วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

จับตาเดนมาร์กกับนโยบายลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช



