนำผลงานวิจัย องค์ความรู้นวัตกรรม และเทคโนโลยีจากงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในเชิงอุตสาหกรรม/พาณิชย์ สังคม/ชุมชน วิชาการ และนโยบาย (4) พัฒนาและขับเคลื่อนการบริหารจัดการระบบวิจัยของประเทศ ให้มีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพ โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนและทุกระดับ (5) พัฒนาและเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและพัฒนาให้มีความพร้อม มีคุณภาพ และได้มาตรฐาน รวมทั้งเชื่อมโยงข้อมูลการวิจัยในระบบสารสนเทศการวิจัยเพื่อให้ครอบคลุมและใช้ประโยชน์ได้ทั่วประเทศ (6) ผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศให้มีจำนวนและคุณภาพมากขึ้น และสนับสนุนให้เกิดอาชีพนักวิจัยและเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ (Career Path) ที่ชัดเจน รวมทั้งพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยของเยาวชนและบุคลากรในท้องถิ่น และ (7) สร้างเสริมความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาในรูปแบบหุ้นส่วนความร่วมมือ (Collaborative Partnership) ระหว่างเครือข่ายทุกภาคส่วน และทุกระดับทั้งในประเทศและต่างประเทศ
          สำหรับประเด็นการวิจัยมุ่งเน้นตามนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ ฉบับที่ 9 แบ่งประเด็นการวิจัยออกเป็น 12 ประเด็น กล่าวคือ
           ประเด็นที่ 1 ประเด็นวิจัยด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมฐานชีวภาพ (Bio-based) : อุตสาหกรรมการเกษตร เช่น การเพิ่มผลผลิตการเกษตรสำหรับพืชเกษตรหลัก ปศุสัตว์และอาหารสัตว์ การเกษตรพืชเศรษฐกิจที่ไม่ทำลายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม การเกษตรแบบปลอดสารพิษ การพัฒนาพื้นที่แหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของประเทศและโลก (Food Valley) พืชดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) เป็นต้น การใช้ประโยชน์และเทคโนโลยีจากฐานชีวภาพ เช่น การผลิตผลิตภัณฑ์ทางชีวภาพ การใช้พลังงานทางเลือกจากพืช ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจากวัตถุดิบอื่นที่ไม่ใช่น้ำมันดิบ การผลิตพลาสติกและผลิตภัณฑ์บรรจุอาหาร (Food Packaging) ทางชีวภาพ เป็นต้น รวมทั้งครัวไทยสู่ตลาดโลก
          ประเด็นที่ 2 ประเด็นวิจัยด้านระบบโลจิสติกส์: ด้านสาธารณสุข ด้านเกษตร ด้านคมนาคมระบบราง การเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ระหว่างภาคต่าง ๆ ของประเทศ ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่อื่น
           ประเด็นที่ 3 ประเด็นวิจัยด้านเศรษฐกิจดิจิทัล : การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเชิงดิจิทัล การสร้างกรอบความคิดเชิงดิจิทัล (Digital Mindset) ให้กับสังคม การพัฒนาบุคลากรและงานวิจัยด้านไอซีที การปฏิรูปกฎหมายด้านดิจิทัล การจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) รวมถึงใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปกระบวนการผลิต การดำเนินธุรกิจ การค้า การบริการ การศึกษา การสาธารณสุข การบริหารราชการแผ่นดิน รวมทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคม และการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น
         ประเด็นที่ 4 ประเด็นวิจัยด้านอุตสาหกรรมเป้าหมาย : การต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ (First S-curve)  ๕ อุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (Next-generation Automotive) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics) อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Affluent, Medical and Wellness Tourism) อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ(Agriculture and Biotechnology) อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (Food for the Future) และอุตสาหกรรมอนาคต (New S-curve) 5 อุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์เพื่อการอุตสาหกรรม(Robotics) อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์(Aviation and Logistics) อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biofuels and Bio chemicals) อุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital) อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub)
        ประเด็นที่ 5 ประเด็นวิจัยด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และพลังงาน : สังคมสีเขียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะ พลังงานทางเลือก พลังงานทดแทนการบริหารจัดการน้ำ การจัดการชายฝั่งทะเล ประเทศไทยปลอดหมอกควัน (Haze Free Thailand) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
       ประเด็นที่ 6 ประเด็นวิจัยด้านสังคมผู้สูงอายุ : การบูรณาการงานระหว่างภาครัฐเพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โครงสร้างพื้นฐานและนวัตกรรมที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตในสังคมสูงวัย การพึ่งตนเองได้ของผู้สูงอายุ(Active and Productive Aging) ระบบฐานข้อมูลผู้สูงอายุของประเทศ โครงสร้างประชากรไทยในยุคสังคมผู้สูงอายุตลอดจนการคาดประมาณผลกระทบระยะยาว แนวทางการเตรียมการด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และประชากร การพัฒนาและเตรียมการสำหรับผู้สูงอายุแบบองค์รวมในสังคมผู้สูงอายุ ระบบสาธารณสุขของผู้สูงอายุ  เศรษฐศาสตร์ของการดูแลผู้สูงอายุ การดูแลผู้สูงอายุโดยชุมชน (Community Care) การบริการผู้สูงอายุ
        ประเด็นที่ 7 ประเด็นวิจัยด้านการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาและการฟื้นฟูสุขภาพ :การวิจัยระบบและนโยบายด้านสุขภาพ มาตรการด้านสุขภาพ การวิจัยและพัฒนาเพื่อควบคุมหรือกำจัดโรคและภัยสุขภาพ รวมถึงโรคอุบัติใหม่ ให้ได้ผลระดับชาติและภูมิภาค เช่น ประเทศไทยปลอดพยาธิใบไม้ในตับ (Fluke Free Thailand) การพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ การแพทย์ทางเลือก การพัฒนาสมุนไพรไทย อาหารเสริมและสปา การรักษาแบบแม่นยำ (Precision Medicine)
         ประเด็นที่ 8 ประเด็นวิจัยด้านการท่องเที่ยว : ทรัพยากรทางการท่องเที่ยว นโยบายการพัฒนาการท่องเที่ยวในระดับมหภาค อุปทานและอุปสงค์ทางการตลาดการท่องเที่ยว การบริหารจัดการการท่องเที่ยวแบบมีส่วนร่วมกลไกการจัดการการท่องเที่ยว ระบบโลจิสติกส์ทางการท่องเที่ยว ฐานข้อมูลทางการท่องเที่ยว การพัฒนาสินค้าและบริการท่องเที่ยว ศูนย์ความเป็นเลิศทางการวิจัยการท่องเที่ยว
         ประเด็นที่ 9 ประเด็นวิจัยด้านการเป็นประชาคมอาเซียน : ด้านเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าและบริการการค้า และการลงทุน ความเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ภายในภูมิภาคอาเซียน การพัฒนาศักยภาพเขตเศรษฐกิจพิเศษ ด้านการเมืองและความมั่นคง ทักษะฝีมือแรงงาน/ผู้ประกอบการ การเคลื่อนย้ายแรงงาน การจัดการพื้นที่ชายแดน การศึกษาชุมชนข้ามชาติในพื้นที่ ความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการวิจัย ด้านสังคมและวัฒนธรรม การคุ้มครองแรงงาน สวัสดิการสังคม ความเข้าใจและความตระหนักถึงการเป็นสังคมอาเซียน การอนุรักษ์วัฒนธรรมของชาติ การพัฒนาศักยภาพด้านภาษาอังกฤษ
          ประเด็นที่ 10 ประเด็นวิจัยด้านความมั่นคงของรัฐและการเสริมสร้างธรรมาภิบาล : อุตสาหกรรมป้องกันประเทศแรงงาน สิทธิมนุษยชนและการค้ามนุษย์ความมั่นคงปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนภาคใต้แบบบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ การลดความเหลื่อมล้ า คอร์รัปชั่น การปฏิรูปการศึกษาและสร้างสรรค์การเรียนรู้
           ประเด็นที่ 11 ประเด็นวิจัยด้านการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียง : การบริหารจัดการในการขับเคลื่อนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่ภาคปฏิบัติในวงกว้างและให้เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลสูงสุด รวมถึงการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น การพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้านความมั่นคง ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต และการตลาดของวิสาหกิจชุมชน
         ประเด็นที่ 12 ประเด็นวิจัยด้านยาเสพติด : การสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันยาเสพติดให้กับเด็กและเยาวชน ทั้งในและนอกสถานศึกษา กลุ่มผู้ใช้แรงงาน และประชาชนโดยทั่วไป การนำผู้ติดยาเสพติดเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาทุกระบบ การปราบปรามทำลายการค้ายาเสพติดทั้งในประเทศและต่างประเทศ การพัฒนาและยกระดับความร่วมมือในการแก้ไขปัญหายาเสพติดระหว่างประเทศ

          จากที่กล่าวมาข้างต้น คือ ประเด็นการวิจัยของประเทศไทยตามนโยบายและแผนงานที่กำหนด ซึ่งครอบคลุมทุกด้านของการวิจัยทั้งเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์  การเมือง การสาธารณสุข การเกษตร การศึกษา เป็นต้น  ในส่วนของ National Program ที่ ARS รับผิดชอบ แบ่งออก 4 กลุ่มด้วยกัน ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 โภชนาการ คุณภาพ และความปลอดภัยของอาหาร แบ่งออกเป็น 3 แผนงานย่อย คือ โภชนาการ (NP#107) อาหารปลอดภัย (พืช สัตว์ และผลิตภัณฑ์จากพืชและสัตว์) (NP#108) และคุณภาพและการใช้ประโยชน์จากผลิตผลทางการเกษตร  (NP#306) กลุ่มที่ 2  การผลิตสัตว์และการป้องกันรักษาโรคสัตว์ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มย่อย คือ การผลิตอาหารสัตว์ (NP#101) สุขภาพสัตว์ (NP#103) ยาสัตว์และแมลงศัตรูสัตว์ (NP#104) การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (NP#106) กลุ่มที่ 3 การผลิตและการอารักขาพืช แบ่งเป็น 4 กลุ่มย่อย ได้แก่ ทรัพยากรพันธุกรรมพืชและการพัฒนาพันธุกรรม (NP#301) โรคพืช (NP#303) การอารักขาและการกักกันพืช (NP#304)  และกลุ่มสุดท้าย คือ ทรัพยากรธรรมชาติและระบบการเกษตรยั่งยืน แบ่งเป็น 6 กลุ่มย่อย ประกอบด้วย การจัดการน้ำใช้และการจัดการลุ่มน้ำ (NP#211) การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและดินและการพังทลายของดิน (NP#212) การจำแนกทางชีว (Biorefining) (NP#213) ผลพลอยได้ทางการเกษตรและอุตสาหกรรม (NP#214) ระบบทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ (NP#215) และการแข่งขันและความยั่งยืนของระบบการผลิตทางการเกษตร (NP#216)


Credit Photo by Scott Bauer. ,USDA Agricultural Research Service.


