วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

สารเคมีทางการเกษตรคือวัตถุอันตราย?

Cr:http://www.cueid.org/content/view/8876/1

         ก่อนอื่นขอถือโอกาสนี้สวัสดีปีใหม่ท่านผู้อ่านทุกท่าน ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสากลโลก จงดลบันดาลให้ทุกท่านมีสุขภาพกายใจที่แข็งแรง สะสมพลัง สะสมความดี และมีความปรารถนาดีให้แก่กันตลอดไป สังคมจะมีคุณภาพ คงต้องเริ่มจากการสร้างคนซึ่งเป็นหน่วยย่อยของสังคมให้มีคุณภาพเสียก่อน และคงจะเริ่มจากที่ใครไม่ได้ ถ้าไม่เริ่มที่ตัวของเราเอง
          เมื่อกล่าวถึงเรื่องคุณภาพ สิ่งที่เป็นกังวลอยู่ในปัจจุบันคือปัญหาเรื่องคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาจากสารเคมีตกค้างทั้งในสิ่งแวดล้อมและในอาหารที่รับประทานเข้าไป อันจะส่งผลต่อปัญหาสุขภาพที่ตามมา และสารเคมีทางการเกษตรก็ได้ตกเป็นจำเลยของสังคมมาโดยตลอด ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว มีการวิจารณ์และออกมาให้ข้อมูลอย่างกว้างขวางต่อสาธารณะจากฝ่ายที่เห็นว่าพิษของสารเคมีทางการเกษตร เป็นอันตรายรุนแรงต่อสุขภาพของประชาชน และมีผลตกค้างในสิ่งแวดล้อม สารเคมีทางการเกษตรบางชนิดถึงเวลาที่จะต้องยกเลิกการอนุญาตให้ใช้ภายในประเทศกันเลยทีเดียว จนเกิดกระแสต่อต้านขึ้นในสังคม ในขณะที่บางกระแสก็ให้ความเห็นต่างออกไป โดยยังเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องใช้สารเคมีดังกล่าว ประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ ที่ยืนอยู่ตรงกลาง ได้แต่หันมองกันเลิ่กลั่ก ไม่ทราบว่าจะเชื่อฝั่งไหนดี 
          “ฉีกซอง” ฉบับต้นปี 2561 จึงขอนำท่านผู้อ่านติดตามและทำความเข้าใจต่อสถานการณ์ของสารเคมีทางการเกษตรที่เขาเรียกกันว่า “วัตถุอันตรายทางการเกษตร” เป็นอย่างไร โปรดติดตาม

วัตถุอันตราย?
          การควบคุมวัตถุอันตรายทางการเกษตร อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติวัตถุวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติฉบับนี้บัญญัติขึ้นเพื่อสนองตอบต่อการควบคุมวัตถุอันตรายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีการนำวัตถุอันตรายมาใช้ในกิจการประเภทต่างๆ เป็นจำนวนมาก และวัตถุอันตรายบางชนิดก่อให้เกิดอันตรายอย่างร้ายแรงแก่มนุษย์ สัตว์ พืช ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อมได้ แม้ว่าเดิมจะมีกฎหมายที่ใช้ควบคุมวัตถุที่ก่อให้เกิดอันตรายอยู่บ้างก็ตาม   แต่กฎหมายที่มีก่อนหน้านั้นมีด้วยกันหลายฉบับ  ต่างยุคต่างสมัย ทำให้บทบัญญัติแตกต่างกันรวมทั้งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของหลายหน่วยงาน และยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ จึงได้มีการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยวัตถุมีพิษ โดยขยายขอบเขตให้ครอบคลุม วัตถุอันตรายทุกชนิด  และกำหนดวิธีการควบคุมให้เหมาะสมมากขึ้น  พร้อมทั้งจัดระบบบริหารให้มีการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยพระราชบัญญัติฉบับนี้ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2535 และมีกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นผู้รับผิดชอบหลัก
          วัตถุอันตราย   ตามความหมายในพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 หมายถึง   วัตถุที่มีคุณลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้ วัตถุระเบิดได้ วัตถุไวไฟ วัตถุออกซิไดซ์และวัตถุเปอร์ออกไซด์ วัตถุมีพิษ วัตถุที่ทำให้เกิดโรค  วัตถุกัมมันตรังสี  วัตถุที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม วัตถุกัดกร่อน วัตถุที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง และวัตถุอย่างอื่นไม่ว่าจะเป็นเคมีภัณฑ์ หรือสิ่งอื่นใดที่อาจทำให้เกิดอันตรายแก่บุคคล สัตว์ พืช ทรัพย์ และสิ่งแวดล้อม
           สำหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมวัตถุอันตรายที่ใช้ทางการเกษตร ประกอบด้วย สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช  ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ควบคุมการเจริญเติบโตของพืช  และวัตถุอันตรายที่ใช้ในการประมง   ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กำหนดให้สามารถควบคุมวัตถุอันตรายดังกล่าวได้ตามความจำเป็น โดยจำแนกวัตถุอันตรายออกเป็น 4  ชนิด กล่าวคือ วัตถุอันตรายชนิดที่ 1   หมายถึง วัตถุอันตรายที่การผลิต  การนำเข้า  การส่งออก  หรือการมีไว้ในครอบครองต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด ซึ่งกำกับดูแลโดยผู้ประกอบการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่วางไว้ โดยไม่ต้องขออนุญาตและแจ้งการประกอบกิจการล่วงหน้า โดยวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรรับผิดชอบในปัจจุบันไม่มีการจัดไว้ในกลุ่มดังกล่าว
ส่วนวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 หมายถึง วัตถุอันตรายที่การผลิต การนำเข้า การส่งออก หรือการมีไว้ในครอบครองต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบก่อนและต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด  โดยต้องแจ้งประกอบกิจการล่วงหน้าและต้องขอขึ้นทะเบียน แต่ไม่ต้องขออนุญาตประกอบกิจการ ซึ่งมีการควบคุมมากกว่าชนิดที่ 1 โดยในกลุ่มนี้มีวัตถุอันตรายทางการเกษตร ได้แก่ BT , NPV , สารสกัดจากสะเดา ไส้เดือนฝอยที่ใช้กำจัดแมลง และ White Oil เป็นต้น
           สำหรับวัตถุอันตรายชนิดที่ 3  หมายถึง วัตถุอันตรายที่การผลิต การนำเข้า การส่งออก   หรือการมีไว้ในครอบครองต้องได้รับใบอนุญาต ควบคุมโดยการขึ้นทะเบียนและขออนุญาตประกอบกิจการตามลักษณะ ได้แก่ การนำเข้า การส่งออก การผลิต การมีไว้ในครอบครอง ซึ่งหมายถึงมีไว้เพื่อขาย การเก็บรักษา การใช้และการรับจ้าง  ซึ่งสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ใช้ในประเทศไทยส่วนใหญ่จะจัดอยู่ในกลุ่มดังกล่าว
          ในขณะที่ วัตถุอันตรายชนิดที่ 4   หมายถึง วัตถุอันตรายที่ห้ามมิให้มีการผลิต  การนำเข้า การส่งออก  หรือการมีไว้ในครอบครอง  ควบคุมโดยการห้ามประกอบกิจการใดๆ ได้แก่ สารซึ่งเป็นอันตรายและห้ามใช้  สำหรับในส่วนที่กรมวิชาการเกษตรรับผิดชอบ ได้ประกาศให้สารเคมีทางการเกษตรเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4  จำนวนทั้งสิ้น 98 รายการ
          ระบบการควบคุมวัตถุอันตรายตามนัยแห่งพระราชบัญญัติฉบับนี้  แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ  คือ การควบคุมด้วยการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย  การควบคุมด้วยการอนุญาต ซึ่งผู้ที่ได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนแล้ว  ต้องขออนุญาตในการนำเข้า ส่งออก ผลิต  และมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ 3  และการควบคุมหลังการขึ้นทะเบียนและการอนุญาต ซึ่งเป็นการกำกับดูแลให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกประกาศกําหนดให้สารป้องกันกําจัดศัตรูพืชทุกชนิดเป็นวัตถุอันตรายทางการเกษตรชนิดที่ 2,  3 และ4 ที่ต้องกํากับดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งการผลิตหรือการนําเข้าซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่2 หรือ3 จะต้องนํามาขึ้นทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนและเมื่อได้รับใบสําคัญการขึ้นทะเบียนแล้วจึงจะผลิตหรือนําเข้าได้ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกประกาศกระทรวงกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ขั้นตอนในการดําเนินการขึ้นทะเบียนไว้คือ ผู้ผลิตหรือผู้นําเข้าต้องยื่นคําขอขึ้นทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร แบ่งออกเป็น3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่1 การทดลองเบื้องต้นเพื่อทราบประสิทธิภาพและข้อมูลพิษเฉียบพลัน ขั้นตอนที่2 การทดลองชั่วคราวเพื่อสาธิตการใช้และข้อมูลพิษระยะปานกลาง  และขั้นตอนที่3 การประเมินผลขั้นสุดท้ายเพื่อรับการขึ้นทะเบียนโดยพนักงานเจ้าหน้าที่จะประเมินผลการทดลองความปลอดภัยต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมเพียงพอต่อการใช้ ซึ่งรวมทั้งพิษเรื้อรังระยะยาว(2 ปี) ต่อสัตว์ทดลอง



คณะกรรมการ ?
องค์ประกอบของคณะกรรมการวัตถุอันตรายในพระราชบัญญัติดังกล่าวประกอบด้วย ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานกรรมการ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ   อธิบดีกรมการขนส่งทางบก   อธิบดีกรมการค้าภายใน   อธิบดีกรมการแพทย์   อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ   อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน   อธิบดีกรมประมง  อธิบดีกรมปศุสัตว์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร  เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ  เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม  ผู้แทนกระทรวงกลาโหม  ผู้แทนกระทรวงคมนาคม ผู้แทนสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งไม่เกินสิบคนเป็นกรรมการ และอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมเป็นกรรมการและเลขานุการ   และผู้แทนกรมธุรกิจพลังงาน  ผู้แทนกรมโรงงานอุตสาหกรรม   ผู้แทนกรมวิชาการเกษตร   ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา  และผู้แทนสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเป็นเลขานุการ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งต้องเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ มีผลงานและประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาเคมี  วิทยาศาสตร์  วิศวกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ หรือกฎหมาย และอย่างน้อยห้าคนในแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นตัวแทนขององค์การสาธารณประโยชน์และมีประสบการณ์ การดำเนินการคุ้มครองสุขอนามัย ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ด้านการเกษตรกรรมยั่งยืน ด้านการจัดการปัญหาวัตถุอันตรายในท้องถิ่น หรือด้านสิ่งแวดล้อม  ซึ่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าวมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสามปี   และเมื่อกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันไม่ได้
          คณะกรรมการวัตถุอันตรายดังกล่าว ทำหน้าที่ในการกำหนดปริมาณองค์ประกอบ คุณสมบัติ  และสิ่งเจือปน ภาชนะบรรจุ วิธีตรวจและทดสอบภาชนะ  ฉลาก การผลิต  การนำเข้า  การส่งออก  การขาย  การขนส่ง  การเก็บรักษา  การกำจัด การทำลาย การปฏิบัติกับภาชนะของวัตถุอันตราย  การให้แจ้งข้อเท็จจริง  การให้ส่งตัวอย่าง  หรือการอื่นใดเกี่ยวกับวัตถุอันตรายเพื่อควบคุม ป้องกัน บรรเทา หรือระงับอันตรายที่จะเกิดแก่บุคคล  สัตว์  พืช  ทรัพย์  หรือสิ่งแวดล้อม  โดยคำนึงถึงสนธิสัญญาและข้อผูกพันระหว่างประเทศประกอบด้วย  รวมทั้งกำหนดให้มีการดำเนินการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับวัตถุอันตราย และให้มีการประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม  สุขภาพอนามัย  ชีวิต  หรือทรัพย์สิน ซึ่งเกิดจากการประกอบกิจการ  และกำหนดให้มีผู้เชี่ยวชาญหรือบุคลากรเฉพาะรับผิดชอบในการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่กล่าวมาข้างต้น   ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหรือบุคลากรเฉพาะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบกำหนดโดยความเห็นของคณะกรรมการที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตลอดจนต้องรับผิดชอบกรณีเกิดปัญหาขึ้น  เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับเหตุการณ์ดังกล่าว การกำหนดให้มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาให้คำแนะนำและควบคุมการประกอบกิจการวัตถุอันตราย  รวมทั้งการประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม สุขอนามัย ชีวิต หรือทรัพย์สินจากการประกอบกิจการดังกล่าว ได้ให้สํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มีอํานาจหน้าที่ตามมาตรา 51 ควบคุมโฆษณาวัตถุอันตรายทางการเกษตรให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคด้วย
กล่าวโดยสรุปแล้วมาตรการควบคุมวัตถุอันตรายทางการเกษตรของกรมวิชาการเกษตร ประกอบด้วย การขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย เพื่อเลือกใช้วัตถุอันตรายที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย โดยใบอนุญาตขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย มีอายุ 6 ปี กำหนดให้มีการขออนุญาตประกอบกิจการ เพื่อควบคุมการผลิต การนำเข้า การส่งออก และการมีไว้ในครอบครอง  และการควบคุมหลักการได้รับการขึ้นทะเบียนและการอนุญาต ได้แก่ การควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และการดำเนินคดีต่อผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย
          ภายใต้คณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมารองรับการปฏิบัติงานตามกฎหมายหลายคณะด้วยกัน แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวัตถุอันตรายทางการเกษตร มีคณะอนุกรรมการที่สำคัญ 3 คณะ คือ คณะอนุกรรมการพิจารณาข้อมูลและกลั่นกรองความเป็นอันตรายของวัตถุอันตรายชนิดต่างๆ     คณะอนุกรรมการพิจารณายกร่างกฎกระทรวงและประกาศกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร โดยที่คณะอนุกรรมการแต่ละคณะสามารถตั้งคณะทำงานมารองรับการปฏิบัติงานในแต่ละด้านได้ด้วย
          สำหรับคณะอนุกรรมการพิจารณาข้อมูลและกลั่นกรองความเป็นอันตรายของวัตถุอันตรายชนิดต่างๆ  เป็นคณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายแต่งตั้งขึ้นเพื่อให้ทำหน้าที่เสนอความเห็น และปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์วิธีการเกี่ยวกับการจัดประเภทและชนิดของวัตถุอันตรายต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย            พิจารณา ศึกษา  ทบทวนความเป็นอันตรายของสารต่างๆ  ที่จะประกาศ ระบุชื่อ ชนิด เป็นวัตถุอันตราย รวมทั้งหน่วยงานผู้รับผิดชอบ เช่น ประเมินค่าข้อมูลด้านพิษวิทยาและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้นรวมทั้งให้คำปรึกษาแก่คณะกรรมการวัตถุอันตรายเกี่ยวกับความเป็นอันตรายของวัตถุอันตรายชนิดต่างๆ และปฏิบัติงานอื่นใดตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมอบหมาย
ส่วนคณะอนุกรรมการพิจารณาร่างกฎกระทรวงและประกาศกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535  มีหน้าที่ยกร่างกฎกระทรวงและประกาศกระทรวง ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 พิจารณากลั่นกรองและให้ความเห็นเกี่ยวกับร่างกฎกระทรวงหรือประกาศกระทรวงที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบเสนอต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย ตลอดจนใหัความเห็นเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายและปฏิบัติการอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการวัตถุนตรายมอบหมาย
คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร มีหน้าที่เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการอันจำเป็น  ตลอดจนขั้นตอนในการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร พิจารณาแผนการทดลองเกี่ยวกับวัตถุอันตรายทางการเกษตร  ติดตามดูแลผลการทดลองการประเมินผล และรับรองผลการทดลองของผู้ประสงค์จะขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร ตลอดจน           พิจารณาความถูกต้องของฉลากวัตถุอันตรายที่ใช้ในทางการเกษตร ให้ความเห็นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายที่ใช้ในทางการเกษตร   เสนอความเห็นเกี่ยวกับการเพิกถอนทะเบียนวัตถุอันตรายที่มีปัญหาภายหลังการพิจารณารับขึ้นทะเบียนแล้ว รวมทั้งการห้ามให้ และปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายกำหนด ทั้งนี้ยังให้คณะอนุกรรมการชุดดังกล่าว สามารถแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งตามความจำเป็นโดยได้แต่งตั้งคณะทำงาน 3 คณะ คือ  คณะทำงานเพื่อประเมินเอกสารข้อมูลพิษวิทยาและพิษตกค้างของวัตถุอันตรายทางการเกษตรเพื่อการขึ้นทะเบียน  มีผู้อำนวยการกองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร (กปฝ.) เป็นประธานคณะทำงาน และผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัตถุมีพิษการเกษตร เป็นเลขานุการ คณะทำงานเพื่อพิจารณาชีวภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ธรรมชาติจากพืชที่ใช้ควบคุมศัตรูพืช มีผู้อำนวยการสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร (สคว.) เป็นประธาน และ นักวิชาการชำนาญการพิเศษ กลุ่มควบคุมวัตถุอันตราย  เป็นเลขานุการ คณะทำงานชุดสุดท้าย คือ คณะทำงานดำเนินการเกี่ยวกับวัตถุอันตรายที่ต้องเฝ้าระวัง  ซึ่งมีอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธาน และนักวิชาการชำนาญการพิเศษ กลุ่มควบคุมวัตถุอันตราย สคว. เป็นเลขานุการ
ส่วนคณะทำงานดำเนินการเกี่ยวกับวัตถุอันตรายที่เฝ้าระวัง มีหน้าที่ศึกษา ติดตาม และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นพิษ พิษตกค้าง และผลกระทบจากการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ขึ้นทะเบียนแล้ว เสนอชื่อวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ควรจัดเข้าอยู่ในรายการเฝ้าระวังการใช้ กำหนดระยะเวลาการเฝ้าระวังการใช้ กำหนดเรื่องเกี่ยวกับวัตถุอันตรายและผลกระทบที่ต้องเฝ้าระวัง รวมทั้งเสนอผู้รับผิดชอบในการรวบรวมข้อมูลหรือศึกษาวิจัย ประเมินความเป็นอันตรายและผลกระทบภายหลังจากการเฝ้าระวัง เพื่อเสนอห้ามใช้หรือจำกัดการใช้ต่อคณะอนุกรรมการฯ และปฏิบัติงานอื่นที่คณะอนุกรรมการฯ มอบหมาย
 Image may contain: one or more people, people standing, child and outdoor
Cr FB ศูนยืวิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี

สารเคมีทางการเกษตร?
          จากข้อมูลของสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร พบว่า สัดส่วนการนำเข้าสารสำคัญ (active ingredient) ของวัตถุอันตรายทางการเกษตร ลำดับ 1 คือ กลุ่มของสารกำจัดวัชพืช ซึ่งพาราควอต (Paraquat dichloride) และไกลโฟเซต (Glyphosate-isopropylammonium) สารที่กำลังอยู่ในกระแสจัดเป็นสารกลุ่มดังกล่าวด้วย มีสัดส่วนการนำเข้าเมื่อเทียบกับสารประเภทอื่นระหว่างปี 2557-2560 สูงถึงร้อยละ 81.44 ,81.57,79.94 และ 77.74 ตามลำดับ รองลงมาคือ กลุ่มของสารป้องกันและกำจัดโรคพืช มีสัดส่วนการนำเข้าระหว่างปี 2557-2560 คิดเป็นร้อยละ 8.44 , 8.91 , 9.43 และ 11.78  ตามลำดับ ลำดับที่ 3 คือ กลุ่มของสารกำจัดแมลง ซึ่งคลอร์ไพรีฟอส (Chlorpyrifos) สารที่อยู่ในกระแสเช่นกัน จัดอยู่ในกลุ่มดังกล่าว โดยมีสัดส่วนการนำเข้าสารกลุ่มนี้ระหว่างปี 2557-2560 คิดเป็นร้อยละ 7.56, 6.82,8.11 และ 8.21 ตามลำดับ ในขณะที่สัดส่วนการนำเข้าสารชีวภัณฑ์เพื่อกำจัดศัตรูพืช (Microbial Pesticides) ในช่วงเวลาเดียวกัน คิดเป็นร้อยละ 0.13, 0.11 , 0.16 และ 0.11 ของการนำเข้าสาระสำคัญทั้งหมด ตามลำดับ
          ประเด็นที่สนใจประเด็นหนึ่ง คือ คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ได้เสนอแนวทางการลด ละ เลิก การใช้พาราควอต คลอร์ไพรีฟอส และไกลโฟเซต ซึ่งได้เสนอกรอบในการดำเนินการของสารแต่ละชนิด กล่าวคือ พาราควอต กำหนดแผนการยกเลิกการใช้ในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 โดยกำหนดปริมาณการนำเข้า การเฝ้าระวังการตกค้างในผลผลิตและสิ่งแวดล้อม และการให้ผู้นำเข้ารายงานปริมาณการนำเข้า ปริมาณการขาย และปริมาณคงค้าง เช่นเดียวกับแผนการยกเลิกการใช้คลอร์ไพรีฟอส ซึ่งกำหนดกรอบการดำเนินการเช่นเดียวกับพาราควอต ส่วนไกลโฟเซตยังไม่ได้กำหนดแผนการยกเลิกการใช้ที่แน่นอน แต่ได้เสนอแนวทางให้จำกัดพื้นที่การใช้ กำหนดปริมาณการนำเข้า ระบบการแจ้งพื้นที่ที่นำไปจำหน่าย กำหนดกลไกในการควบคุมผู้ใช้งาน ปรับปรุงฉลากให้ระบุพื้นที่ห้ามใช้ และการควบคุมการโฆษณา

          ผลจากการแสดงท่าทีต่อสารเคมีทางการเกษตรทั้ง 3 ชนิดก่อให้เกิดผลกระทบที่ตามมา คือ ผู้นำเข้าเร่งนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรกลุ่มดังกล่าวเข้ามาในประเทศ โดยเมื่อพิจารณาจากสถิติการนำเข้าสารสำคัญ พบว่าในกลุ่มของสารกำจัดวัชพืช ซึ่งพาราควอตและไกลโฟเซตอยู่ในกลุ่มดังกล่าว ปริมาณการนำเข้าในปี 2560 พุ่งสูงถึง 79,391 ตัน ในขณะที่ปี 2559 ปริมาณการนำเข้าอยู่ที่ 67,456 ตัน เพิ่มขึ้น 11,935 ตัน หรือ คิดเป็นร้อยละ 17.69 ของปี 2559 เช่นเดียวกับกลุ่มสารป้องกันและกำจัดโรคพืช พบว่าในปี 2559 มีการนำเข้าสารสำคัญในกลุ่มนี้ 7,958 ตัน แต่ในปี 2560 ปริมาณการนำเข้าเพิ่มเป็น 12,029 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 4,071 ตัน คิดเป็นร้อยละ 51.16 ของปีก่อน โดยที่สภาพการระบาดของโรคพืชไม่ได้แตกต่างจากปีก่อนๆ เท่าใดนัก จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรติดตามอย่างใกล้ชิดในปีใหม่นี้
          สำหรับพาราควอต ถูกค้นพบในปี พ.ศ. 2498 เป็นสารกำจัดวัชพืชในกลุ่ม bipyridinium หรือ bipyriddilium โครงสร้างที่เป็นประจุบวกจะมีน้ำหนักโมเลกุล 186.261 กรัม/โมเลกุล และหากอยู่รูปของเกลือไดคลอไรด์ จะมีน้ำหนักโมเลกุล 257.16 กรัม/โมเลกุล เป็นสารที่ไม่ระเหย มีค่าความดันไอ 1x104 Pa ละลายน้ำได้ดีมาก 620,000 มิลลิกรัม/ลิตร ที่ 25 องศาเซลเซียล ไม่ละลายใน ethanol แต่สามารถละลายใน acetone ได้เล็กน้อย สามารถสลายตัวด้วยแสง UV และจุลินทรีย์ในดิน ไม่มีการเคลื่อนย้ายในพืช และไม่สามารถซึมเข้าสู่รากพืชได้  ในสภาพที่มีแดดจัดพาราควอตจะสลายตัวร้อยละ 50 ภายใน 34-46 วัน  สารที่เกิดจากการสลายตัว คือ N-methyl isonicotinic acid (4-carboxy-1-methylpyridinium) สารดังกล่าวมีค่า LD50 ทางปาก เท่ากับ 5,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม จัดเป็นสารที่มีค่าความเป็นพิษต่ำ เริ่มจำหน่ายครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซียในปี พ.ศ. 2505 ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสารกำจัดวัชพืชในประเทศต่างๆ ทั่วโลกราว 85 ประเทศ ใช้กับพืชมากกว่า 100 ชนิด ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังมีการขึ้นทะเบียนสารดังกล่าวอยู่ ลักษณะการทำลายของพาราควอตเป็นสารกำจัดวัชพืชแบบไม่เลือกทำลายชนิดสัมผัส ใช้ฉีดพ่นทางใบหลังวัชพืชงอก ซึมสู่เนื้อเยื่อสีเขียวของเซลพืชได้เร็ว ไม่ทำลายส่วนที่เป็นสีน้ำตาลของพืช ทนทานต่อการชะล้างโดยฝน  มีการใช้อย่างแพร่หลายในพืชไร่ ไม้ผล ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ตลอดจนใช้ควบคุมวัชพืชนอกพื้นที่การเกษตรด้วย องค์การอนามัยโลกได้สรุปไว้ในปี 1984 ว่าหากใช้ตามคำแนะนำที่ระบุไว้ในฉลาก ระดับสารตกค้างในพืช อาหาร และน้ำดื่ม จะไม่เกิดอันตรายต่อสุขภาพเด็กและประชาชนทั่วไป และในปี 1997 US EPA ของสหรัฐอเมริกา ได้รายงานว่าการใช้พาราควอตตามคำแนะนำไม่เกิดผลกระทบต่อนกและสิ่งมีชีวิตอื่น ซึ่งพาราควอตเป็นพิษต่ำต่อผึ้ง มีความเป็นพิษเล็กน้อยต่อปลา เป็นพิษปานกลางต่อนก และไม่มีผลกระทบต่อไส้เดือนดิน
          ส่วนคลอร์ไพริฟอส เป็นสารกำจัดแมลงอยู่ในกลุ่ม organophosphate สูตรเคมีคือ C9H11Cl3NO3PS ถูกพัฒนาขึ้นโดยนักวิทยาศาสตร์ของบริษัท Dow Chemical และ Dow Agro Science วางจำหน่ายในยุคเดียวกับพาราควอต มีคุณสมบัติกำจัดแมลงได้หลายชนิดและกว้างขวาง ทั้งถูกตัวตาย กินตาย ซึมผ่านใบ หรือเป็นไอระเหย ได้รับการขึ้นทะเบียนให้ใช้กว่า 100 ประเทศทั่วโลก มีค่าLD50 ทางปาก 96 มิลลิกรัม/กิโลกรัม  ซึ่งจัดความเป็นพิษตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) อยู่ในระดับ 2 มีค่าความเป็นพิษปานกลาง สัญลักษณ์แถบสีเหลือง  ค่าเฉลี่ยครึ่งชีวิตของคลอร์ไพรีฟอสในพื้นที่เพาะปลูกอยู่ที่ 1-14 วัน ที่ผิวดิน และ 30-60 วันที่ระดับชั้นดินที่ลึกลงไป ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรให้ใช้สารคลอร์ไพริฟอสในการกำจัดหนอนเจาะสมอฝ้าย เสี้ยนดิน เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจักจั่น ด้วงงวงมันเทศ ผีเสื้อข้าวเปลือก ด้วงงวงข้าว ด้วงงวงข้าวโพด มอดแป้ง มอดสยาม หนอนเจาะลำต้น หนอนเจาะฝัก หนอนหน้าแมว หนอนร่านโพนีตา แมลงดำหนาม และด้วงงวงในกล้วย พืชที่แนะนำให้ใช้ ได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วลิสง มันเทศ ข้าวเปลือกที่ใช้ทำพันธุ์ นุ่น ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว และกล้วย โดยไม่มีคำแนะนำให้ใช้ในกลุ่มพืชผักและผลไม้ แต่อย่างใด อย่างไรก็ตามคลอร์ไพริฟอสยังเป็นพิษต่อปลา ต้องระมัดระวังการชะล้างลงสู่แหล่งน้ำ รวมทั้งเป็นพิษต่อผึ้ง จึงห้ามใช้ในระยะที่พืชมีดอกกำลังบาน และมีความเป็นพิษต่อตัวห้ำและตัวเบียน จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง โดยระยะปลอดภัยหลังการใช้สาร ต้องเว้นระยะเวลาก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตหลังพ่นสารครั้งสุดท้าย 7 - 14 วัน เป็นอย่างน้อย
          ในส่วนของไกลโฟเซต (Glyphosate) หรือ N-(ฟอสโฟโนเมทิล) ไกลซีน เป็นสารกำจัดวัชพืช ใช้ได้ทั้งในพื้นที่ที่ทำการเกษตรและพื้นที่ที่ไม่ได้ทำการเกษตร สูตรโมเลกุล คือ C3H8NO5P     น้ำหนักโมเลกุล เท่ากับ 169.07 จุดเดือดอยู่ที่ 109 องศาเซลเซียส สามารถละลายน้ำได้ร้อยละ 1.2 ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส เป็นสารที่ใช้ทางใบ ควบคุมวัชพืชแบบหลังงอกและไม่เลือกทำลาย สามารถควบคุมวัชพืชพวกวงศ์หญ้า วัชพืชใบกว้างปีเดียว และวัชพืชข้ามปี พวกหญ้าคา ตลอดจนพวกวัชพืชไม้พุ่มเยื่อแข็ง เช่น ไมยราบยักษ์ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นพิษรุนแรงกับวัชพืชพวกวงศ์หญ้าปีเดียว สารสามารถดูดซึมเข้าทางใบหรือส่วนที่มีสีเขียวอื่นๆ ภายหลังฉีดพ่นสารออกฤทธิ์จะเคลื่อนย้ายหรือถูกดูดซึมเข้าสู่ท่อลำเลียงอาหารไปยังส่วนต่างๆ ของต้นพืช แล้วทำลายจุดเจริญของพืชทั้งส่วนยอดและราก จัดเป็นสารกำจัดวัชพืชที่มีปริมาณการใช้งานมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา บริษัทมอนซานโต้ถือสิทธิบัตรและผลิตจำหน่ายในสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ในชื่อการค้า ราวด์อัพ (Roundup) ในปัจจุบันบริษัทมอนซานโต้ได้พัฒนาพืชที่ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรมให้สามารถทนทานต่อไกลโฟเซตได้ เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพด ถั่วอัลฟัลฟา ข้าวฟ่าง คาโนลา ทำให้สามารถฉีดพ่นไกลโฟเซตเพื่อทำลายวัชพืชโดยไม่ทำลายพืชผล เพิ่มความสะดวกและลดค่าใช้จ่ายในการจัดการ ใช้ชื่อการค้าว่า พืชราวด์อั้พ เรดดี้ (Roundup Ready Trait) ทั้งนี้ สิทธิบัตรที่บริษัทมอนซานโตได้รับนั้น มีผลคุ้มครองถึงปี ค.ศ. 2000 ปัจจุบันผู้ผลิตรายอื่นจึงสามารถผลิตและจำหน่ายไกลโฟเซตในท้องตลาดได้ในชื่อทางการค้าต่าง ๆ กัน
          การใช้สารเคมีทางการเกษตรเหล่านี้ ผู้ใช้ต้องปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของการป้องกันอันตรายจากสารเคมีทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการสวมถุงมือ ใส่หน้ากาก แต่งกายรัดกุม ฉีดพ่นเหนือลม ระวังไม่ให้สารเคมีเข้าตา จมูก และปาก ชำระล้างร่างกายให้สะอาดทุกครั้งหลังการใช้สารดังกล่าว ห้ามคนหรือสัตว์เข้าไปในบริเวณที่ใช้สารอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เป็นต้น ต้องใช้ตามวิธีและอัตราที่ระบุไว้ในฉลากเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญมากที่ผู้ใช้จะต้องศึกษาเรียนรู้ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ เช่นเดียวกับเจ้าของผลิตภัณฑ์จะต้องมีความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ของตน ไม่แนะนำการใช้ที่ผิดไปจากฉลาก และให้ความรู้ ข้อเท็จจริงแก่เกษตรกรเพื่อให้เกษตรกรใช้สารเคมีทางการเกษตรถูกต้อง การห้ามใช้สารเคมีทางการเกษตรใดๆ อาจจะไม่ใช่ประเด็นที่สำคัญ หากผู้เกี่ยวข้องเคร่งครัดต่อการใช้สารเคมีทางการเกษตรให้เป็นไปตามหลักวิชาการและมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง
          แต่....ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่

 ปริมาณการนำเข้าสารสำคัญของวัตถุอันตรายทางการเกษตร ปี 2557-2560 (หน่วย:ตัน)
ลำดับ
ประเภท
2557
2558
2559
     2560
1
สารกำจัดแมลง
5,987
5,385
6,840
8,390
2
สารป้องกันและกำจัดโรคพืช
6,682
7,040
7,958
12,029
3
สารกำจัดวัชพืช
64,429
64,445
67,456
79,391
4
สารกำจัดไร
736
665
603
608
5
สารกำจัดหนู
108
195
139
90
6
สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช
292
417
557
828
7
สารกำจัดหอยและหอยทาก
22
25
21
108
8
สารรมควันพิษ
851
830
804
674
9
สารกำจัดไส้เดือนฝอย
ns
ns
0
0
รวม
79,108
79,003
84,379
102,119
10
สารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช
106
87
137
112
ที่มา  : สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร (2561)
หมายเหตุ : ns ปริมาณน้อยมาก (ต่ำกว่า 10 กิโลกรัม)

(ขอบคุณ : สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร สมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย ศ.ดร.รังสิต สุวรรณมรรคา คุณสุเทพ สหายา /ข้อมูล)
พบกันใหม่ฉบับหน้า                                                                  สวัสดีปีใหม่……อังคณา
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ
บทความดังกล่าวเป็นต้นฉบับของคอลัมน์ฉีกซอง ในจดหมายข่าวผลิใบ ก้าวใหม่งานวิจัยและพัฒนาการเกษตร ของกรมวิชาการเกษตร ฉบับเดือนมกราคม 2561 แต่เนื่องจากไม่ได้มีการนำออกมาเผยแพร่จึงขออนุญาตทยอยนำต้นฉบับประจำปีงบประมาณ 2561 ออกมาเผยแพร่ทางช่องทางนี้ หวังว่าคงจะเกิดประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านทุกท่านตามสมควร

วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

อ้อยและน้ำตาลเมื่อเวลาเปลี่ยนแปลง

Image may contain: plant, grass, sky, outdoor and nature   
Cr : FB ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี          

                
             บรรยากาศเดือนสุดท้ายของปี 2560 ไม่ได้รู้สึกถึงความสนุกสนานรื่นรมย์เหมือนทุกปีที่ผ่านมา เป็นปีที่บรรยากาศรอบตัวคล้ายกับว่าทุกสิ่งคงต้องดำเนินไปเช่นนั้น ท่ามกลางความเป็นไปของเหตุการณ์ต่างๆในสังคม
เกิดมุมสะท้อนกลับที่ส่งสัญญาณมาพอสมควรแล้ว จนทำให้ผู้เขียนนึกถึงคำพูดคำหนึ่งที่ว่า เราจะเปลี่ยนตัวของเราเอง หรือ เราจะต้องให้สิ่งอื่นมาเปลี่ยนตัวเรา การเปลี่ยนแปลงเช่นใดที่จะทำให้เรากำหนดทิศทางของตัวเราได้ดีกว่ากัน คงไม่ต้องเฉลยกันในที่นี้
          “ฉีกซอง” ฉบับท้ายปี 2560 จึงขอนำท่านผู้อ่านไปรับทราบการเปลี่ยนแปลงของอ้อยและน้ำตาลทรายไทย พลิกไปอย่างไร ถึงไหน โปรดติดตาม

อ้อยและน้ำตาล
          ในภาพรวมความต้องการน้ำตาลทรายดิบของโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะความต้องการของประเทศในเขตภูมิภาคเอเชีย คือ อินเดีย และ กลุ่มสหภาพยุโรป ช่วงปี 2555/56-2559/60 การบริโภคน้ำตาลทรายดิบเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.0 ต่อปี จาก 165.29 ล้านตันในปี 2555/56 เป็น 171.87 ล้านตัน ในปี 2559/60 ทำให้การส่งออกน้ำตาลทรายดิบเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ยิ่งในช่วงที่ราคาน้ำตาลทรายดิบปรับตัวสูงขึ้น (ปี 2556 และปี 2559) ปริมาณการส่งออกก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย แต่ถ้าราคาน้ำตาลทรายดิบลดต่ำลง ปริมาณการส่งออกก็จะลดลงและถูกนำไปผลิตเป็นเอทานอลเพิ่มมากขึ้น
          สำหรับตลาดน้ำตาลโลกนับเป็นตลาดที่มีผู้เล่นน้อยราย ผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่ของโลก คือ บราซิล (ร้อยละ 49)  ไทย (ร้อยละ 14) ออสเตรเลีย (ร้อยละ 7) ตามลำดับ ในขณะที่ประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ ได้แก่ บราซิล (ร้อยละ 22) อินเดีย (ร้อยละ 14) สหภาพยุโรป (ร้อยละ 9) และ ไทย (ร้อยละ 6) ส่วนผู้บริโภคที่สำคัญ คือ อินเดีย (ร้อยละ 16) สหภาพยุโรป และแอฟริกา (ร้อยละ 11) จีน และ สหรัฐอเมริกา ตามลำดับ จะเห็นได้ว่าในภูมิภาคเอเชีย ไทยเป็นประเทศเดียวที่มีศักยภาพในการส่งออกน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งอุตสาหกรรมน้ำตาลในไทย เกี่ยวข้องกับครัวเรือนเกษตรกรราว 427,000 ครัวเรือน จำนวนเกษตรกรประมาณ 927,000 คน มูลค่ารวม 250,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 21 ของ GDP ภาคการเกษตร และร้อยละ 48 ของ GDP อุตสาหกรรมอาหาร มีสินเชื่อหมุนเวียนในระบบกว่า 100,000 ล้านบาท จัดเป็นสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญลำดับ 3 รองจากยางพาราและข้าว พื้นที่เพาะปลูกอ้อยของไทยประมาณ 8.5 ล้านไร่ ผลผลิตรวมประมาณ 100 ล้านตัน ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 12 ตัน/ไร่ และผลผลิตน้ำตาลประมาณ 10-11 ล้านตัน โดยมีปริมาณการบริโภคน้ำตาลภายในประเทศประมาณ 2.4 – 2.6 ล้านตันต่อปี ส่วนที่เหลือราว 7-8 ล้านตัน ส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ
          อ้อยในประเทศไทยเป็นพืชที่ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่อย่างใด แต่เป็นพืชในกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม ผ่านทางสำนักงานอ้อยและน้ำตาลทราย ด้วยมุมมองที่ว่าอ้อยจะต้องผ่านกระบวนการผลิตในโรงงานจึงจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ จำเป็นต้องพึ่งพิงกันระหว่างชาวไร่อ้อยกับโรงงานน้ำตาล ต่างฝ่ายต่างก็ต้องอาศัยกัน ในระยะเริ่มแรกอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลในประเทศไทย ยังไม่มีระบบการจัดสรรผลประโยชน์ที่ชัดแจ้ง ทำให้เกิดความขัดแย้งกันระหว่างชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาล ราคาที่ชาวไร่อ้อยได้รับไม่เป็นที่พอใจ และช่วงที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นช่วงที่ราคาน้ำตาลในตลาดโลกตกต่ำอย่างหนัก จึงเกิดเหตุประท้วงปิดถนน โรงงานน้ำตาลไม่สามารถรับซื้อในราคาประกันได้ สมัยนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม คือ ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ร่วมกับนายมนู เลียวไพโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักงานอ้อยและน้ำตาลทรายในยุคนั้น ได้ริเริ่มนำรูปแบบการจัดสรรผลประโยชน์ในรูปแบบ 70:30 มาใช้ คือ การนำรายได้จากการขายน้ำตาลในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศมารวมกัน แล้วแบ่งให้ชาวไร่อ้อย ร้อยละ 70 อีกร้อยละ 30 ให้โรงงานน้ำตาล  เป็นการกำหนดขึ้นภายใต้พระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527  ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้เกิดขึ้นมาจากความจำเป็นที่ต้องรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ  และคุ้มครองรักษาผลประโยชน์ของชาวไร่อ้อยในด้านการผลิตและการจำหน่าย  เห็นควรจัดระบบและควบคุมการผลิตและจำหน่ายอ้อยและน้ำตาลทราย โดยให้ชาวไร่อ้อยและเจ้าของโรงงานน้ำตาล ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงเข้าร่วมมือกับทางราชการ ตั้งแต่การผลิตอ้อยไปจนถึงการจัดสรรเงินรายได้จากการขายน้ำตาลทรายทั้งในและนอกราชอาณาจักรระหว่างชาวไร่อ้อยและเจ้าของโรงงานน้ำตาลทราย เพื่อให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ เกิดความเป็นธรรมแก่ชาวไร่อ้อย เจ้าของโรงงานน้ำตาลและผู้บริโภค
          การบริหารระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ประกอบด้วยคณะกรรมการทั้งหมด 5 คณะ  กล่าวคือ คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.)   ทำหน้าที่กำหนดนโยบายเพื่อบริหารจัดการระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย  กำหนดระเบียบ ข้อบังคับ หลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติและมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการคณะอื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนด   ซึ่ง กนอ. ได้แก่ ผู้แทนฝ่ายราชการ 5 คน ผู้แทนชาวไร่อ้อย 9 คน และผู้แทนฝ่ายโรงงาน 7 คน ลำดับต่อมา  คือ คณะกรรมการบริหาร (กบ.)   ประกอบด้วย ผู้แทนจากส่วนราชการ 3 คน ผู้แทนชาวไร่อ้อย 4 คน ผู้แทนฝ่ายโรงงาน 4 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ 1 คน ทำหน้าที่หลักในการให้คำปรึกษาหรือข้อเสนอแนะต่อ กอน.และควบคุมการปฏิบัติงานของ กอน.  
สำหรับคณะกรรมการอ้อย(กอ.) ประกอบด้วย  ผู้แทนจากส่วนราชการ 4 คน  ผู้แทนชาวไร่อ้อย 6 คน และผู้แทนฝ่ายโรงงาน 4 คน ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาหรือข้อเสนอแนะต่อ กอน.และ กบ. ในกิจการที่เกี่ยวกับอ้อย ส่วนคณะกรรมการน้ำตาลทราย (กน.)  ประกอบด้วย ผู้แทนจากส่วนราชการ 5 คน ผู้แทนชาวไร่อ้อย 5 คน   และผู้แทนฝ่ายโรงงาน 5 คน ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาหรือข้อเสนอแนะต่อ กอน. และ กบ.  ในกิจการที่เกี่ยวกับน้ำตาลทราย คณะกรรมการชุดสุดท้าย คือ คณะกรรมการบริหารกองทุน (กท.) ประกอบด้วย  ผู้แทนจากส่วนราชการ 6 คน ผู้แทนชาวไร่อ้อย 3 คน  และผู้แทนฝ่ายโรงงาน 3 คน ทำหน้าที่กำหนดระเบียบว่าด้วยการเก็บรักษา การหาผลประโยชน์และการใช้จ่ายเงินกองทุน และบริหารควบคุมการปฏิบัติงานกองทุนให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติดังกล่าว รวมทั้งมีภารกิจเกี่ยวกับการกำหนด นโยบาย กำกับดูแล ส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายให้เติบโตอย่างยั่งยืน มีเสถียรภาพโดยการกำหนดนโยบายส่งเสริมการวิจัยพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ตลอดจนสร้างความเป็นธรรมและรักษาผลประโยชน์ในระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายและผู้บริโภค
คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เป็นผู้ประกาศกำหนดพันธุอ้อยที่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมให้ชาวไร่อ้อยปลูกในท้องที่ที่คณะกรรมการกำหนด  ซึ่งมีความเหมาะสมแตกต่างกันไปตามพื้นที่ปลูกของแต่ละภาค  โดยมีศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายประจำภาคต่างๆ ได้แก่ ภาค 1 กาญจนบุรี  ภาค 2 กำแพงเพชร  ภาค 3 ชลบุรี และภาค 4 อุดรธานี  ทำหน้าที่ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายในพื้นที่ที่รับผิดชอบ ในภาพรวมแล้วอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายมีสถาบันชาวไร่อ้อยอยู่เป็นจำนวนมาก    แต่มีเพียงไม่กี่สถาบันที่มีคุณลักษณะตามที่กฎหมายกำหนด  คือ มีสมาชิกไม่น้อยกว่า 600 คน และมีปริมาณอ้อยส่งโรงงานไม่น้อยกว่า 55%   ซึ่งทั้งสถาบันที่ผ่านเกณฑ์เหล่านี้ได้รวมตัวกันเป็น 3 องค์กรชาวไร่อ้อย ได้แก่ สหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย  สหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย และชมรมชาวไร่อ้อยภาคอีสาน ในส่วนของโรงงานน้ำตาลมีทั้งสิ้น 47 โรงงาน  ก่อตั้งเป็น 3 สมาคมเช่นกัน ได้แก่ สมาคมการค้าอุตสาหกรรมน้ำตาล สมาคมการค้าผู้ผลิตน้ำตาลไทย และสมาคมโรงงานน้ำตาลไทย


Image may contain: 1 person, smiling, plant, grass, sky, outdoor and nature
Cr : FB ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี

        สำหรับระบบการจำหน่ายน้ำตาลทรายของประเทศไทยตามพระราชบัญญัติดังกล่าว  กำหนดจัดสรรโควตาน้ำตาลทรายของประเทศออกเป็น 3 ส่วน  ประกอบด้วย         
           น้ำตาล โควตา ก   คือ น้ำตาลทรายขาว น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ และน้ำตาลชนิดอื่นๆ   ที่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตายทรายกำหนดให้ผลิตเพื่อบริโภคภายในประเทศ ซึ่งจะกำหนดเป็นแต่ละฤดูการผลิต
          น้ำตาล โควตา ข คือ น้ำตาลทรายดิบที่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายกำหนดให้ผลิตเพื่อส่งมอบให้บริษัทอ้อยและน้ำตาลไทย จำกัด ส่งออกและจำหน่ายไปยังต่างประเทศ จำนวน 8 แสนตัน เพื่อใช้ทำราคาในการคำนวณราคาน้ำตาลส่งออก
           น้ำตาล โควตา ค คือ น้ำตาลทรายดิบ  หรือ น้ำตาลทรายขาว  หรือ น้ำตาลทรายบริสุทธิ์ที่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายกำหนดให้โรงงานผลิตเพื่อการส่งออกหลังจากที่โรงงานผลิตน้ำตาลทรายได้ครบตามปริมาณที่จัดสรรให้ตาม โควต้า ก และ โควต้า ข แล้ว
          ส่วนระบบการซื้อขายอ้อยจะซื้อขายกันตามค่าความหวาน ระบบดังกล่าวเริ่มใช้มาตั้งแต่ปีการผลิต 2535/36 เป็นระบบที่นำมาจากออสเตรเลีย ค่าคุณภาพความหวานวัดเป็น C.C.S   หรือ Commercial Cane Sugar หมายถึง ปริมาณน้ำตาลที่มีอยู่ในอ้อย ซึ่งสามารถหีบสกัดออกมาเป็นน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ โดยในระหว่างผ่านกรรมวิธีการผลิต ถ้ามีสิ่งไม่บริสุทธิ์ที่ละลายอยู่ในน้ำอ้อย 1 ส่วน จะทำให้สูญเสียน้ำตาลไป 50% ของจำนวนสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ อ้อย 10 C.C.S. จึงหมายถึง เมื่อนำอ้อยมาผ่านกระบวนการผลิต จะได้น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ 10%  กล่าวคือ อ้อย1 ตัน หรือ 1,000 กิโลกรัม จะได้น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ 100 กิโลกรัม โดยมีสูตรการคำนวณราคาอ้อยดังนี้
          ราคาอ้อย = รายได้ส่วนที่ 1 + (รายได้ส่วนที่ 2  x ค่า C.C.S)+ รายได้จากกากน้ำตาล
โดย     รายได้ส่วนที่ 1 = รายรับจากการขายน้ำตาลที่คิดตามน้ำหนัก
                   รายได้ส่วนที่ 2 = รายรับจากการขายน้ำตาลที่คิดตามค่าความหวาน
          สำหรับระบบการจำหน่ายน้ำตาลทรายภายในประเทศ หรือน้ำตาลโควต้า ก คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย มอบหมายให้คณะกรรมการน้ำตาลทราย เป็นผู้วางแผนควบคุมและกำหนดวิธีการจำหน่าย  โดยมีศูนย์บริหารการผลิต การจำหน่าย และการขนย้ายน้ำตาลทราย เป็นฝ่ายปฏิบัติการ โดยจำหน่ายเป็นลักษณะตลาดกลาง  ซึ่งโรงงานน้ำตาลดำเนินการขายอย่างเสรี  คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายจะควบคุมปริมาณน้ำตาลทรายที่จะเข้าสู่ตลาดกลาง และรักษาเสถียรภาพของราคาไว้ โดยคณะกรรมการจะกำหนดงวดการนำน้ำตาลทรายออกมาจำหน่ายตามความต้องการของตลาด ซึ่งปริมาณน้ำตาลทรายแบ่งเป็นงวดจำหน่าย จำนวน 52 งวด (จำนวนสัปดาห์ในรอบปี) เพื่อให้โรงงานน้ำตาลนำน้ำตาลออกจำหน่ายสัปดาห์ละ 1 งวด ให้แก่ผู้ค้าส่งหรืออุตสาหกรรมต่างๆที่ใช้น้ำตาลทรายเป็นวัตถุดิบ โดยศูนย์บริหารฯเป็นหน่วยงานควบคุม ด้วยระบบใบอนุญาตขนย้ายน้ำตาลของโรงงานน้ำตาลต่างๆ ให้กับผู้ซื้อภายหลังจากชำระค่าน้ำตาลให้กับผู้แทนโรงงานแล้วและผู้ซื้อน้ำตาลจะนำใบอนุญาตดังกล่าวของโรงงานไปรับน้ำตาลเพื่อนำไปจำหน่ายต่อไป

สำหรับระบบการผลิตอ้อยจะมีบุคคลสำคัญอีกคนหนึ่งที่ต้องกล่าวถึง  นั่นคือ หัวหน้ากลุ่มชาวไร่อ้อย หรือ หัวหน้าโควต้า หมายถึง บุคคลที่โรงงานน้ำตาลทำสัญญาให้รวบรวมจัดหาอ้อยส่งให้กับโรงงานน้ำตาล  ส่วนใหญ่จะเป็นชาวไร่อ้อยที่มีพื้นที่ปลูกอ้อยจำนวนมาก  โดยทำหน้าที่เป็นผู้ติดต่อกับโรงงาน และรับจัดสรรปริมาณอ้อยที่จะส่งให้โรงงานในแต่ละฤดูหีบ หากโควตาที่ได้รับเกินกว่าปริมาณที่ตนผลิตได้ก็จะนำส่วนที่เกินไปจัดสรรต่อให้ชาวไร่อ้อยรายย่อยที่ตนรู้จักให้ครบจำนวนตามโควตาที่ได้รับจากโรงงาน และดูแลควบคุมชาวไร่อ้อยรายเล็กแต่ละรายให้ผลิตอ้อยให้ได้ตามปริมาณที่ได้รับการจัดสรร
          ส่วนอีกคำที่ต้องกล่าวถึงเช่นกัน  คือ เงินเกี๊ยวหรือเงินบำรุงอ้อย หมายถึง เงินมัดจำในการขายอ้อยล่วงหน้า โดยชาวไร่อ้อยทำสัญญาขายอ้อยให้โรงงาน และโรงงานจ่ายเงินมัดจำเป็นเช็คล่วงหน้า ซึ่งชาวไร่อ้อยมักจะนำไปขายกับธนาคารที่โรงงานมีเครดิตอยู่ แต่ก็มีบางรายที่เก็บเช็คไว้รอเข้าบัญชีเมื่อเช็คครบกำหนดในช่วงที่มีการส่งอ้อยเข้าโรงงาน   สำหรับการให้เงินเกี๊ยวผ่านหัวหน้าโควตานั้น  หัวหน้าโควตามักจะนำเงินเกี๊ยวไปปล่อยต่อให้กับลูกไร่ของตนในรูปแบบเดียวกัน

ประเด็นขัดแย้ง ถึงเวลาเปลี่ยน!
          ระบบการบริหารจัดการอ้อยและน้ำตาลทรายดังกล่าว ทำให้ประเทศไทยยังคงสามารถรักษาสถานะการเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลทรายในระดับต้นๆ ของโลกมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 บราซิลได้ยื่นคำร้องต่อองค์การค้าระหว่างประเทศ หรือ WTO กล่าวหาว่ารัฐบาลไทยดำเนินมาตรการอุดหนุนการส่งออกและอุดหนุนภายในประเทศให้กับน้ำตาลทราย จนส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำตาลและอุตสาหกรรมน้ำตาลภายในประเทศบราซิล อาจต้องปิดโรงงานน้ำตาลกว่า 50 โรงงาน ซึ่งตามกระบวนการยื่นฟ้องของ WTO หลังจากที่ประเทศผู้เสียหายยื่นคำร้อง จะต้องมีการหารือ (Consultation) ระหว่างประเทศคู่กรณีภายใน 60 วัน หน่วยงานของไทย ประกอบด้วย กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานอ้อยและน้ำตาลทราย และกระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้เดินทางไปหารือกับผู้แทนของบราซิล ในเดือนมิถุนายน ซึ่งผลการหารือจะต้องตอบคำถามของฝ่ายบราซิลประมาณ 80 คำถาม เป็นประเด็นที่บราซิลร้องว่าไทยอุดหนุนการส่งออกน้ำตาลสูงมากเมื่อเทียบกับการผูกพันไว้ที่ WTO (ปีละ 19,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในสินค้าเกษตรทั้งหมด) และการจัดระบบการจำหน่ายน้ำตาลทราย เข้าข่ายลักษณะ Cross Subsidy คือ การอุดหนุนที่ทำให้ผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งซื้อน้ำตาลถูกหรือแพงกว่าผู้บริโภคอีกกลุ่ม รวมทั้ง “เงินชดเชย” ในพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งกำหนดให้จ่ายกับชาวไร่อ้อยอัตรา 160 บาท/ตัน โดยเป็นเงินกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งบราซิลเห็นว่าเป็นรัฐบาลไทยมีส่วนเกี่ยวข้องการอุดหนุน เนื่องจาก ธ.ก.ส. ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ในความเป็นจริงแล้วเงินดังกล่าวเป็นเงินที่มาจากการวางระบบจัดสรรผลประโยชน์ตามกลไกอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยที่ดำเนินการมากว่า 30 ปี ทั้งนี้หลังจากหารือดังกล่าว ยังมีการหารือกันอีกรอบ ก่อนที่จะมีการจัดตั้งคณะผู้พิจารณา (Panel) โดยตามหลักของ WTO เมื่อได้รับหนังสือยื่นขอหารือจะต้องหารือให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน หากไม่แล้วเสร็จตามกำหนดก็จะเป็นการจัดตั้งคณะผู้พิจารณา และดำเนินการตามขั้นตอนการฟ้องร้อง ซึ่งกระบวนทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี ถึง 1 ปี ครึ่ง ทั้งนี้หากกระบวนการหารือเป็นกลไกหนึ่งของการระงับข้อพิพาทภายใต้ WTO (Dispute Settlement) สามารถทำความเข้าใจและหาข้อยุติจนเป็นที่พึงพอใจทั้งสองฝ่าย อาจไม่จำเป็นต้องมีการจัดตั้งคณะผู้พิจารณาก็ได้ แต่เดิมนั้นไทยเคยร่วมกับบราซิลและออสเตรเลีย ฟ้องสหภาพยุโรปในประเด็นการอุดหนุนการส่งออกน้ำตาลใน WTO เช่นกัน กรณีในครั้งนั้นปรากฏว่าฝ่ายสหภาพยุโรปเป็นฝ่ายแพ้ สำหรับครั้งนี้ คาดว่าบราซิลใช้เวลาศึกษาระบบอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยมานาน และได้แสดงความกังวลว่าไทยอุดหนุนน้ำตาลและชาวไร่อ้อย ทั้งระบบโควตา และมาตรการจูงใจให้เกษตรกรมาปลูกอ้อยและผลิตน้ำตาลมากขึ้น ส่งผลให้ไทยมีน้ำตาลในระบบมากขึ้นจึงสามารถส่งออกน้ำตาลได้มากขึ้น กระทบต่อตลาดโลกและกระทบการส่งออของบราซิล เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ยังงมองว่าไทยอุดหนุนการส่งออก ทำให้แม้น้ำตาลราคาตกต่ำไทยก็สามารถส่งออกได้ โดยบราซิลมองว่าระบบอ้อยและน้ำตาลของไทย คล้ายกับของสหภาพยุโรป ที่ไทย บราซิล และออสเตรเลียร่วมกันฟ้อง WTO จนชนะมาแล้ว กอรปกับช่วงปี 2558 เป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกไม่ดี ส่งผลให้การส่งออกน้ำตาลลดลงในสัดส่วนที่สูงกว่าปกติ จึงเป็นเหตุให้เกิดการฟ้องร้องในครั้งนี้
อย่างไรก็ตามผลจากการเจรจาในรอบแรก บราซิลมีแนวโน้มพอใจต่อท่าทีของไทย โดยขอแผนที่ชัดเจนในการแก้ไขพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527และกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุมการนำน้ำอ้อยไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อื่น เข่น เอทานอล ไบโอพลาสติก ไบโอเคมี เหมือนกับที่บราซิลนำไปผลิตเอทนอลกว่าครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิตอ้อย จะช่วยลดการส่งออกน้ำตาลทรายให้น้อยลง ตลอดจนการนำผลพลอยได้จากการหีบอ้อย เช่น กากน้ำตาลหรือโมลาส ไปทำเอทานอล กากอ้อยนำไปผลิตไฟฟ้า กากตะกรันนำไปทำปุ๋ย ให้นำมาเป็นรายได้ส่งเข้าระบบ เพื่อให้ชาวไร่อ้อยมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยทั้งหมดจะต้องจัดทำแผนให้ชัดเจนสอดคล้องกับข้อท้วงติงของ WTO และบราซิล อีกทั้งต้องมีกรอบเวลาที่ชัดเจนด้วย ทั้งนี้ ในส่วนของการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ได้ผนวกการลอยตัวราคาน้ำตาลทรายในประเทศไว้ด้วย จึงเป็นที่พึงพอใจของบราซิล
การดำเนินการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทดังกล่าว ฝ่ายไทย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสามหน่วยงานต่างร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ในส่วนคณะกรรมการกองทุนอ้อยน้ำตาลทราย (กอน.) ได้มีการประชุมพิจารณาแนวทางการดำเนินงานมาเป็นลำดับ จนกระทั่งเมื่อเดือนมิถุนายน 60 ที่ประชุม กอน. จึงมีมติกำหนดให้มีการเปิดเสรีอ้อยและน้ำตาลทราย โดยให้ประกาศราคาทุกเดือน และให้ใช้ราคาอ้างอิงจากราคาปิดเฉลี่ยขายน้ำตาลทรายรายวันของตลาดลอนดอน หมายเลข 5 ย้อนหลังไปได้ 1 เดือนบวกราคาน้ำตาลไทยพรีเมี่ยมประมาณร้อยละ 3 ให้มีผลบังคับใช้ภายในเดือนธันวาคมนี้ โดยเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2560 คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการแนวทางการบริหารจัดการอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ผ่านความเห็นชอบกฎหมายรองรวม 4 ฉบับ ประกอบด้วย ประกาศเรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการจัดทำประมาณการรายได้ การกำหนดและการชำระราคาอ้อยและค่าผลิตน้ำตาลทรายและอัตราส่วนของผลตอบแทนระหว่างชาวไร่อ้อยและโรงงาน ระเบียบเรื่องการผลิต การบรรจุ การเก็บรักษา สถานที่เก็บรักษา การสำรวจ การขนย้าย การส่งมอบ และจำหน่ายน้ำตาล ระเบียบเรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการอนุญาตให้ส่งออกน้ำตาลทราย และ เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจัดเก็บเงินจากการจำหน่ายน้ำตาลทรายภายในราชอาณาจักรเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาล เพื่อรองรับการลอยตัวราคาน้ำตาลทรายให้สอดคล้องกับราคาในตลาดโลก ซึ่งจะต้องเข้าสู่กระบวนการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป
การเปลี่ยนแปลงระบบอ้อยและน้ำตาลทรายใหม่ ทำให้ระบบโควตา ก. ข. และ ค. ถูกยกเลิกไป เปลี่ยนเป็นน้ำตาลทรายภายในราชอาณาจักร น้ำตาลทรายที่ส่งมอบให้บริษัทอ้อยและน้ำตาลไทย จำกัด และ น้ำตาลทรายเพื่อการส่งออก โดยมี คณะกรรมการกำหนดราคาขาย เป็นผู้กำหนดราคาขายน้ำตาลทรายที่ส่งมอบให้บริษัทอ้อยและน้ำตาลไทย จำกัด และกำหนดราคาน้ำตาลทรายขาวตลาดลอนดอนหมายเลข 5 บวกพรีเมียมน้ำตาลทรายไทย (มูลค่าที่สูงกว่าหรือต่ำกว่าราคาตลาดโลกของน้ำตาลทรายไทย) กำหนดฤดูการผลิต เป็นตั้งแต่1 ตุลาคม ถึง 30 กันยายน ของปีถัดไป ทั้งนี้ ราคาอ้อยขั้นต้น ได้จากประมาณการรายได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของร้อยละ 70 ของประมาณการรายได้ หารด้วยปริมาณอ้อยที่จะเข้าหีบในฤดูการผลิตนั้น และราคาอ้อยขั้นสุดท้าย ได้จากร้อยละ 70 ของรายได้สุทธิ บวกด้วยร้อยละ 70 ของผลตอบแทนรายได้จากกากน้ำตาลตามที่คณะกรรมการกำหนด แล้วหารด้วยปริมาณอ้อยที่เข้าหีบในฤดูการผลิตนั้น ในขณะที่ผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น ได้จากประมาณการรายได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของร้อยละ 30 ของปริมาณการรายได้ หารด้วยประมาณการปริมาณอ้อยที่คาดว่าจะเข้าหีบ และ ผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ได้จากร้อยละ 30 ของรายได้สุทธิ บวกผลตอบแทนรายได้จากการน้ำตาลที่คณะกรรมการกำหนด หารด้วยปริมาณอ้อยที่เข้าหีบ โดยที่อัตราส่วนผลตอบแทนยังคงที่สัดส่วน 70: 30 เช่นเดิม แต่ที่มาของรายได้และรายจ่ายมีรายละเอียดแตกต่างไปจากเดิม


Image may contain: 1 person, standing, outdoor and nature
Cr : FB ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี

ผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้นและขั้นสุดท้ายเมื่อแบ่งรายได้ของฝ่ายชาวไร่อ้อยและฝ่ายโรงงานตามสัดส่วนการแบ่งปันผลประโยชน์แล้ว ให้โรงงานชำระราคาอ้อยขั้นต้นแก่ชาวไร่อ้อยตามราคาอ้อยขั้นต้นที่คณะกรรมการกำหนด และให้ถือว่าโรงงานได้รับชำระผลตอบแทนการผลิตและการจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้นแล้ว ส่วนผลตอบแทนการผลิตและการจำหน่ายผลผลิตน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ให้ถือว่าโรงงานได้รับไว้แล้ว เมื่อมีประกาศราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย กรณีที่ราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้ายสูงกว่าราคาอ้อยขั้นต้น และผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น ให้โรงงานชำระค่าอ้อยเพิ่มให้แก่ชาวไร่อ้อยจนครบตามราคาอ้อยขั้นสุดท้ายภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ประกาศราคาอ้อยขั้นสุดท้าย และผลตอบแทนการผลิตและการจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย
กล่าวโดยสรุป การดำเนินการดังกล่าว ส่งผลให้ยกเลิกมาตรการให้เงินช่วยเหลือ 160 บาท/ตันอ้อยที่ชาวไร่อ้อยเคยได้รับ พร้อมกับระบบโควตา ก. โควตา ข. และ โควตา ค. และการกำหนดราคาน้ำตาลทรายภายในประเทศ จากการควบคุมราคาน้ำตาลทรายภายในประเทศหน้าโรงงานโดยกระทรวงอุตสาหกรรม และราคาขายปลีกโดยกระทรวงพาณิชย์ เป็นการปล่อยให้ราคาน้ำตาลทรายภายในประเทศให้เป็นไปตามกลไกของตลาด โดยให้สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สนอ.) สำรวจราคาเฉลี่ยของน้ำตาลทรายภายในประเทศที่ขายจริงใน 1 เดือน และกำหนดวิธีการคำนวณเงินเพื่อให้ทุกโรงงานนำส่งเงินเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายทุกเดือน ทั้งหมดนี้จะทำให้ระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยเป็นไปตามข้อตกลงการค้าภายใต้ WTO และเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) รวมทั้งคาดว่าจะเป็นที่น่าพึงพอใจของบราซิล และจะสามารถระงับข้อพิพาทระหว่างกันได้
อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติของระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย เป็นระบบที่ต้องพึ่งพากันระหว่างโรงงานน้ำตาลและชาวไร่อ้อย ต่างฝ่ายจำเป็นต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายสามารถเติบโตไปได้ ต้องมีการบริหารจัดการที่ดี โปร่งใส และเป็นธรรม การเล่นแง่ระหว่างคู่แข่งขัน คงต้องกลับไปเรียนรู้อีกฝ่ายให้ถ่องแท้เช่นกัน เพราะในที่สุดแล้ว การกล่าวหาว่าอีกฝ่ายอุดหนุนและทุ่มตลาด แท้จริงแล้ว อีกฝ่ายอาจจะกระทำเช่นกัน แต่เนียนกว่ากันแค่นั้นเอง ทั้งหมดนี้ยังไม่รวมถึงความอ่อนด้อยของงานวิจัยและพัฒนาที่เกิดการแบ่งงานกันทำ แบบต่างคนต่างทำ

(ขอบคุณ : สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย/ข้อมูล)
พบกันใหม่ฉบับหน้า                                                                      สวัสดี……อังคณา 
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ
บทความดังกล่าวเป็นต้นฉบับของคอลัมน์ฉีกซอง ในจดหมายข่าวผลิใบ ก้าวใหม่งานวิจัยและพัฒนาการเกษตร ของกรมวิชาการเกษตร ฉบับเดือนธันวาคม 2560 แต่เนื่องจากไม่ได้มีการนำออกมาเผยแพร่จึงขออนุญาตทยอยนำต้นฉบับประจำปีงบประมาณ 2561 ออกมาเผยแพร่ทางช่องทางนี้ หวังว่าคงจะเกิดประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านทุกท่านตามสมควร

จับตาเดนมาร์กกับนโยบายลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช



ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ denmark agriculture

Cr: https://globalvillage.world/proudly-europe/denmark/
        
         หลังจากพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ผ่านพ้นไป ยังคงไม่อาจกล่าวได้ว่าประชาชนชาวไทยคลายความทุกข์โศก แต่ทุกคนเริ่มจัดการกับแนวทางการดำเนินชีวิตของตนเองได้ดีขึ้น น้อมนำกระแสพระราชดำรัส พระบรมราโชวาท มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานและการดำเนินชีวิต หลายๆคนที่ผู้เขียนรู้จักได้ใช้โอกาสนี้ปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น ช่วยเหลือผู้อื่นมากขึ้น นึกถึงตัวเองน้อยลง ทั้งหมดนี้เพื่อประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับสังคมโดยรวม โดยทุกคนทุกฝ่ายต่างยึดแนวทางของพระองค์เป็นแบบแผนของตนเอง และทำต่อไป
          ช่วงเวลาดังกล่าว เริ่มมีกระแสเกี่ยวกับสารเคมีทางการเกษตรปะทุขึ้นมาอีกระลอกหนึ่ง เป็นประเด็นในการใช้หรือห้ามใช้สารกำจัดวัชพืช “พาราควอต” ฝ่ายที่เห็นด้วยกับการให้ใช้สารกำจัดวัชพืชดังกล่าวต่อไป ก็ออกมาชี้แจงให้ข้อมูลอีกกด้านหนึ่ง ในขณะที่ฝ่ายที่คัดค้านก็ออกมาให้ข้อมูลอีกด้านหนึ่ง มีการสร้างกระแสสื่อระหว่างกันไปมา ผู้เขียนในฐานะคนชายขอบอดคิดตามไม่ได้ว่า การใช้หรือไม่ใช้สารกำจัดวัชพืชดังกล่าว มันมีอะไรซ่อนอยู่หรือไม่ มีอะไรอยู่เบื้องหลังมากกว่าที่ต่างฝ่ายต่างแสดงออกมาให้สาธารณชนได้เห็นเพียงใด ผู้เขียนจึงขอมองข้ามสถานการณ์ดังกล่าวไปยังจุดที่ไม่ต้องมีการใช้สารเคมีทางการเกษตร สถานการณ์ดังกล่าวมีโอกาสจะเกิดขึ้นในแผ่นดินแหลมทองนี้ได้หรือไม่ น่าสนใจมิใช่น้อย ดังนั้น “ฉีกซอง” ฉบับเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๐ ขอนำท่านผู้อ่านไปเรียนรู้วิถีของนโยบายลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรของประเทศผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมเช่นประเทศเดนมาร์ก แผ่นดินแห่งโคนม หนึ่งในสมาชิกสหภาพยุโรป เรียนรู้จากเขาแล้วหันกลับมามองเรา โปรดติดตาม