NP 304?
          ถ้าไม่ได้เห็นที่มาที่ไป ท่านผู้อ่านอาจจะนึกว่า 304 คือ หมายเลขเส้นทางหลวงสายกบินทร์บุรี-ปักธงชัย ทางลัดสู่อีสานตอนล่างที่ต้องผ่านไปทางอุทยานแห่งชาติทับลานและเขาใหญ่ เป็นเส้นทางที่กำลังอยู่ระหว่างการทำอุโมงค์รอด เพื่อเชื่อมป่าเข้าด้วยกัน แต่ในที่นี่ 304 คือ ชื่อแผนงานวิจัยของ ARS-USDA เป็นแผนงานวิจัยที่ว่าด้วยการอารักขาและการกักกันพืช ความสำคัญของแผนงานวิจัยดังกล่าว เกิดจากการที่สหรัฐอเมริกาเป็นแหล่งผลิตพืชเส้นใยและธัญพืชที่สำคัญ มีพื้นที่ปลูกมากกว่า 250 ล้านเอเคอร์ (ประมาณ 632.32 ล้านไร่) คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 115 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ในขณะที่ผลิตผลทางการเกษตรของสหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ 6 ของมูลค่าสินค้าที่สหรัฐฯส่งออก ได้รับความเสียหายจากการทำลายของแมลง ไร และวัชพืช คิดเป็นมูลค่าราว 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งนับว่าเป็นความสูญเสียที่มีนัยสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น ความสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยวของข้าวโพดและข้าวสาลี รวมกันสูงถึง 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ การควบคุมศัตรูพืช มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เนื่องจากศัตรูพืชมีการเปลี่ยนแปลงไป ตามวิธีการทำการเกษตร ซึ่งอาจทำให้แมลงและพืชที่มีอยู่กลายเป็นแมลงศัตรูพืชและวัชพืชได้ รวมทั้งสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่การเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายสาเหตุ ทั้งความกังวลที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือแผนธุรกิจของโรงงานผู้ผลิตเปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ผลการการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศโลกและการนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรระหว่างประเทศต่างๆ ก็เป็นการชักนำให้ศัตรูพืชต่างถิ่นเข้ามาตั้งรกรากภายในสหรัฐฯ ได้เช่นกัน ศัตรูพืชต่างถิ่นเหล่านี้ จะเป็นตัวการสำคัญสร้างปัญหาให้กับระบบการผลิตทางการเกษตรของสหรัฐฯ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศวิทยา ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง โดยอาจเข้าทำลายโดยตรง หรือ เป็นพาหะของโรคพืชก็ได้ ในขณะที่วัชพืชอาจเข้ามาตั้งรกรากและรุกรานพืชท้องถิ่น ทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง และต้องสิ้นเปลืองงบประมาณเป็นจำนวนมากในการกำจัดให้หมดสิ้นไป
          การจัดการศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน (IPM - Integrated pest management) เป็นกลยุทธที่สำคัญของแผนงานวิจัยนี้ ซึ่ง IPM จะรวมตั้งแต่การสำรวจศัตรูพืช (แมลง วัชพืช โรคพืช) การจำแนกศัตรูพืช และวิธีการป้องกันกำจัดหลายวิธีผสมผสานกันอย่างเหมาะสมที่สุด และมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การควบคุมศัตรูพืชดังกล่าว เป็นการดำเนินงานที่นำหลายๆ วิธีมารวมกันเพื่อให้เกิดดีที่สุด โดยต้องเริ่มตั้งแต่การเฝ้าระวังตามที่กล่าวมา เพื่อติดตามการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรศัตรูพืช เมื่อถึงระดับที่ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจจะได้ดำเนินการป้องกันกำจัดด้วยสารเคมีอย่างทันท่วงที อย่างไรก็ตามการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดมีข้อจำกัดหลายประการ ทั้งการต้านทานของศัตรูพืช ข้อกำหนดด้านความปลอดภัย ตลอดจนปัญหาข้อตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง  การใช้วิธีการ IPM จึงเป็นวิธีการจัดการศัตรูพืชอย่างเป็นระบบ อยู่บนพื้นฐานทางข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับศัตรูพืชชนิดนั้น สามารถควบคุมศัตรูพืชให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย ไม่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ และไม่กระทบต่อความยั่งยืนในการพัฒนาของมนุษย์
          สำหรับเป้าหมายของ NP304 คือสร้างผลงานวิจัยที่สามารถเป็นพื้นฐานความรู้ในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆในการควบคุมศัตรูพืช การจัดการศัตรูพืชด้วยระบบ IPM ตลอดจนวิธีการและเครื่องมือในการควบคุมศัตรูพืชที่มีประสิทธิภาพ ทั้งการลดต้นทุนในการจัดการ การลดการแพร่กระจายของศัตรูพืช การลดผลกระทบต่อศัตรูพืชที่ไม่ใช่เป้าหมาย สิ่งแวดล้อม และมนุษย์ รวมทั้งการลดการแพร่กระจายและการมาตั้งรกรากของศัตรูพืชต่างถิ่น ซึ่งวิธีการควบคุมศัตรูพืชเหล่านี้ สามารถนำไปใช้ในสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การผลิตในแปลง การเก็บรักษา การขนส่ง และการบรรจุหีบห่อ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตรของสหรัฐอเมริกา รวมถึงการรักษาความมั่นคงทางอาหารและความมั่นคงทางพืชเส้นใยให้กับสหรัฐอเมริกาด้วย
          องค์ประกอบของ NP304 มีทั้งหมด 4 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 การจำแนกและการจัดระบบ ซึ่งเป็นงานวิจัยพื้นฐานที่เน้นงานด้านอนุกรมวิธาน การรวบรวม การจำแนก การจัดระบบเพื่อใช้ประโยชน์จากงานอนุกรมวิธาน ซึ่งจะรวบรวมงานพื้นฐานของศัตรูพืชทุกชนิด ตลอดจนสิ่งมีชีวิตที่มีแนวโน้มพัฒนาเป็นศัตรูพืชได้ เป็นการศึกษาตั้งแต่ระดับโมเลกุล จัดทำ DNA-barcode สัณฐานวิทยา ลักษณะการแพร่กระจาย การควบคุม ศัตรูธรรมชาติ จำนวนความหนาแน่นของประชากร ส่วนที่ 2 วัชพืช ในส่วนนี้ ARS ได้พัฒนางานการควบคุมวัชพืชในระบบการปลูกพืช ระบบนิเวศน์ในลักษณะต่างๆ ตั้งแต่ พื้นน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ และทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์  เนื่องจากการการกำจัดวัชพืชเป็นต้นทุนสำคัญของระบบการผลิต โดยพบว่าการใช้สารควบคุมกำจัดศัตรูพืช  ร้อยละ 75 เป็นสารควบคุมและกำจัดวัชพืช และพบว่ามีแนวโน้มที่วัชพืชจะมีความต้านทานสารกำจัดวัชพืชเพิ่มขึ้นทั้งความเข้มขันและชนิดของสารกำจัดวัชพืช ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น จึงเน้นศึกษาวิจัยหาแนวทางในการควบคุมวัชพืชแบบใหม่ที่เน้นการใช้สารกำจัดวัชพืชที่หลากหลายชนิดด้วยวิธีการที่แตกต่างกันหมุนเวียนกันไป  แต่วิธีการดังกล่าวก็มีข้อจำกัดในการดำเนินการจากลักษณะของสารกำจัดวัชพืชเอง ดังนั้นการพัฒนาสารกำจัดวัชพืชที่มีรูปแบบการทำลายที่แตกต่างไปจากที่มีอยู่ในปัจจุบันจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเร่งพัฒนา รวมทั้งการศึกษาวัชพืชต่างถิ่นที่ต้องทำการศึกษาอย่างละเอียดในทุกมิติด้วยเช่นกัน และการศึกษาวิธีการควบคุมวัชพืชด้วยชีววิธี ซึ่ง  ARS ได้บรรจุเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานวิจัยดังกล่าว
          ส่วนที่ 3 แมลงและไรศัตรูพืช สำหรับประเด็นดังกล่าว ARS ให้ความสำคัญต่อการเข้ามาของแมลงศัตรูพืชต่างถิ่นจากการขนส่งข้ามแดนระหว่างประเทศ และการจัดการแมลงศัตรูพืชในระบบการผลิตพืช ซึ่งอยู่ในสภาพที่ภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลง ทำให้วงจรชีวิตของแมลงศัตรูพืชเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยสหรัฐอเมริกามีต้นทุนในการควบคุมแมลงศัตรูพืชถึงปีละกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ความท้าทายดังกล่าวทำให้การวิจัยด้านนี้จะต้องมีการผลงานวิจัยที่สามารถลดต้นทุนการควบคุมกำจัดและยังคงเป็นมิตรกับสภาพแวดล้อม ดังนั้นการควบคุมโดยชีววิธี การพัฒนาสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ ระบบการควบคุมที่มีประสิทธิภาพ การนำเทคโนโลยีระดับโมเลกุลมาควบคุมแมลงศัตรูพืช การศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยา การพัฒนาระบบการเฝ้าระวังให้สามารถตรวจสอบสถานะการระบาดแมลงศัตรูพืชได้อย่างรวดเร็ว การศึกษาแมลงศัตรูพืชต่างถิ่น การศึกษาการต้านทานแมลงศัตรูพืชของพืชที่ตัดแต่งสารพันธุกรรม จึงเป็นประเด็นงานวิจัยที่ระบุไว้ในส่วนนี้
          ส่วนที่ 4 การป้องกันหลังการเก็บเกี่ยว การกักกันพืช และ ทางเลือกอื่นทดแทนเมทิลโบรไมด์ โดยในส่วนของการจัดการศัตรูพืชหลังการเก็บเกี่ยวแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การจัดการเพื่อควบคุมกำจัดศัตรูพืชเพื่อการส่งออก และการจัดการเพื่อควบคุมศัตรูพืชในโรงเก็บ ซึ่งได้ศึกษาทางเลือกอื่นทดแทนเมทิลโบรไมด์ ซึ่งเป็นสารรมกำจัดศัตรูพืชที่สร้างปัญหาให้ชั้นโอโซนของโลกในปัจจุบัน งานวิจัยทางด้านนี้ รวมตั้งแต่การลดจำนวนแมลงศัตรูพืชในช่วงการเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา การตรวจสอบแมลงศัตรูพืชอย่างรวดเร็ว และการพัฒนามาตรการควบคุมแมลงศัตรูพืชที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยและมีประสิทธิภาพ

Credit Photo by Scott Bauer.USDA Agricultural Research Service.