วิธีคิด มองเกษตรอินทรีย์ เริ่มลดการใช้สารเคมี
          เดนมาร์ก หรือชื่อทางการคือ ราชอาณาจักรเดนมาร์ก เป็นประเทศในกลุ่มนอร์ดิก มีแผ่นดินหลักตั้งอยู่บนคาบสมุทร Jutland ทางทิศเหนือของประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านทางบกเพียงประเทศเดียว ทางทิศใต้ของประเทศนอร์เวย์ และตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศสวีเดน มีพรมแดนจรดทะเลเหนือและทะเลบอลติก เดนมาร์กมีดินแดนนอกชายฝั่งห่างไกลออกไปสองแห่ง คือ หมู่เกาะแฟโรและกรีนแลนด์ ซึ่งแต่ละแห่งมีอำนาจปกครองตนเองสำหรับการปกครอง ปกครองในระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญและเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป แต่ยังไม่เข้าร่วมใช้สกุลเงินยูโร เดนมาร์กเป็นสมาชิกรุ่นก่อตั้งขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ  NATO มีเมืองหลวง คือ กรุงโคเปนเฮเกน อยู่บนเกาะ Zealand เมืองสำคัญ ประกอบด้วย Århus, Aalborg, และ Esbjerg ซึ่งอยู่บนคาบสมุทร Jutland และ เมือง Odense  อยู่บนเกาะ Funen พื้นที่เกือบทั้งหมดเป็นที่ราบไม่มีภูเขา นอกจากหมู่เกาะแฟโร และเกาะกรีนแลนด์ซึ่งเป็นดินแดนโพ้นทะเลจะมีทั้งที่ราบสูง และภูเขาสูง ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบ มีที่ราบสูงเพียงเล็กน้อย ความสูงเฉลี่ยจากระดับน้ำทะเลเพียง 31 เมตร จุดที่อยู่สูงที่สุดตามธรรมชาติคือเนินเขา Møllehøj อยู่ที่ความสูง 170.86 เมตร  เนินเขาอื่นๆในบริเวณ Århus ตะวันตกเฉียงใต้ คือ Yding Skovhøj ที่ 170.77 เมตร และ Ejer Bavnehøj ที่ 170.35 เมตร ขนาดผืนน้ำบนผืนดินคือ 210 ตารางกิโลเมตร ในเดนมาร์กตะวันออก และ 490 ตารางกิโลเมตร ในเดนมาร์กตะวันตก
เดนมาร์กคือหนึ่งในประเทศที่ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมนอกจากนี้ยังเป็นรัฐสวัสดิการขนาดใหญ่ที่มีสวัสดิการแก่ประชาชนมากมายอีกทั้งยังติดอันดับประเทศที่มีรายได้เข้าประเทศในอันดับต้นของโลกอีกด้วย ประสิทธิภาพทางการตลาดของเดนมาร์กก็อยู่ในระดับสูง นอกจากนี้มาตรฐานการอยู่อาศัยของเดนมาร์กก็อยู่สูงกว่ามาตรฐานเฉลี่ยของยุโรป รวมทั้งมีการค้าขายเสรีจำนวนมากภายในประเทศ เดนมาร์กมีตัวเลขของผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อประชากรสูงกว่าประเทศในแถบยุโรปทั่วไป และสูงกว่าสหรัฐอเมริกาประมาณร้อยละ 15 – 20 ทั้งนี้ยังเป็นประเทศที่มีการแข่งขันทางธุรกิจสูงอีกด้วย
ตลาดแรงงานของเดนมาร์กเป็นตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงไปมาได้มากที่สุดในยุโรปตามการจัดลำดับของโออีซีดี (OECD) ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายสวัสดิการของรัฐที่ให้ตลาดแรงงานยืดหยุ่น ส่งผลให้ตลาดแรงงานในประเทศสามารถว่าจ้าง, ไล่ออก, หรือหางานใหม่ได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นแรงงานในประเทศจึงไม่ต้องกังวลเรื่องตกงาน และยังเป็นประเทศที่สามรถขายหรือหาซื้อสินค้าได้อย่างง่ายดาย โดยสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นผลมาจากลัทธิเสรีนิยมที่เปิดกว้างทางธุรกิจมาตั้งแต่ในยุคทศวรรษที่ 1990 สกุลเงินของเดนมาร์ก คือ โครนเดนมาร์ก โดยอัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินของเดนมาร์กถือว่ามั่นคงมาก สำหรับสินค้าส่งออกมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ส่งไปยังประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ อาหารสัตว์, ผลิตภัณฑ์เคมี, ผลิตภัณฑ์จากนม, ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า, ปลา, เฟอร์นิเจอร์, หนังสัตว์, เครื่องจักร, เนื้อสัตว์, น้ำมัน/ก๊าซธรรมชาติ และน้ำตาล
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญและใหญ่ที่สุดของเดนมาร์ก คือ อุตสาหกรรมสินค้าอาหาร (food industry) โดยมีสินค้าที่ส่งออก ได้แก่ เนื้อสุกร ไก่ วัว ผลิตภัณฑ์ประเภทนม เนย (dairy products) เบียร์ สินค้าประมง และภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญรองลงมา ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่อำนวยความสะดวกในการผลิตสินค้าเกษตร รวมทั้งการขนส่งสินค้าที่เสียง่าย ได้แก่ ตู้แช่แข็ง/แช่เย็นในรถบรรทุก/เรือ อุตสาหกรรมเคมี (chemical industry) เพื่อป้องกันแมลง โรคพืช อุตสาหกรรมสิ่งทอ ได้แก่ ขนมิ้งค์ (mink) อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมด้านเวชภัณฑ์ (pharmaceutical industry) ได้แก่ อินซูลิน (insulin) โดยเดนมาร์กเป็นประเทศผู้นำในการผลิตอินซูลินแห่งหนึ่งของโลก อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ก่อสร้างและเครื่องแต่งบ้าน โดยเดนมาร์กเป็นประเทศที่เอกลักษณ์ในเรื่องการออกแบบที่โดดเด่นและมีคุณภาพ อุตสาหกรรม software ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Industry) เครื่องมือสื่อสารและโทรคมนาคม และอุตสาหกรรม shipbuilding
จากศักยภาพในการผลิตอาหารรองรับประชากรมากกว่า 15 ล้านคนต่อปี หรือมากกว่า 3 เท่าของประชากรในประเทศ นอกเหนือจากศักยภาพในแง่ปริมาณ เดนมาร์กยังมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านอาหารที่ก้าวหน้าเป็นอันดับต้นๆ ของยุโรป เช่นเดียวกับ สินค้าเกษตรและอาหารที่ขึ้นชื่อด้านคุณภาพ มาตรฐานปลอดภัย และผลิตจากกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะจากการผลิตสินค้าเกษตรในระบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเดนมาร์กมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ โดยเดนมาร์กเป็นประเทศที่มีส่วนแบ่งตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์สูงที่สุดในโลก และเป็นตลาดเกษตรอินทรีย์ที่มีการพัฒนามากที่สุด ซึ่งยอดขายของเกษตรอินทรีย์ในเดนมาร์กเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลปี 2558 เดนมาร์กมียอดการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ร้อยละ 8.40 ของยอดขายเกษตรอินทรีย์ของโลก และเพิ่มเป็นร้อยละ 9.6 ในปี 2559 รองลงมาได้แก่ สวิสเซอร์แลนด์ ร้อยละ 7.7 ลักเซมเบิร์ก ร้อยละ 7.5 และสวีเดน ร้อยละ 7.3  สำหรับสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับความนิยมบริโภคมากเป็น 10 อันดับแรก ประกอบด้วย ข้าวโอ้ต ร้อยละ 43,8 โยเกริต์รสธรรมชาติ ร้อยละ 41.2 แครอท ร้อยละ 3 น้ำมันปรุงอาหาร/น้ำมันสลัด ร้อยละ 33.1 ไข่ ร้อยละ 31.2 นม ร้อยละ 30.7 แป้ง ร้อยละ 27.3 กล้วย ร้อยละ 27.3 น้ำผลไม้ ร้อยละ 26.5 และส้ม ร้อยละ 25.9 โดยช่องทางการจำหน่ายที่สำคัญที่สุด คือ ร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตประเภท discount stores และ super market มีส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 41.2 และ 39.40 ตามลำดับ ในขณะที่การซื้อขายผ่านทางช่องทางออนไลน์ได้รับความนิยมมากขึ้น คิดเป็นร้อยละ 13.5 ของยอดขายทั้งหมด
กว่าสถานการณ์สินค้าเกษตรอินทรีย์ของเดนมาร์กจะพัฒนาอย่างโดดเด่นในปัจจุบัน ย้อนหลังไปในปี 2536 รัฐบาลเดนมาร์กตัดสินใจลดราคาขายปลีกสินค้าเกษตรอินทรีย์ลงเพื่อกระตุ้นยอดขาย โดยในปี 2538 ได้จัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan for the Advancement of Organic Food Production) และปี 2542 หน่วยงาน Organic Food Council ของกระทรวงอาหาร เกษตรและประมง (Ministry of Food, Agriculture and Fisheries) ได้จัดทำแผนปฏิบัติการเกษตรอินทรีย์ฉบับที่สอง เพื่อจัดทำแผนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ระยะปานกลาง ปี 2542-2547 แนวทางการปรับเปลี่ยนสินค้าเกษตรสู่วิธีเกษตรอินทรีย์ การพัฒนาสินค้าและคุณภาพ การตลาด การกระจายสินค้า การส่งออก การฝึกอบรม การวิจัย และมีการรวมกลุ่มตั้งชมรม/สมาคมต่างๆ เช่น Danish Association for Organic Farming (LØJ) และ Danish Organic Trade Association  และปัจจุบันอยู่ในช่วงของแผนปฏิบัติการเกษตรอินทรีย์ ปี 2559 – 2561
ในปี 2543 มีผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ในเดนมาร์ก 3,466 ราย พื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ (รวมพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยน) รวม 165,258 เฮคตาร์ มีสัดส่วน 6.2% ของพื้นที่ผลิตสินค้าเกษตร เป็นพื้นที่ที่ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์โดยสมบูรณ์ 93,354 เฮคตาร์ หรือ 2.3% ของพื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรของประเทศ พื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ส่วนใหญ่อยู่ในเขต Jutland (85.2%), Zealand (12.0%) และ Funen (2.8%) ตามลำดับ โดยแผนในระยะยาวรัฐบาลเดนมาร์กคาดหวังว่าในปี 2579 สัดส่วนพื้นที่ทำการเกษตรอินทรีย์จะเพิ่มเป็นร้อยละ 12 ของพื้นที่การเกษตรของประเทศ และอาหารที่ใช้ในหน่วยงานของรัฐ เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน โรงเรียนอนุบาล และบ้านพักคนชรา จะต้องเป็นอาหารที่ทำจากผลผลิตอินทรีย์ รวม 5 แสน มื้อต่อวัน ด้วยวิธีคิดดังกล่าว เดนมาร์กจึงได้กำหนดแผนลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรมาตั้งแต่ปี 2529 ล่วงหน้าก่อนการส่งเสริมการผลิตและการบริโภคเกษตรอินทรีย์ในประเทศกว่า 7 ปี เพื่อเป็นรากฐานในการเข้าสู่ระบบการผลิตแบบอินทรีย์ทั้งระบบ นับว่าเป็นวิธีคิดที่น่าสนใจมาก 
danimarca
Cr : https://www.lifegate.com/people/lifestyle/denmark-organic-farming

เริ่มแผนปฏิบัติการลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช
เป็นที่ทราบกันดีว่า กฎหมายกลุ่มสหภาพยุโรปไม่ได้เรียกสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชว่าเป็น Pesticide แต่เรียกเป็น Plant Protection Product (PPP) รูปแบบและวิธีการปฏิบัติต่อ PPP มีความแตกต่างไปจากระบบที่ใช้ในประเทศไทย แต่ยังยึดความปลอดภัยและความเป็นอันตรายเช่นเดียวกัน สำหรับเดนมาร์กได้เริ่มกำหนดแผนปฏิบัติการลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรในปี 2529  เนื่องจากปรากฏข้อมูลว่าในช่วงเวลา 20 ปี (ปี 2513-2533) ความหลากหลายของชนิดพันธุ์พืชป่าในพื้นที่ทำการเกษตรเริ่มลดน้อยลงราวร้อยละ 60 และระหว่างปี 2513-2528 ปริมาณนกที่จับได้ในพื้นที่การเกษตรลดลงถึงร้อยละ 70 ดังนั้นเหตุผลหลักในการลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช คือ การปกป้องผู้บริโภคและผู้ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่การเกษตรไม่ให้เป็นอันตรายหรือเกิดความเสี่ยงจากการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งการกินสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ปนเปื้อนไปกับอาหารหรือน้ำดื่มตลอดจนการปกป้องสิ่งแวดล้อมไม่ให้เป็นอันตรายจากสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ทั้งทางตรงและทางอ้อมในพื้นที่การเกษตรแหล่งน้ำ ฃฃฃฃฃและแหล่งอาศัยตามธรรมชาติ
แผนปฏิบัติการลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ฉบับแรก ดำเนินการในปี 2529 ครอบคลุมระยะเวลา 10 ปี โดยสิ้นสุดในปี 2540 ซึ่งเป็นการยากที่จะหาระดับที่เหมาะสมของสิ่งแวดล้อมที่สามารถรองรับการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้เพราะในระยะยาวยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดว่าจะเกิดผลกระทบอย่างไรต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัยของมนุษย์ดังนั้นแผนปฏิบัติการดังกล่าวจึงมุ่งที่จะลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ในแผนปฏิบัติการฉบับแรก จึงกำหนดเป้าหมายให้ลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชลดร้อยละ 25 ในปี 2535 และลดลงร้อยละ 50 ในปี 2540 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของแผนปฏิบัติการ และสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชจะต้องเป็นสารที่มีความเป็นอันตรายต่ำ แนวทางการดำเนินงานที่กำหนดไว้ในแผนปฏิบัติการ จะเน้นให้นักวิจัยหรือผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ให้คำแนะนำกับเกษตรกรเพื่อลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช อย่างไรก็ตามในช่วงปีแรกของแผนปฏิบัติการการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชกลับเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการให้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญกับเกษตรกรไม่ประสบผลสำเร็จ ในปี 2535 เป้าหมายลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชลดร้อยละ 25 ไม่ประสบผลสำเร็จ กลายเป็นว่าในปีดังกล่าวการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องปรับแนวทางการดำเนินงานใหม่
แนวทางการดำเนินงานของแผนปฏิบัติการฉบับแรก ได้รวมการปรับปรุงพฤติกรรมของเกษตรกรในการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้มีความรู้และทักษะที่ถูกต้อง ตลอดจนการบำรุงรักษาเครื่องพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่เหมาะสม ตั้งแต่ปี  2536 รัฐบาลเดนมาร์ก กำหนดให้ผู้ทำทำหน้าที่พ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพื่อการค้า จะต้องมีใบประกาศรับรองการพ่นสารดังกล่าวด้วย ซึ่งผู้ที่จะได้รับใบประกาศจะต้องเข้ารับการอบรมหลักสูตรการพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพื่อการค้าเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ (74 ชั่วโมง) เนื้อหาหลักประกอบด้วย การพ่นสาร ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และประเด็นด้านสุขภาพ หลักสูตรดังกล่าวมีข้อยกเว้นสำหรับผู้ที่ดำเนินการมาก่อนวันที่ 1 มกราคม 2534 จะใช้เวลาอบรมเพียง 12 ชั่วโมงเท่านั้น และตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นมา เกษตรกรที่มีพื้นที่ปลูกมากกว่า 10 เฮกตาร์ ( 62.5 ไร่ ขึ้นไป) จะต้องเก็บข้อมูลผลิตภัณฑ์สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ใช้ อัตราการใช้ ชนิดพืช แยกเป็นแปลงให้ชัดเจน สามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งในปีดังกล่าวได้มีการสุ่มตรวจคุณภาพของเครื่องมืออุปกรณ์พ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช จากจำนวนเครื่องพ่นสาร 45,000 เครื่อง พบว่าร้อยละ 70-80 ไม่เป็นที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม ในขณะนั้นรัฐบาลยังไม่ได้กำหนดมาตรฐานต่ำของเครื่องพ่น ทั้งนี้ได้ริเริ่มให้มีการเก็บภาษีสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชในปี 2539
ผลจากการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการฉบับแรก พบว่า ปริมาณการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชมีแนวโน้มลดลง โดยพิจารณาจากปริมาณสารออกฤทธิ์ (active ingredient) แต่ยังคงไม่ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ คือ สิ้นสุดแผนฉบับแรกปริมาณการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอยู่ที่ราว 4,000 ตัน ของสารออกฤทธิ์ ขณะที่เป้าหมายอยู่ที่ 3,500 ตันของสารออกฤทธิ์ (ร้อยละ 50) โดยที่ปริมาณสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของมนุษย์ลดลง เพราะมีการประกาศห้ามใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมรุนแรง ในขณะที่เป้าหมาย Treatment Frequency  Index (TFI) ซึ่งใช้วัดความถี่ของการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช พบว่า ยังไม่บรรลุเป้าหมายเช่นกัน ค่า TFI ลดลงเพียงร้อยละ 8 เท่านั้น  (จาก 2.67 เป็น 2.45)  เพื่อทำให้แผนการปฏิบัติการดังกล่าวบรรลุเป้าหมาย จึงได้แต่งตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญอิสระขึ้นมาเรียกว่า The Bichel Committee ทำหน้าที่ศึกษาและประเมินสถานการณ์กรณีลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชในระดับต่างๆ และคณะกรรมการดังกล่าวได้รายงานผลการศึกษาครั้งแรกในปี 2534 ซึ่งได้นำมาพัฒนาเป็นแผนปฏิบัติการ ฉบับที่ 2 ปี 2543 – 2546 โดยแนะนำให้ใช้กลยุทธ 3 ด้าน ประกอบด้วย การลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชทั่วไป การลดการเข้าทำลายเขตนิเวศน์ถิ่นอาศัยตามธรรมชาติ และการเพิ่มการทำการเกษตรแบบอินทรีย์ ซึ่งการทำเกษตรแบบอินทรีย์จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและกลุ่มของผู้บริโภคที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดเป้าหมายให้ก่อนสิ้นสุดปี 2546 ค่า TFI ต้องต่ำกว่า 2.0 และพื้นที่โดยรอบแหล่งน้ำและทะเลสาบ ต้องเป็นเขตปลอดสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ไม่น้อยกว่า 20,000 เฮกตาร์ (125,000 ไร่) ผลปรากฏว่าในปี 2545 ค่า TFI ลดลงมาอยู่ที่ 2.04 และมีเขตปลอดสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช รวม 8,000 เฮกตาร์ (50,000 ไร่)
สำหรับแผนปฏิบัติการลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ฉบับที่ 3 ปี 2547-2552 กำหนดเป้าหมายให้ปีสิ้นสุดแผน ค่า TFI ต้องต่ำกว่า 1.7 ส่งเสริมการเพาะปลูกโดยไม่ใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช และบริเวณรอบแหล่งน้ำและทะเลสาบเป้าหมายต้องเป็นเขตปลอดสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช อย่างน้อย 25,000 เฮกตาร์ (156,250 ไร่) โดยเริ่มนำผลไม้และผักมาเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการเป็นครั้งแรก ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าค่า TFI สามารถลดลงมาจาก 3.1 ในปี 2533-2536 เป็น 2.1 ในปี 2544-2546 ซึ่งค่าดังกล่าวสามารถลดได้ถึง 1.4 โดยไม่มีผลต่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งในส่วนของเกษตรกรและสังคม
กล่าวโดยสรุปแล้ว การเปลี่ยนแปลงการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชของเดนมาร์ก เริ่มต้นจากช่วงปี 2524-2528 ปริมาณการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพิ่มมากขึ้น ในปี 2529 จึงเริ่มดำเนินการแผนลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ฉบับที่ 1 โดยกำหนดเป้าหมายลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้ได้ร้อยละ 50 ภายใน 10 ปี และเริ่มพบอนุพันธ์ของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชในน้ำใต้ดินในปี 2536 ในปี 2537 จึงเริ่มมีการประกาศห้ามใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีอันตรายรุนแรง จากนั้นในปี 2539 ได้นำระบบภาษีมาใช้จากเดิมเก็บภาษีที่อัตราร้อยละ 3 เท่ากันทั้งหมด ปรับเพิ่มเป็นร้อยละ 35 สำหรับสารป้องกันและกำจัดแมลง  และร้อยละ 27 สำหรับสารป้องกันและกำจัดวัชพืช และอัตราร้อยละ 3 สำหรับสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ไม่ใช่สารเคมี และปี 2540 สิ้นสุดแผนการลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชแผนที่ 1 ช่วงปีดังกล่าวถึงปี 2542 จัดตั้ง Bichel Committee ศึกษาแนวทางที่เหมาะสมเพื่อให้การลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเป็นไปตามเป้าหมาย และในปี 2542 ดังกล่าวได้เพิ่มอัตราภาษีเป็นร้อยละ 54  สำหรับสารป้องกันและกำจัดแมลง และร้อยละ 34 สำหรับสารป้องกันและกำจัดวัชพืชและสารป้องกันและกำจัดเชื้อรา ต่อมาปี 2543 ได้ประกาศใช้แผนลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ฉบับที่ 2 กำหนดเป้าหมายค่า TFI ไว้ที่ 2.0 และในปี 2547 ประกาศใช้แผนลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ฉบับที่ 3 กำหนดเป้หมายค่า TFI ที่ 1.7 เมื่อสิ้นสุดแผน ทั้งนี้แผนปฏิบัติการดังกล่าวประกอบด้วย แนวทางการปฏิบัติ 6 แนวทาง คือ การลดความถี่ของการใช้ การสร้าง buffer zone ตลอดแนวแหล่งน้ำ ความเข้มงวดด้านกฎระเบียบในการขึ้นทะเบียน มาตรการทางภาษี การให้การศึกษาและการฝึกอมรม และมาตรการสมัครใจเข้าร่วมการลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยการสนับสนุนองค์ความรู้และเทคนิควิชาการจากงานวิจัยและนักวิจัย


Cr :https://www.copenhagencvb.com/copenhagen/denmark-leads-organic-food-consumption


ก้าวต่อไปคืนสู่ธรรมชาติ
          การดำเนินการตามแผนปฏิบัติการลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชของรัฐบาลเดนมาร์ก ในปี 2553 พบว่า การใช้ค่า TFI เป็นเกณฑ์พิจารณา ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ และการใช้มาตรการทางภาษีที่ดำเนินการมาถึงปี 2556 ก็ไม่เพียงพอที่จะสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชลงได้ตามเป้าหมายที่กำหนด ดังนั้นจึงมีการปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดใหม่ด้วยการใช้ค่า PLI หรือ Pesticide Load Indicator ซึ่งเป็นค่าที่สะท้อนผลกระทบของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชแต่ละชนิดต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ค่า PLI จึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือให้เกษตรกรในการเลือกใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช และเป็นฐานในการกำหนดอัตราภาษีตามระดับความเป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม สำหรับแผนปฏิบัติการลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ฉบับปี 2556-2558 ได้ขยายระยะเวลาออกไปถึงกลางปี 2560 ที่ผ่านมา กำหนดเป้าหมายให้ลดค่า PLI ได้ร้อยละ 40 ในปีสุดท้าย โดยคิดจากฐานปี 2554  
ระบบของรัฐบาลเดนมาร์ก การคิดค่าสิ่งแวดล้อมที่รองรับสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช (the environmental load of pesticide) จะพิจารณาจากสูตรและสารออกฤทธิ์ กรณีเกิดความเปลี่ยนแปลงต่อสิ่งแวดล้อม จะพิจารณารวมถึงการตกค้างในดิน ความสามารถในการสะสมและเคลื่อนย้ายไปกับน้ำ กรณีความเป็นพิษต่อระบบนิเวศน์ จะพิจารณาจากการสะสมความเป็นพิษในปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้อง ส่วนกรณีความเป็นพิษต่อสุขภาพจะแบ่งออกเป็นระดับ 10-100 จากข้อมูลความเป็นพิษที่แสดงในฉลากผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงความเป็นอันตรายในการเก็บรักษาและการใช้ด้วย ค่า Pesticide Load คิดเป็นหน่วยต่อน้ำหนักของผลิตภัณฑ์ (pesticide load/kg of product) หรือ หน่วยต่ออัตราการใช้มาตรฐาน (pesticide load/ha) ซึ่งการคำนวณค่า PLI จะไม่นำไปรวมกับการวัดการลดความเสี่ยงของเกษตรกร โดยสรุปแล้ว ค่า PLI จะใช้ประเมินประสิทธิภาพของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นมากกว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง
สำหรับระบบภาษีที่นำมาใช้เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2556 เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช เรียกว่าเป็นภาษีพื้นฐาน ซึ่งขึ้นกับปริมาณของสารออกฤทธิ์ในสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง 3 ส่วน คือ ค่าความเป็นพิษ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความเป็นพิษต่อระบบนิเวศน์ ระบบภาษีแบบใหม่ทำให้เกิดความแตกต่างของราคาอย่างชัดเจนมากขึ้น ส่งผลให้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเป็นพิษสูงมีราคาแพง ในขณะเดียวกันสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเป็นพิษต่ำก็มีราคาถูกลงเช่นกัน โดยอัตราภาษีทีสูงที่สุด คือ cypermethrin ซึ่งเป็นสารกำจัดแมลง อัตราภาษีอยู่ที่ 1,040 ยูโร ต่อ กิโลกรัม เปรียบเทียบกับสารกำจัดวัชพืช glyphosate อัตราภาษีอยู่ที่ 6.90 ยูโร/ลิตร ผลจากการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการดังกล่าว พบว่า สามารถลดค่า PLI ได้ร้อยละ 40 จากข้อมูลการค้าเมื่อสิ้นปี 2558 (ลดลงจาก 3.27 เป็น 1.95) อย่างไรก็ตามยังไม่ยืนยันชัดเจนว่าเป็นผลมาจากแผนปฏิบัติการดังกล่าวทั้งหมดหรือไม่ ทั้งนี้ แนวทางการใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืชที่มีความเป็นพิษต่ำ เป็นแนวทางที่ดีอีกแนวทางหนึ่งในการลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช
 ในภาพรวมของสหภาพยุโรปกำหนด Directive2009/128/EC ว่าด้วยการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างยั่งยืน เป็นแนวทางให้กับประเทศสมาชิกปฏิบัติตาม โดยให้ประเทศสมาชิกกำหนดแผนปฏิบัติการของตนเองภายในปี 2557 และให้ทบทวนในปี 2560 ซึ่งเป็นออกเป็น 2 ลักษณะ คือ กลุ่มประเทศสมาชิกที่ยึดหลักความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช และกลุ่มซึ่งยึดหลักความเสี่ยงร่วมกับการลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช กลุ่มหลังนี้ ประกอบด้วย ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม เดนมาร์ก และเนเธอร์แลนด์ ทั้งนี้แต่ละประเทศสามารถกำหนดเป้าหมายและมาตรการของตนเอง แต่จะต้องมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน สามารถอธิบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล มาตรการที่ดำเนินการมุ่งเน้นให้เกิดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างมีความรับผิดชอบ ถูกต้อง ถูกวิธี มีการฝึกอบรมอย่างจริงจังสำหรับผู้ใช้เพื่อการค้า ผู้จำหน่าย และผู้ที่แนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช มาตรฐานของเครื่องพ่นที่เหมาะสม การใช้และอุปกรณ์การป้องกันสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชส่วนบุคคลที่ถูกต้องตามหลักความปลอดภัย มาตรการต่อต้านการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชปลอมไม่ได้มาตรฐาน
แนวทางการดำเนินการลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชของสหภาพยุโรป มุ่งให้เกิดการทำการเกษตรที่ยั่งยืน นำระบบการป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสานมาใช้ เพื่อสร้างความสมดุลกลับคืนสู่ธรรมชาติ โดยที่แนวทางของเดนมาร์ก มีความเข้มข้นมากกว่า นอกจากจะลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชแล้ว ยังส่งเสริมให้มีการบริโภคและการผลิตสินค้ากลุ่มเกษตรอินทรีย์ ขยายฐานผู้บริโภคและผู้ผลิตให้กว้างขวางขึ้น ส่งผลกระทบต่อระบบการผลิตที่จะต้องลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอีกทางหนึ่ง ประเด็นที่ทางสหภาพยุโรปให้ความเห็นต่อแนวทางการลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่น่าสนใจ คือ หากมาตรการที่กำหนดมุ่งที่จะควบคุมและลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพียงด้านเดียว แทนที่จะมุ่งให้เกิดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างยั่งยืน เป้าหมายของระเบียบที่กำหนดอาจไปไม่ถึง และสุขอนามัยพืช รวมทั้งการผลิตทางการเกษตรอย่างยั่งยืน อาจจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริง
          บางทีการตั้งหน้าตั้งตาปฏิเสธ โดยไม่ได้มองบริบทอื่นๆ อาจทำให้สิ่งที่มุ่งหวัง ผิดเพี้ยนไปได้เช่นกัน เปิดใจให้กว้าง กายจะได้เป็นสุขกันทุกท่าน หรือท่านผู้อ่านคิดเห็นเช่นไร

(ขอบคุณ :กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์,กรมยุโรป กระทรวงต่างประเทศ http://www.ceureg.com/14/docs/presentations/Session_II_2_Laurent_OGER.pdf
http://eur-lex.europa.eu/LexUriServ/LexUriServ.do?uri=OJ:L:2009:309:0071:0086:en:PDF
http://ec.europa.eu/environment/archives/ppps/pdf/pesticides_en.pdf
http://ec.europa.eu/food/audits-analysis/overview_reports/act_getPDF.cfm?PDF_ID=107 ภาพประกอบ/ข้อมูล)

พบกันใหม่ฉบับหน้า                                                                      สวัสดี……อังคณา 
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ

บทความดังกล่าวเป็นต้นฉบับของคอลัมน์ฉีกซอง ในจดหมายข่าวผลิใบ ก้าวใหม่งานวิจัยและพัฒนาการเกษตร ของกรมวิชาการเกษตร ฉบับเดือนพฤศิกายน 2560 แต่เนื่องจากไม่ได้มีการนำออกมาเผยแพร่จึงขออนุญาตทยอยนำต้นฉบับประจำปีงบประมาณ 2561 ออกมาเผยแพร่ทางช่องทางนี้ หวังว่าคงจะเกิดประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านทุกท่านตามสมควร