          จากที่กล่าวมา แผนงานวิจัยของ ARS- USDA NP304 เป็นแผนงานวิจัยที่ว่าด้วยการอารักขาและการกักกันพืช ในภาพรวมได้ให้ความสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารและความมั่นคงทางชีวภาพของประเทศ ประกอบด้วยการงานวิจัยพื้นฐานที่นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ ครอบคลุมศัตรูพืชทุกประเภท มาตรการในการควบคุมจำกัดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม งานวิจัยศัตรูพืชหลังการเก็บเกี่ยว และรวมงานวิจัยด้านการกักกันพืชเข้าไปด้วย โดยหลักสำคัญคือยึดผลประโยชน์ของประเทศหลัก โดยไม่หลงลืมการวิจัยเพื่อป้องกันเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากศัตรูพืชต่างถิ่น เป็นระบบการคิดที่ครอบคุลมการดำเนินงานทั้งระบบ และมีเป้าหมายการทำงานวิจัยที่ชัดเจนอย่างแท้จริง
          มองเขา และหันกลับมามองเรา เราเป็นผู้เข้มแข็งหรือไม่?                

(ขอบคุณ: สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ,www.ars.usda.gov/ ข้อมูล)

หมายเหตุ : ต้นฉบับคอลัมม์ฉีกซอง ในจดหมายข่าวผลิใบฯ ก้าวใหม่งานวิจัยและพัฒนาการเกษตร ของกรมวิชาการเกษตร ประจำเดือนมกราคม 2560

ยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ 20 ปี : ความหวัง - ความจริง


“… การจะเป็นเสือนั่นไม่สำคัญ สำคัญที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้น หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง อันนี้เคยบอกว่าความพอเพียงนี้ ไม่ได้หมายความว่า ทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัว จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันเกินไป แต่ว่าในหมู่บ้าน หรือในอำเภอ จะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการ ก็ขายได้ แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไหร่ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งมากนัก อย่างนี้ท่านนักเศรษฐกิจต่างๆ ก็มาบอกว่าล้าสมัย จริง อาจจะล้าสมัย คนอื่นเขาต้องมีการเศรษฐกิจ ที่ต้องมีการแลกเปลี่ยน เรียกว่า เป็นเศรษฐกิจการค้า ไม่ใช่เศรษฐกิจความพอเพียง เลยรู้สึกว่าไม่หรูหรา แต่เมืองไทยเป็นประเทศที่มีบุญอยู่ว่าผลิตได้ให้พอเพียง...
พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้า ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ศาลาดุสิตาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต
วันพฤหัสบดีที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๐

          เดือนธันวาคมของทุกปี โดยปกติจะเป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลอง และเดือนแห่งการรอคอยของหลายๆ คน แต่สำหรับปีนี้กลับเป็นเดือนแห่งความเศร้าหมอง บรรยากาศโดยรอบยังมองดูหม่นๆ ประชาชนคนไทยยังไม่สามารถทำใจรับได้กับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ การเสด็จสวรรคตขององค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ผู้ที่ทรงเป็นศูนย์รวมใจของไทยทั้งชาติ ความเสียใจอาดูรในครั้งนี้ เป็นพลังให้กับประชาชนคนไทยหลายๆคน ได้หันกลับมาทบทวนการดำเนินชีวิตและการกระทำของตนเองว่าสอดคล้องกับแนวทางที่พระองค์ได้ทรงกระทำให้เป็นแบบอย่างตลอดพระชนมายุหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
          จากพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อปี ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นปีที่ประเทศไทยประสบภาวะวิกฤติต้มยำกุ้ง คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาเป็นแนวทางสำคัญในการกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๙ (๒๕๔๕-๒๕๔๙) ต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๘ (๒๕๔๐ – ๒๕๔๔) ที่เน้น “คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา”  โดยยึดแนวทางสายกลาง ให้ประเทศรอดพ้นจากวิกฤติ แผนพัฒนาฯฉบับที่ ๙ จึงมุ่งเน้นฟื้นฟูเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพ มีภูมิคุ้มกัน วางรากฐานการพัฒนาประเทศให้เข้มแข็งยั่งยืน สามารถพึ่งตนเองได้ เกิดการบริหารจัดการที่ดีในสังคมไทยทุกระดับ แก้ปัญหาความยากจน เพื่อศักยภาพและโอกาสในการพึ่งพาตนเอง ต่อเนื่องมายังแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ และแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ จนกระทั่งถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๒ ซึ่งเป็นฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
            หลังจากที่รัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี หน่วยงานต่างๆ ต้องมากำหนดยุทศาสตร์ของตนเองให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ สำหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองก็เช่นกัน ได้จัดทำยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ระยะ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๙ ) โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นผู้รับผิดชอบหลัก ยุทธศาสตร์ในครั้งนี้เป็นการวางรากฐานการพัฒนาในระยะยาว เพื่อให้เกิดการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาอย่างอย่างเป็นระบบ โดยสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ แผนปฏิรูปของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน “ฉีกซอง” ฉบับนี้ จึงขอนำท่านผู้อ่านไปทำความรู้จักกับยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ระยะ ๒๐ ปี  โปรดติดตาม



ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี – ความจริง
          ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักกับคำว่า“ยุทธศาสตร์” และ “กลยุทธ” กันเสียก่อน สองคำดังกล่าวถูกนำมาใช้ในการวางแผนงานต่างๆ อย่างกว้างขวาง ทั้งในภาคราชการและภาคธุรกิจ ทั้งที่เดิมคำดังกล่าวถูกใช้ในวงการทหารเท่านั้น จนบางทีรู้สึกไปเองว่ามันฟุ่มเฟือยจนเกินไปหรือไม่ เพราะไม่ว่าจะทำอะไร ต้องถามก่อนว่ากำหนดยุทธศาสตร์ไว้แล้วหรือยัง มีกลยุทธการดำเนินงานอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่สนุกสนานกันดี  
          คำว่า “ยุทธศาสตร์” มาจากภาษาอังกฤษว่า “strategy ซึ่งมีความหมายใกล้ชิดกับ “ยุทธวิธี” ที่มาจากคำว่า “tactics” โดยความหมายแล้ว strategy จะใช้ในรูปเอกพจน์ ส่วน tactics จะใช้ในรูปพหูพจน์นอกจาก ยุทธศาสตร์ กับ ยุทธวิธี ซึ่งใช้คู่กันมาแต่เดิมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการทหารอาจใช้คำว่า กลยุทธ์ แทน ยุทธศาสตร์ และใช้คำว่า กลวิธี แทน ยุทธวิธี ก็ได้ ทั้ง ๔ คำนี้เป็นศัพท์รัฐศาสตร์ของราชบัณฑิตยสถาน และยังมีใช้ในทางธุรกิจและในภาษาทั่วไปอีกด้วย โดยทั่วไปมักจะให้ความหมาย strategy ว่า ศาสตร์และศิลป์แห่งการวางแผนและปฏิบัติการในสงครามส่วนคำว่า tactics หมายถึง วิธีการจัดกระบวนทัพเพื่อให้ได้ชัยชนะในการสู้รบหรือเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์เฉพาะหน้าเฉพาะอย่าง และเมื่อพิจารณารากศัพท์ของ strategy พบว่ามาจากภาษากรีก คือ strategos ซึ่งหมายถึงแม่ทัพโดย strategos  มาจากคำว่า stratos “กองทัพรวมกับคำว่า agein “นำส่วน tactics มาจากภาษากรีกเช่นกัน คือ tactikos ซึ่งหมายถึงเกี่ยวกับการจัดจากรากศัพท์ว่า tassein “จัด” (ที่มาของความหมายว่า การจัดกระบวนทัพ”) จึงเห็นได้ชัดว่าคำคู่นี้เริ่มใช้ในความหมายเกี่ยวกับการทหารก่อนที่จะถูกนำมาขยายใช้ในวงการอื่น ๆ ตามที่กล่าวมา ดังนั้น คำว่า “ยุทธศาสตร์” คือ สะพานเชื่อมโยง (หรือการอุดช่องว่าง) ระหว่างนโยบาย (policy) กับกลยุทธ์ (tactics) และทั้งยุทธศาสตร์ (strategy) และกลยุทธ์ (tactics) เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงระหว่างจุดหมายปลายทาง (ends) กับวิถีทาง (means) ที่ใช้เพื่อบรรลุจุดหมายปลายทาง (เขียนตามการให้ความหมายของ Nickols) 
          การกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ ระยะเวลา ๒๐ ปี เกิดจากคณะรัฐมนตรีไดมีมติเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ เห็นชอบใหจัดตั้งคณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตรชาติ มีอํานาจหนาที่ในการจัดทํารางยุทธศาสตรชาติระยะ ๒๐ ปเพื่อใชในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศสูความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน และใหเสนอรางยุทธศาสตรชาติระยะ ๒๐ ปใหคณะรัฐมนตรีพิจารณาใหความเห็นชอบเพื่อใชเปนกรอบในการดําเนินงานในระยะที่ ๒ ของรัฐบาล (ป๒๕๕๘ - ๒๕๕๙) และกรอบการปฏิรูปในระยะที่ ๓ (ป๒๕๖๐เปนตนไป)
            แนวคิดในการพัฒนายุทธศาสตร์ชาติดังกล่าว พิจารณาจากทศวรรษที่ผ่านมากระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกเปนไปอยางรวดเร็วและหลายมิติ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายๆด้าน มีทั้งการสร้างโอกาสใหม่ๆ ประเด็นความเสี่ยงและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ทำให้ยากต่อการบริหารจัดการมากยิ่งขึ้น อีกทั้งกระแสทุนนิยมและการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกได้ส่งผลกระทบตอโครงสรางเศรษฐกิจของไทย จากเศรษฐกิจในระบบ เกษตรแบบพึ่งตนเอง เปลี่ยนไปเป็นระบบเศรษฐกิจที่ พึ่งพาอุตสาหกรรมและการสงออกในขณะที่การพัฒนาในภาคเกษตรล้าหลังกว่าฐานการผลิตอื่นที่อาศัยเทคโนโลยีสมัยใหมมากขึ้น จึงส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำด้านรายไดระหวางภาคการเกษตรกับภาคอุตสาหกรรม และระหวางสังคมเมืองกับสังคมชนบท ให้มีระยะห่างกันมากขึ้น ปญหามีกระจุก จนกระจาย และการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศนของโลก ทําให้เกิดภัยคุกคามดานอื่นๆ ที่ซับซอนมากขึ้น เช่น การกอการราย โรคอุบัติใหม่ เครือขายยาเสพติดและอาชกรขามชาติ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกที่รุนแรงขึ้น การเคลื่อนยายอยางเสรีของผูคน สินคาและบริการ เงินทุน รวมทั้งองคความรูและเทคโนโลยีอยางเสรีภายใตกระแสโลกาภิวัตนเขมขนจะเอื้อใหสามารถประกอบอาชญากรรมในรูปแบบและชองทางใหมๆ ที่แยบยลมากขึ้น  จากสถานการณและแนวโนมดังกลาว ประเทศไทยจำตองเตรียมความพรอมพัฒนาระบบการเตือนภัยและการบริหารความเสี่ยงที่ดี ให้ประชาชนมีความรู สามารถใชวิจารณญาณไดดีในสถานการณที่มีความล่อแหลมและมีความเสี่ยงได้
             ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ.๒๕๖๐ – ๒๕๗๙ ) กำหนดวิสัยทัศน์ไว้ว่า “ประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”  โดยด้านความมั่งคง กำหนดให้มีความมั่นคงปลอดภัย จากภัยและการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศทุกระดับ ทุกมิติทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการเมือง ประเทศมีความมั่นคงในเอกราชและอธิปไตย โดยมีสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ที่เข้มแข็ง เป็นศูนย์กลางและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชน ระบบการเมืองที่มั่นคงเป็นกลไกนำไปสู่การบริหารประเทศที่ต่อเนื่อง โปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล สังคมมีความปรองดองและสามัคคี ผนึกกำลังในการพัฒนาประเทศ ชุมชน ให้มีความเข้มแข็ง ครอบครัวมีความอบอุ่น ประชาชนมีความมั่นคงในชีวิต มีงานและรายได้ที่มั่นคงพอเพียงกับการดำรงชีวิต มีที่อยู่อาศัยและมีความปลอดภัยในทรัพย์สิน รวมทั้งมีฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่เพียงพอและมั่นคง
            ด้านความมั่นคั่ง ประเทศไทยต้องมีการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาเข้าสู่ประเทศที่มีรายได้สูง ความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาลดลง ประชาชนได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเท่าเทียมกัน เศรษฐกิจมีความสามารถในการแข่งขันสูง สามารถสร้างรายได้ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ สร้างฐานเศรษฐกิจและสังคมแห่งอนาคต เป็นจุดสำคัญของการเชื่อมโยงในภูมิภาคทั้งการคมนาคมขนส่ง การผลิต การค้า การลงทุน และการทำธุรกิจ มีบทบาทสำคัญทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก เกิดสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าที่มีพลัง
             สำหรับด้านความยั่งยืน มุ่งให้เกิดการพัฒนาที่สามารถสร้างความเจริญ รายได้ และคุณภาพชีวิตของประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างพอดี ไม่สร้างมลพิษจนเกินขีดความสามารถของระบบนิเวศน์ที่จะรองรับได้ การผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับกฎระเบียบของประชาคมโลก ความอุดมสมบูรณ์สมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพของสิ่งแวดล้อมดีขึ้น คนมีความรับผิดชอบต่อสังคม มีความเอื้ออาทร และเสียสละเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม มุ่งให้เกดประโยชน์ส่วนรวมที่ยั่งยืน โดยให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกภาคส่วน เพื่อให้การพัฒนาทุกระดับมีความสมดุล มีเสถียรภาพ และยั่งยืน และทุกภาคส่วนต้องยึดมั่นตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
             ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ประกอบด้วย ๖ ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพของคน ด้านการสร้างโอกาส ความเสมอภาค และเท่าเทียมกันทางสังคม ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ โดยในแต่ละยุทธศาสตร์จะกำหนดเป้าหมายไว้อย่างชัดเจน ท่านผู้อ่านสามารถไปติดตามอ่านได้ตามสื่อออนไลน์ต่างๆ

ยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ๒๐ ปี – ความหวัง
          การวิเคราะห์ของผู้รับผิดชอบในการจัดทำยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๙) มองปัญหาและความท้าทายไว้ทั้งหมด ๕ ประเด็น  โดยประเด็นแรกมีความเห็นว่าเกษตรกรส่วนใหญ่มีปัญหาในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและจำเป็น มีหนี้สินและไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกิน การรวมกลุ่มไม่เข้มแข็ง ขาดอำนาจในการต่อรอง และกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ คนรุ่นใหม่เข้ามาในอาชีพเกษตรน้อยลง ประเด็นต่อมา คือ ประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตรอยู่ในระดับต่ำ มีการใช้ปัจจัยการผลิตไม่เหมาะสม การแข่งขันและการกีดกันทางการค้าเพิ่มขึ้น ในลักษณะของการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของผู้ผลิต ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม ประเด็นที่ ๓ คือ การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ๆ ในภาคการเกษตรมีจำกัด ฐานข้อมูลทางการเกษตรที่ทันสมัย ยังไม่ครบทุกมิติ ประเด็นที่ ๔ คือ การทำการเกษตรที่ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการจัดระบบการปลูกพืชที่ไม่เหมาะสมกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม การบุกรุกพื้นที่ต้นน้ำเพื่อทำการเกษตร ปัญหาของภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น รวมทั้งปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก ประเด็นสุดท้าย คือ ประเด็นด้านนโยบายของภาครัฐ ที่เป็นนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ได้วางรากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน ขาดความต่อเนื่องของการพัฒนา และไม่มีการบูรณาการในการทำงานร่วมกัน
          จากสภาพปัญหาและความท้าทายดังกล่าว จึงกำหนดวิสัยทัศน์ไว้ว่า “เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน” โดยมีเป้าประสงค์ให้เกษตรกรหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางในปี ๒๕๗๙ นั่นหมายความว่า ในปี ๒๕๗๙ เกษตรกรจะต้องมีรายได้ประชาชาติต่อหัวมากกว่า ๑๓,๐๐๐ เหรียญสหรัฐฯ หรือราว ๓๙๐,๐๐๐๐ บาท/คน/ปี การจะบรรลุเป้าประสงค์ดังกล่าว ต้องประกอบด้วย ๔ องค์ประกอบแห่งความ SMART ได้แก่ เกษตรกรมีความสามารถในอาชีพของตนเอง (Smart farmers) สถาบันเกษตรกรมีประสิทธิภาพในการดำเนินงาน (Smart agricultural groups) สินค้าเกษตรมีคุณภาพได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด (Smart agricultural products) และพื้นที่การเกษตร/ภาคการเกษตรมีศักยภาพ (Smart area/agriculture) ซึ่งยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ๒๐ ปี ได้กำหนดยุทธศาสตร์ไว้รวม ๕ ด้าน คือ การสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการยกระดับมาตรฐานสินค้า การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม การบริหารจัดการทรัพยากรการเกษตรและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน และการพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ
          สำหรับยุทธศาสตร์ที่ ๑ สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร กำหนดแนวทางการพัฒนาไว้ ๓ ด้าน ได้แก่ สร้างความเข้มแข็งให้เป็น Smart : Farmer Group Enterprise  เสริมสร้างความภาคภูมิใจและความมั่นคงในการประกอบอาชีพเกษตร และการบริหารจัดการแรงงานภาคเกษตรและเทคโนโลยีเพื่อทดแทนแรงงานอย่างเป็นระบบรองรับสังคมเกษตรสูงอายุ โดยกำหนดตัวชี้วัดในยุทธศาสตร์นี้ไว้ ๕ ตัว คือ ดัชนีความผาสุกของเกษตรกร (สิ้นสุดแผนต้องอยู่ในระดับร้อยละ ๙๕) รายได้เงินสดต่อหัวเกษตรกร (สิ้นสุดแผนต้องได้ ๓๙๐,๐๐๐ บาท/คน/ปี)  ร้อยละของเกษตรกรที่เป็น Smart farmer โดยอายุระหว่าง ๑๘-๖๔ ปี ต้องเป็นSmart Farmer ทุกคนเหมือนสิ้นแผน ร้อยละของสถาบันเกษตรกรที่มีความเข้มแข็ง โดยแยกเป็น ๒ ลักษณะ คือ สหกรณ์ และวิสาหกิจชุมชน เมื่อสิ้นแผนสหกรณ์ร้อยละ ๙๕ ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐาน และวิสาหกิจชุมชน ร้อยละ ๔๐ ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานเมื่อสิ้นแผนเช่นกัน ตัวชี้วัดตัวสุดท้ายของยุทธศาสตร์นี้ คือ จำนวนเกษตรกรที่เป็นสมาชิกสถาบันเกษตรกร โดยเมื่อสิ้นแผน จำนวนสมาชิกสหกรณ์ภาคการเกษตรและกลุ่มเกษตรกร ต้องไม่ต่ำกว่า ๘.๑ ล้านคน และจำนวนสมาชิกวิสาหกิจชุมชนด้านการเกษตร ไม่ต่ำกว่า ๖ แสนราย หรือ ประมาณ ๔๐,๐๐๐ กลุ่ม
          ยุทธศาสตร์ที่ ๒ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกมาตรฐานสินค้า กำหนดแนวทางการพัฒนาไว้ ๒ แนวทาง คือ พัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพมาตรฐานสินค้าสู่มาตรฐานระดับสากล โดยใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและความรู้แบบองค์รวม และส่งเสริมการเกษตรตลอดโซ่อุปทานสอดคล้องกับความต้องการของตลาดและมูลค่าสูง มุ่งสู่การเป็นฟาร์มอัจฉริยะ ตัวชี้วัดประกอบด้วย GDP ภาคการเกษตรเพิ่มขึ้น ณ ปีที่สิ้นแผน อยู่ที่ร้อยละ ๓ อัตราการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ ณ ปีที่สิ้นแผน อยู่ที่ร้อยละ ๓.๕ ร้อนละของจำนวนฟาร์ม โรงงาน สถานประกอบการที่อยู่ในกำกับของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผ่านการรับรองมาตรฐาน ร้อยละ ๑๐๐ ในปีที่สิ้นแผน จำนวนแปลงใหญ่ ณ ปีที่สิ้นแผนไม่ต่ำกว่า ๙๐ ล้านไร่ และจำนวนพื้นที่ที่ทำการเกษตรที่ปรับเปลี่ยนตาม Agri Map ณ ปีที่สิ้นแผนไม่ต่ำกว่า ๖ ล้านไร่
          ยุทธศาสตร์ที่ ๓ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม  กำหนดแนวทางการพัฒนาไว้ ๓ แนวทาง ประกอบด้วย การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการขับเคลื่อนเกษตร ๔.๐ ภายใต้ Thailand 4.0 การบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเกษตร ให้เกษตรกรเข้าถึงและนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างทั่วถึง และการพัฒนางานวิจัยและสารสนเทศให้ไปสู่เชิงพาณิชย์ ประชาสัมพันธ์และเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลในระดับโลก ซึ่งตัวชี้วัดสำหรับยุทธศาสตร์นี้ ได้แก่ สัดส่วนงบประมาณงานวิจัยต่องบประจำปีของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕ ในปีที่สิ้นแผน ร้อยละของงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่มีการพัฒนาต่อยอดเพื่อนำไปสู่การใช้ประโยชน์ ณ ปีที่สิ้นแผน ไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๘๐ และร้อยละเกษตรกรและผู้รับบริการที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีสามารถนำไปประยุกต์ใช้ ร้อยละ ๑๐๐ ในปีที่สิ้นแผน
          ยุทธศาสตร์ที่ ๔ บริหารจัดการทรัพยากรการเกษตรและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน มีแนวทางการพัฒนา ๒ แนวทาง คือ บริหารจัดการทรัพยากรการเกษตรอย่างยั่งยืนสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs – Sustainable Development Goals) และฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรการเกษตรให้มีความสมดุลและยั่งยืน ตัวชี้วัด ประกอบด้วย จำนวนพื้นที่การเกษตรได้รับการอนุรักษ์ ปรับปรุงและฟื้นฟู ณ ปีที่สิ้นแผน ๑๒.๕ ล้านไร่ จำนวนพื้นที่ชลประทาน ณ ปีที่สิ้นแผน ๔๓.๐๘ ล้านไร่ จำนวนพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์จากแหล่งน้ำนอกเขตชลประทาน ณ ปีที่สิ้นแผน ๓.๔๘ ล้านไร่ และจำนวนพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน ณ ปีที่สิ้นแผน จำนวน ๑๐ ล้านไร่
          ยุทธศาสตร์ที่ ๕ พัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ กำหนดแนวทางการพัฒนาไว้ ๓ แนวทาง ได้แก่ พัฒนาบุคลากรและนักวิจัยให้เป็น Smart officers / researchers เชื่อมโยงและบูรณาการการทำงานของหน่วยงานทกภาคส่วน โดยกลไกประชารัฐและปรับระบบการบริหารงานให้ทันสมัย ปรับปรุงและพัฒนากฎหมายด้านการเกษตรเพื่อรองรับบริบทการเปลี่ยนแปลง ตัวชี้วัด ประกอบด้วย จำนวนกฎหมายที่ได้รับการยกร่าง/แก้ไข/ปรับปรุง โดยแยกเป็นกฎหมายใหม่ จำนวน ๕ ฉบับ เมื่อสิ้นแผน และกฎหมายที่มีอยู่เดิม จำนวน ๓๗ ฉบับ เมื่อสิ้นแผน รวมทั้งสิ้น ๔๒ ฉบับ จำนวนส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีการปรับปรุงโครงสร้าง ๑๕ ส่วนราชการ ณ ปีที่สิ้นแผน และร้อยละของข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เป็น Smart Officer ร้อยละ ๑๐๐ ณ ปีที่สิ้นแผน
          การกำหนดทิศทางในการเดินหน้าของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใน ๒๐ ปีข้างหน้า เป็นการกำหนดที่กระทบโดยตรงกับการพัฒนาการเกษตรของไทย ตัวชี้วัดบางตัวที่กำหนดอาจไม่สามารถวัดความสำเร็จได้อย่างแท้จริง คงต้องศึกษาในรายละเอียดว่ามีเงื่อนไขในการพิจารณาอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกณฑ์ของ Smart ต่างๆ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนด ในอนาคตข้างหน้าที่เทคโนโลยีสารสนเทศพัฒนาอย่างก้าวกระโดด การเชื่อมโยงข้อมูลเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลงานวิจัย ข้อมูลการตลาดได้โดยตรง ความจำเป็นของสะพานเชื่อมต่อระหว่างภาคราชการกับเกษตรกรอาจหมดความสำคัญลงไป เมื่อผู้ผลิตเช่นเกษตรกร สามารถเชื่อมต่อถึงผู้บริโภคและเชื่อมไปยังข้อมูลการผลิตตามมาตรฐานของผู้บริโภคได้ ภาคราชการที่รับผิดชอบงานด้านการเกษตรอาจจะต้องกลับมาทบทวนบทบาทกันใหม่
         ณ จุดนั้น ภาครัฐจะวางตำแหน่งของตนไว้ที่ใด ๒๐ ปีไม่ไกลเลย!

(ขอบคุณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร/ ข้อมูล)

หมายเหตุ ต้นฉบับคอลัมม์ ฉีกซอง ในจดหมายข่าวผลิใบฯ ก้าวใหม่งานวิจัยการเกษตร ประจำเดือนธันวาคม 2559


ข้าวโพดหลังนา : ความท้าทายของนักวิชาการ




“… กสิกรรมและเกษตรกรรมเป็นเรื่องสำคัญมาก ท่านทั้งหลายจะต้องช่วยกันค้นคว้าหาความรู้และความชำนาญให้กว้างขวางยิ่งขึ้นเสมอ และพยายามส่งเสริมเผยแพร่ความรู้ที่ได้ศึกษามาแก่พี่น้องกสิกรและเกษตรกร ให้ได้ทราบถึงวิธีปฏิบัติอันถูกต้องตามหลักวิชาอีกด้วย จึงจะเกิดประโยชน์แก่สังคมในด้านนี้ และเป็นผลดีแก่ประเทศชาติสืบไป...
พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ตัดตอนจากพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรและอนุปริญญาบัตร
ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๐๕

          ช่วงเวลาแห่งความสูญเสียอันใหญ่หลวงของแผ่นดินไทย ได้นำพาความเศร้าโศกและวิปโยคไปทั่วทุกหย่อมหญ้า พระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงดำเนินมาตลอดพระชนม์ชีพ ปรากฏผ่านสื่อมากมายเหลือคณานับ บางสิ่งบางอย่างเป็นเรื่องราวที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เคยรับรู้มาก่อน ความรักของพระองค์ทีมีต่อพสกนิกร แผ่ไพศาลไปทั่ว ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ที่แห่งหนใดบนผืนแผ่นดินไทย พระราชประสงค์อันแน่วแน่ที่จะให้ประชาชนของพระองค์อยู่เย็นเป็นสุขโดยทั่วหน้า ยังไม่บรรลุผลสำเร็จ การแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิอดุลยเดช อีกสิ่งหนึ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ คือ การปฏิบัติหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะได้รับมอบหมายให้ทำหน้าทีได
          เรื่องข้าวกับคนไทยเป็นเรื่องราวที่ผูกพันกันมายาวนาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีสายพระเนตรอันยาวไกล ทรงเล็งเห็นว่า คนไทยต้องปลูกข้าว เพราะคนไทยบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก การทำการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่จึงมาข้าวเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมหลัก อย่างน้อยการมีข้าวเพื่อการบริโภคก็เป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงทางอาหารของเกษตรกรด้วยเหตุที่ข้าวเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่ผูกพันกับคนไทยมายาวนาน และเกี่ยวข้องกับชาวนาที่ถูกมองว่าเป็นกลุ่มเกษตรกรที่ยากจนที่สุด เมื่อเทียบกับชาวไร่และชาวสวน กลไกทางการตลาดของข้าว จึงถูกบิดเบือนมาโดยตลอดเช่นกัน ด้วยกลวิธีแตกต่างกันไป ขึ้นกับว่าระดับนโยบายจะกำหนดอย่างไร ผลกระทบจากกลไกการตลาดที่บิดเบือน ทำให้ชาวนาไทยเรียนรู้ที่จะอยู่กับกลไกเหล่านั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่งผลต่อการขยายพื้นที่การปลูกข้าวในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน รวมถึงการเพิ่มจำนวนรอบของการปลูกข้าวให้มากขึ้น วิถีแห่งชาวนาไทยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำใกล้เคียงจึงเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ตลอดจนอายุของชาวนาที่เพิ่มขึ้น ปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตร ส่งผลให้เครื่องจักรกลทางการเกษตรเข้ามาบทบาทต่อการทำนามากขึ้นด้วยเช่นกัน 
            ด้านผลผลิตข้าวจากเดิม ๓๖.๐๐ ล้านตันข้าวเปลือกในปี ๒๕๕๓/๕๔ ลดลงเป็น ๓๑.๔๒ ล้านตันข้าวเปลือกในปี ๒๕๕๗/๕๘ ในขณะที่ปี ๒๕๕๘/๕๙ ผลผลิตลดลงไปอีกเพราะประสบปัญหาภัยแล้ง เหลือเป็น ๒๗.๙๒ ล้านตันข้าวเปลือก และคาดการณ์ว่าปี ๒๕๕๙/๖๐ ผลผลิตในรอบที่ ๑ จะมีประมาณ ๒๕.๑๕๖ ล้านตันข้าวเปลือก ในขณะที่พื้นที่การปลูกของข้าวนาปี ๒๕๕๓/๕๔ อยู่ที่ ๖๔.๕๗ ล้านไร่ และปี ๒๕๕๗/๕๘ อยู่ที่ ๖๐.๕๔ ล้านไร่ ก่อนลดลงมาตามสภาพปัญหาความแห้งแล้งในปี ๒๕๕๘/๕๙ เป็น ๕๕.๘๒ ล้านไร่ และในปี ๒๕๕๙/๖๐ เพิ่มเป็น  ๕๗.๒๙ ล้านไร่ ในจำนวนนี้คิดเป็นสัดส่วนการเพิ่มของข้าวหอมมะลิสูงสุด ร้อยละ ๒๒.๑๘ จาก ๒๒.๙๑ ล้านไร่ ในปี ๒๕๕๘/๕๙  เป็น ๒๗.๙๙ ล้านไร่ ในปี ๒๕๕๙/๖๐ ในขณะที่สัดส่วนของการปลูกข้าวเหนียวลดลงมากที่สุด ถึงร้อยละ ๑๕.๓๙ โดยลดลงจาก ๑๗.๙๙ ล้านไร่ ในปี ๒๕๕๘/๕๙  เป็น ๑๕.๒๒ ล้านไร่ ในปี ๒๕๕๙/๖๐ โดยที่พื้นที่ปลูกข้าวนาปรังอยู่ระหว่าง ๑๖ – ๑๘ ล้านไร่ (ขึ้นกับสถานการณ์น้ำและราคารับซื้อ)     
          ในทำนองเดียวกัน สถานการณ์ความต้องการข้าวของโลก มีแนวโน้มลดลง ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา และผู้นำเข้าบางประเทศได้มีนโยบายเพิ่มการผลิตภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ จึงกดดันให้ราคาข้าวภายในประเทศลดต่ำลง ส่งผลกระทบต่อรายได้ที่เกษตรกรจะได้รับ แนวทางหนึ่งที่รัฐบาล โดยคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ให้ความเห็นชอบ คือ การลดรอบของการทำนาลง และสนับสนุนการทำนาในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม โดยในปี ๒๕๕๙/๖๐ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีเป้าหมายจะลดพื้นที่การทำนารอบที่ ๒ ในที่ที่ไม่เหมาะสมลง ๓ ล้านไร่  ซึ่งหนึ่งในมาตรการเพื่อผลักดันให้รอบของการทำนาลดลง คือ การสนับสนุนให้มีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังการทำนาปี ความน่าสนใจของการดำเนินมาตรการดังกล่าวเป็นอย่างไร ท้าทายกับความสามารถของนักวิชาการหรือไม่ โปรดติดตามได้จาก “ฉีกซอง” ฉบับนี้

ข้าวโพด-ขาดแคลน?
          ปริมาณความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของประเทศไทยในปี ๒๕๕๓/๕๔ อยู่ที่ ๔.๒๘ ล้านตัน ก่อนที่จะเพิ่มเป็น ๕.๐๔ ล้านตันในปี ๒๕๕๘/๕๙ และในปี ๒๕๕๙/๖๐ คาดว่าปริมาณความต้องการจะเพิ่มเป็นราว ๗ ล้านตัน ในขณะที่ปริมาณข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ประเทศไทยผลิตได้อยู่ที่ปีละประมาณ ๔ – ๕ ล้านตัน ดังนั้นจึงมีอุปสงค์ส่วนขาดประมาณ ๒ ล้านตัน ซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเป็นไปตามข้อตกลงขององค์การการค้าโลก ในขณะที่ปัจจุบันราคาข้าวโพดมีแนวโน้มลดต่ำลงในทุกตลาด  ทั้งนี้ การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทยแบ่งเป็นสองช่วง คือ ช่วงต้นฝน และช่วงปลายฝน พื้นที่เพาะปลูกรวมประมาณ ๗  ล้านไร่ ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ  ๖๕๐ กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่กว่าร้อยละ ๘๐ ใช้เมล็ดพันธ์ลูกผสม ส่วนอีกร้อยละ ๒๐ ใช้พันธุ์ผสมเปิด
          สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อปริมาณการผลิตและการตลาด สรุปว่า พื้นที่ที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปัจจุบันอยู่ในเขตที่เหมาะสมน้อยและเขตที่ไม่เหมาะสมราวร้อยละ ๒๑ ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด ทำให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำ และร้อยละ ๙๐ ของพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อยู่นอกเขตชลประทาน ต้องอาศัยน้ำฝน ดังนั้นหากเกิดภาวะภัยแล้งหรือฝนทิ้งช่วงย่อมกระทบกับผลผลิตได้เช่นกัน รวมถึงผลผลิตร้อยละ ๙๐ นำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ราคาผลผลิตจึงขึ้นอยู่กับความต้องการของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เป็นหลักและในช่วงเดือนสิงหาคมถึงธันวาคมเป็นช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวโพดต้นฝน หากมีการนำเข้าข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้านย่อมส่งผลกระทบต่อราคาข้าวโพดในประเทศอย่างแน่นอน รวมถึงการนำเข้าข้าวสาลีราคาถูกมาใช้ทดแทนข้าวโพดในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ก็อาจส่งผลกระทบต่อราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศด้วยเช่นกัน เพราะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศถูกใช้ในอุตสาหกรรมดังกล่าวเกือบทั้งหมด
          ประเด็นที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ โดยเฉพาะไก่เนื้อ ซึ่งใช้อาหารสัตว์ที่มีข้าวโพดเป็นองค์ประกอบ อาจประสบปัญหา IUU เช่นเดียวกับสินค้าประมง ( IUU Fishing- Illegal Unreported and Unregulated Fishing เป็นการประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไรการควบคุม หรือ เป็นการทำประมงที่ผู้ทำการประมงมีพฤติกรรมไม่เคารพกฎระเบียบการประมง  ขาดความรับผิดชอบและเอาเปรียบชาวประมงที่ทําการประมงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เช่น การทำประมงในฤดูกาลและบริเวณห้ามจับสัตว์น้ำ การใช้เครื่องมือประมงที่ผิดกฎหมาย การจับสัตว์น้ำเกินกำหนดจากที่ได้รับอนุญาต การทำประมงโดยไม่มีใบอนุญาต รวมทั้งการที่เรือประมงทำการประมงโดยอยู่นอกเหนืออำนาจการควบคุมของรัฐ เป็นต้น) เนื่องจากปฏิเสธไม่ได้ว่า พื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บางส่วนปลูกในพื้นที่สูง ลาดชัน เป็นเทือกเขาสูง และเป็นพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์  ดังนั้น เพื่อไม่ให้พื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุกคืบเข้าไปในพื้นที่สูง การส่งเสริมให้ปลูกข้าวโพดหลังนา เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่สามารถทำได้ หากเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการปลูกข้าวโพดจริง
  การวิเคราะห์พื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่นาเขตชลประทานของกรมพัฒนาที่ดินจำนวน ๓๕ จังหวัด พบว่าพื้นที่ที่เหมาะสมมาก หรือ S1 และพื้นที่มีเหมาะปานกลาง หรือ S2 รวมกัน ๘ ล้านไร่ และกรมส่งเสริมการเกษตรได้นำร่องขยายผลการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนาทดแทนการปลูกข้าวในรอบที่ ๒ ในปีการผลิต ๒๕๕๘/๕๙ พื้นที่ ๙ จังหวัด ประกอบด้วย แพร่ พะเยา เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ กำแพงเพชร ตาก พิษณุโลก พิจิตร และชัยนาท พบว่า ผลผลิตเฉลี่ยที่เกษตรกรผลิตได้อยู่ประมาณ ๙๐๐ – ๑,๐๐๐ กิโลกรัม/ไร่  กำไรสุทธิประมาณ ๒,๐๐๐ – ๔,๐๐๐ บาท/ไร่ ปัจจัยเสี่ยงที่พบ คือ เกษตรกรไม่กล้าปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการปลูกข้าว มาปลูกข้าวโพด ข้อจำกัดของดินนาที่มักจะเป็นดินเหนียว การระบายน้ำไม่ดี ไม่เหมาะสมสำหรับการปลูกข้าวโพด รวมไปถึงวิธีการเตรียมแปลง และการให้น้ำที่แตกต่างไปจากการปลูกข้าว จึงเป็นความท้าทายของนักส่งเสริมการเกษตรที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเกษตรกรได้หรือไม่

ข้าวโพดลูกผสม?
          ข้าวโพดที่ปลูกในปัจจุบันมีหลายพันธุ์ด้วยกัน ขึ้นกับวัตถุประสงค์ของการปลูก หากปลูกเพื่อใช้ต้นสดไปหมักหรือนำต้นไปเป็นอาหารสัตว์โดยตรง ต้องเป็นพันธุ์ที่มีลำต้นสูง มีการแตกกอมาก เพื่อจะได้จำนวนต้นและใบมาก ในขณะที่ข้าวโพดที่ปลูกเพื่อเอาเมล็ด จะต้องเป็นข้าวโพดที่ให้น้ำหนักเมล็ดสูง หรือ ข้าวโพดที่นำไปทำข้าวโพดฝักอ่อน หรือข้าวโพดหวานที่รับประทานฝักสด จะต้องเป็นพันธุ์ที่มีจำนวนฝักต่อต้นสูง ข้าวโพดจึงเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่มีพันธุ์ที่หลายหลาก แต่หากจะจำแนกตามลักษณะการผสมพันธุ์ อาจจำแนกได้ ๒ ประเภทหลักๆ คือ พันธุ์ลูกผสม (hybrids) และพันธุ์ผสมปล่อย หรือ พันธุ์ผสมเปิด (open-pollinated variety)
         สำหรับข้าวโพดลูกผสม (hybrids)  นิยมปลูกในประเทศที่มีการพัฒนาการเกษตรระดับสูง เนื่องจากข้าวโพดพันธุ์ลูกผสมมักมีการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้แคบ หรือเปลี่ยนแปรไปตามสิ่งแวดล้อม เช่น หากไม่ได้ใส่ปุ๋ยให้เพียงพอกับความต้องการ  ไม่มีการกำจัดวัชพืช การให้น้ำไม่พอ ข้าวโพดกลุ่มนี้จะให้ผลิตผลได้ไม่ดี นอกจากนั้น การใช้ข้าวโพดลูกผสมจะต้องซื้อเมล็ดใหม่มาปลูกทุกปี ไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ได้ เพราะจะเกิดการกลายพันธุ์ ทั้งนี้ ข้าวโพดลูกผสมอาจเป็นลูกผสมเดี่ยว (single cross) ลูกผสมคู่ (double cross) หรือลูกผสมสามทาง (three-way cross) ก็ได้ ขึ้นกับจำนวนสายพันธุ์ที่เกี่ยวข้อง ถ้าเป็นลูกผสมเดี่ยวจะมีสายพันธุ์ ๒ สายพันธุ์ (สายพันธุ์ ก x สายพันธุ์ ข) ลูกผสมคู่มี ๔ สายพันธุ์ (สายพันธุ์ ก x สายพันธุ์ ข) x (สายพันธุ์ ค x สายพันธุ์ ง) และลูกผสมสามทางมี ๓ สายพันธุ์ (สายพันธุ์ ก x สายพันธุ์ ข) x สายพันธุ์ ค ลูกผสมเดี่ยวโดยทั่วไป จะให้ผลิตผลสูงที่สุด แต่มีข้อเสียตรงที่ค่าใช้จ่ายในการผลิตเมล็ดพันธุ์สูง
             ประเภทที่ ๒ คือ พันธุ์ผสมปล่อยหรือพันธุ์ผสมเปิด (open-pollinated variety) พันธุ์ข้าวโพดชนิดนี้ หากได้รับการปรับปรุงพันธุ์อย่างดี อาจให้ผลิตผลได้ใกล้เคียงกับพันธุ์ลูกผสม ข้อดี คือ พันธุ์เหล่านี้สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่างกว้างขวาง แม้ดินฟ้าอากาศจะเปลี่ยนแปรไป ก็ยังให้ผลผลิตได้ นอกจากนั้น เกษตรกรยังสามารถเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ได้ อย่างน้อย ๒-๓ ปี หรือถ้ารู้จักคัดเลือกพันธุ์เอง อาจไม่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่อีกก็ได้ พันธุ์ข้าวโพดกลุ่มนี้แยกออกได้เป็น ๒ ชนิด คือ (๑) พันผสมรวม (composite) เป็นการรวมพันธุ์ หรือสายพันธุ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน วิธีรวมง่ายๆ ด้วยการนำเมล็ดจำนวนเท่าๆ กัน จากแต่ละพันธุ์ หรือสายพันธุ์มารวมกันเข้า แล้วนำไปปลูกในแปลงอิสระห่างไกลจากข้าวโพดพันธุ์อื่นๆ ปล่อยให้ผสมกันเองตามธรรมชาติแล้วเก็บเกี่ยวเมล็ดไว้ปลูกเป็นพันธุ์ต่อไป  ชนิดที่ (๒) พันธุ์สังเคราะห์ (synthetics) เป็นพันธุ์ที่ได้จากการรวมสายพันธุ์ที่ได้รับการทดสอบการรวมตัว (combining ability) มาแล้ว วิธีการรวมสายพันธุ์อาจทำได้เช่นเดียวกับพันธุ์ผสมรวม
            การพัฒนาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พันธุ์ลูกผสม ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ของเอกชน  โดยพันธุ์ที่เป็นของหน่วยงานราชการที่สำคัญ คือ พันธุ์นครสวรรค์ ๓ ซึ่งเป็นพันธุ์ที่กรมวิชาการเกษตรพัฒนาและปรับปรุงขึ้น โดยศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน ผ่านการรับรองพันธุ์ในปี ๒๕๕๑ เดิมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พันธุ์ดังกล่าว มีชื่อรหัส NSX492029 เป็นข้าวโพดลูกผสมเดี่ยว เกิดจากการผสมข้ามระหว่างข้าวโพดลี้ยงสัตว์สายพันธุ์แท้ตากฟ้า๑ (พันธุ์แม่) และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สายพันธุ์แท้ตากฟ้า ๓ (พันธุ์พ่อ) มีลักษณะเด่น คือ ให้ผลผลิตเฉลี่ย ๑,๑๐๖ กิโลกรัม ต่อไร่ มีความทนทานแล้งในระยะออกดอก มีความต้านทานโรคราน้ำค้างและโรคราสนิม และ เก็บเกี่ยวด้วยมือง่าย  ระยะออกดอกตัวผู้ ๕๔ วัน ระยะออกไหม ๕๕ วัน อายุเก็บเกี่ยวประมาณ ๑๑๐-๑๑๕ วัน ความสูงของฝัก ๑๑๐ เซนติเมตร ความสูงของต้น ๑๙๖ เซนติเมตร พื้นที่ที่เหมาะสำหรับปลูกข้าวโพดพันธุ์นี้ควรเป็นพื้นที่ดอน ดินมีความอุดมสมบูรณ์ มีการระบายน้ำดี สภาพดินไม่เป็นกรดหรือด่างมากเกินไป โดยสามารถปลูกได้ทั้งต้นฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน และปลายฤดูฝนระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ซึ่งจะปลูกเวลาใดควรคำนึงถึงช่วงที่ข้าวโพดออกดอก (ประมาณ ๕๐ วันหลังปลูก) ต้องมีน้ำเพียงพอและช่วงเก็บเกี่ยวไม่ควรตรงกับช่วงฝนตกชุก ทั้งนี้ก่อนปลูกเกษตรกรควรมีการเตรียมดินโดยทำการไถ ๒ ครั้ง ระยะห่างกันประมาณ ๑ สัปดาห์ ครั้งแรกไถดะ (ผาล๓) และครั้งที่ ๒ เป็นการไถพรวน (ผาล ๗) สำหรับการปลูก ระยะห่างระหว่างแถวประมาณ ๗๕เซนติเมตร ระหว่างหลุม ๒๐ – ๒๕ เซนติเมตร หลุมละ ๑ ต้น ใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ ๓ กิโลกรัม/ไร่ ส่วนการใส่ปุ๋ยควรใส่ตามค่าวิเคราะห์ดินประมาณ ๑-๒ ครั้ง ขึ้นอยู่กับชนิดของดินแต่ละพื้นที่ เกษตรกรอาจใส่ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนลงได้ ทั้งนี้ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมนครสวรรค์๓ เป็นพันธุ์ข้าวโพดลูกผสม ไม่แนะนำให้เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ทำพันธุ์ปลูกในรุ่นต่อไป

ข้าวโพดหลังนา ?
          การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของชาวนาให้มาเป็นชาวไร่ มิใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ ประเด็นของข้าวโพดหลังนาที่ควรระมัดระวัง คือ คุณสมบัติของดิน ซึ่งต้องไม่ใช่ดินเหนียวจัด มีปริมาณเพียงพอโดยเฉพาะในช่วงออกดอก การจัดการน้ำที่เหมาะสม อีกทั้งช่วงการออกดอกที่ต้องไม่กระทบหนาวจนเกินไป ซึ่งจะส่งผลให้ออกดอกช้ากว่าปกติ และต้องไม่ร้อนจนเกินไปจนกระทั่งข้าวโพดไม่สามารถผสมเกสรได้  รวมไปถึงช่วงการเก็บเกี่ยวที่ต้องไม่กระทบฝน ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพของเมล็ดหากมีความชื้นสูง การปฏิบัติดูแลระหว่างการปลูกข้าวและการปลูกข้าวโพดก็แตกต่างกัน ความคุ้นเคยที่มีมายาวนานกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ๆ จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายไม่น้อย การสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเปลี่ยนพฤติกรรม เป็นอีกแนวทางหนึ่ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่เขตชลประทานที่มีศักยภาพใน ๓๕ จังหวัด พื้นที่เป้าหมายรวม  ๒ ล้านไร่ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้มีโอกาสในการเรียนรู้ และมีประสบการณ์ในการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แทนการทำนาข้าวรอบ ๒ ควบคู่กับการตลาดร่วมกับภาคเอกชนในการสร้างความมั่นใจในการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกร โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๕๙ – มิถุนายน ๒๕๖๐
      พื้นที่เป้าหมาย ๓๕ จังหวัด เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ และเหมาะสมกับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนาในเขตชลประทาน หรือแหล่งธรรมชาติ หรือแหล่งน้ำอื่นๆ ที่มีน้ำเพียงพอตลอดฤดูปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (500 – 700 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่) แบ่งเป็น ภาคเหนือ ๑๓ จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ตาก นครสวรรค์ พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ สุโขทัย อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๗ จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ อุดรธานี และอุบลราชธานี ภาคกลาง ๘ จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี และอ่างทอง ภาคตะวันออก ๓ จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา นครนายก และปราจีนบุรี และภาคตะวันตก ๔ จังหวัด ได้แก่ นครปฐม เพชรบุรี ราชบุรี และสุพรรณบุรี
       คุณสมบัติของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ต้องมีสัญชาติไทย และบรรลุนิติภาวะแล้ว เป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเป็นหัวหน้าครัวเรือนในทะเบียนเกษตรกร (ทบก.01) ของกรมส่งเสริมการเกษตร ก่อน วันที่ 1 พฤษภาคม 2559และต้องเคยปลูกข้าวนาปรังอย่างน้อย 1 ปี ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา(ปี 2555/56 - 2558/59)  พื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้งเกษตรกรต้องมีบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารเพื่อเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส. ) หากไม่มีต้องขอเปิดบัญชีกับ ธ.ก.ส. เพื่อประโยชน์ในการรับเงินตามโครงการหลังจากได้รับสิทธิ์ และการตรวจสอบเสร็จสิ้นสมบูรณ์ว่าถูกต้องตามหลักเกณฑ์การปลูกข้าวโพดในโครงการฯ ต้องใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พันธุ์ลูกผสมของภาคเอกชนหรือของทางราชการที่ได้ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืชกับกรมวิชาการเกษตร และเป็นสมาชิกของสมาคมผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ฯ โดยภาคเอกชนผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ดังกล่าวต้องตกลงให้ความร่วมมือสนับสนุนการอบรมถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรในการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ถูกต้องเหมาะสมกับพันธุ์ของตนเองร่วมกับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรตลอดจนติดตามให้คำแนะนำเกษตรกรอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลาการปลูก เพื่อให้การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต่อพื้นที่ของเกษตรกรได้กำไรสูงสุดใกล้เคียงกับศักยภาพของพันธุ์ และเกษตรกรต้องไม่เผาตอซัง หรือฟางข้าว ก่อนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 
            กรมส่งเสริมการเกษตรจะรับสมัครเกษตรกรผู้มีความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการตามเงื่อนไข แล้วส่งรายชื่อเกษตรกรผู้สมัครเข้าร่วมโครงการให้ ธ.ก.ส. พิจารณาคุณสมบัติการให้สินเชื่อตามหลักเกณฑ์ข้อกำหนดของธนาคารฯ จากนั้นธนาคารฯจะประกาศรายชื่อเกษตรกรที่ผ่านการพิจารณาให้เกษตรกรทราบ เพื่อดำเนินการขอสินเชื่อตามระเบียบปฏิบัติของธนาคารฯ เพื่อนำไปจัดซื้อปัจจัยการผลิต ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมตามเงื่อนไขโครงการ ปุ๋ยเคมี การปรับปรุงพื้นที่ ตลอดจนการวางระบบน้ำหรือขุดบ่อสำรองน้ำในพื้นที่เพาะปลูกและกิจกรรมอื่นๆ  ในการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามความต้องการของเกษตรกร และธนาคารฯ จะแจ้งรายชื่อเกษตรกรที่ผ่านหลักเกณฑ์และเข้าสมัครร่วมโครงการโดยสมบูรณ์แล้ว ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบเพื่อกำหนดแผนการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประสานแผนการดำเนินการร่วมกัน เพื่อให้การดำเนินงานตามโครงการดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยธนาคารฯ จะพิจารณาสนับสนุนสินเชื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แก่เกษตรกรไร่ละ 4,000 บาท ผ่านบัญชีธนาคารฯของเกษตรกรลูกค้าที่เข้าร่วมโครงการ โดยแบ่งจ่ายเป็น 3 งวด กล่าวคือ งวดที่ 1  จำนวน 1,800 บาทต่อไร่ สำหรับเป็นค่าเตรียมดิน ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ยเคมีรองพื้น และค่าสารเคมีคุมวัชพืช งวดที่ 2  จำนวน 1,200 บาทต่อไร่ สำหรับเป็นค่าปุ๋ยเคมีครั้งที่ 2 (ปุ๋ยแต่งหน้า) และค่าดูแลรักษา และงวดที่ 3 จำนวน 1,000 บาทต่อไร่ สำหรับเป็นค่าเก็บเกี่ยว ทั้งนี้ การพิจารณาให้สินเชื่อในแต่ละงวดจะพิจารณาว่าเกษตรกรนำสินเชื่อที่ได้ไปใช้เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามคำแนะนำทางวิชาการหรือไม่ หากเกษตรกรไม่นำสินเชื่อไปใช้ตามวัตถุประสงค์ อาจจะไม่ได้รับสินเชื่อในงวดต่อไป ซึ่งจะมีการติดตามจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินผลการปฏิบัติของเกษตรกรอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการ กำหนดระยะเวลาการจ่ายเงินกู้ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 และสิ้นสุดการจ่ายเงินกู้ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2560 คิดดอกเบี้ยในอัตรา MRR (ปัจจุบันเท่ากับร้อยละ 7 ต่อปี) โดยเรียกเก็บจากเกษตรกรในอัตราร้อยละ 4 ต่อปี และรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ ธ.ก.ส. ในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ตลอดระยะเวลาโครงการ กำหนดชำระคืนหนี้เงินกู้แล้วเสร็จไม่เกิน 6 เดือน นับแต่วันจัดทำหนังสือกู้เงิน และให้ ธ.ก.ส. แยกบัญชีออกจากการดำเนินงานปกติเป็นการดำเนินงานตามนโยบายรัฐ (Public Service Account: PSA) เพื่อขอรับการชดเชยความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตจากรัฐบาล วงเงินกู้ สำหรับโครงการนี้กำหนดไว้ที่ ๘,๐๐๐ ล้านบาท
               สำหรับการรับซื้อผลผลิตและการจ่ายเงินให้เกษตรกร ภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการฯจะรับซื้อผลผลิตโดยผ่านสหกรณ์การเกษตรเพื่อตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. (สกต.) หรือสหกรณ์การเกษตร หรือเครือข่ายของภาคเอกชนที่มีอยู่ในท้องถิ่น ซึ่งเป็นผู้รวบรวมผลผลิตและดูแลระบบการรับซื้อให้เป็นไปตามเงื่อนไข โดยรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ชนิดเมล็ดกิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 8 บาท ในมาตรฐานคุณภาพข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ ข้าวโพดเบอร์ 2 ความชื้นไม่เกิน 14.5 เปอร์เซ็นต์ ณ หน้าโรงงานอาหารสัตว์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลของภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการลดทอนตามชั้นคุณภาพ และระยะทางอย่างเป็นธรรมแก่เกษตรกร ทั้งนี้ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ กำหนดมาตรฐานคุณภาพข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไว้ดังนี้ ความชื้นไม่เกิน 14.5  เปอร์เซ็นต์  เมล็ดเสียไม่เกิน 4 เปอร์เซ็นต์ เมล็ดไม่สมบูรณ์ไม่เกิน 8 เปอร์เซ็นต์ สิ่งเจือปนไม่เกิน 1 เปอร์เซ็นต์ และอะฟลาทอกซินไม่เกิน 20 ppb.
          สำหรับภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ จะประกาศจุดรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการให้เกษตรกรทราบล่วงหน้า ส่วนการบริหารจัดการหนี้สิ้นให้เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติของธนาคารฯ โดยหลังจากเกษตรกรจำหน่ายผลผลิต ณ จุดรับซื้อที่บริหารโดยภาคเอกชนที่ร่วมโครงการแล้ว ธนาคารจะหักหนี้สิ้นพร้อมดอกเบี้ยที่เกิดจากโครงการ และจ่ายเงินส่วนที่เหลือเข้าบัญชีของเกษตรโดยตรง และ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน จะร่วมกันประเมินผลโครงการ สรุปบทเรียนร่วมกับเกษตรกร เพื่อให้ทราบปัญหาอุปสรรค นำไปใช้ในพัฒนาการดำเนินงานในทุกมิติ
        ผลสำเร็จของโครงการฯ จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีการอบรมและถ่ายทอดความรู้ เนื่องจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชใหม่ของเกษตรกรที่ทำนาปลูกข้าวมาโดยตลอด จึงได้กำหนดวิธีการอบรมและถ่ายทอดความรู้ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจัดทำเอกสารทางวิชาการการ ตลอดจนสื่อถ่ายทอดความรู้การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนาให้แก่นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล เพื่อนำไปอบรมเกษตรกร และอบรมเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อเตรียมความพร้อมในการถ่ายทอดความรู้การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แก่เกษตรกร โดย กรมวิชาการเกษตร และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงจัดอบรมให้ความรู้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ โดยบริษัทผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เกษตรกรในพื้นที่มีความต้องการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังมีการอบรมถ่ายทอดความรู้เรื่องวิทยาการการบริหารจัดการผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีคุณภาพตามความต้องการของภาคเอกชน โดยบริษัทผู้รับซื้อผลผลิตให้แก่เจ้าหน้าที่สหกรณ์การเกษตรเพื่อตลาดลูกค้าธ.ก.ส. (สกต.) ตัวแทนผู้รับซื้อผลผลิตของโครงการตามความจำเป็น ตลอดจนต้องเร่งรัดให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในเดือนธันวาคมซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการปลูกข้าวโพดเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพตามศักยภาพพันธุ์ และต้นทุนการผลิตต่ำ รวมทั้งร่วมกันจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังการทำนา เพื่อประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรนอกโครงการได้เรียนรู้วิธีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังการทำนาที่ถูกต้อง ตลอดจนผลตอบแทนเปรียบเทียบระหว่างระบบการปลูกพืชแบบ ข้าว - ข้าว กับ ข้าว- ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อขยายผลการพัฒนาระบบการปลูกข้าวตามด้วยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างยั่งยืน


         
      ความคาดหวังในการนำความรู้ที่ผ่านการศึกษาวิจัยมาอย่างดีแล้ว ถ่ายทอดสู่เกษตรกรผู้เป็นเป้าหมายของการพัฒนาจะสำเร็จ เป็นจริงหรือไม่ เป็นอีกความท้าทายหนึ่งของนักวิชาการเกษตร และเป็นความท้าทายของนักส่งเสริมการเกษตรด้วยเช่นกัน คงต้องมาติดตามกันว่าระบบการปลูกพืชของเกษตรกรในพื้นที่เป้าหมาย จะปรับเปลี่ยนมาเป็น ข้าว-ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ได้มากน้อยเพียงใด เป็นกำลังใจให้ผู้กล้าท้าทายทุกท่าน

(ขอบคุณ : สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน กรมวิชาการเกษตร สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร / ข้อมูล)

หมายเหตุ : ต้นฉบับคอลัมน์ ฉีกซอง ในจดหมายข่าวผลิใบฯ ก้าวใหม่งานวิจัยการเกษตร กรมวิชากาการเกษตร ประจำเดือนพฤศจิกายน 2559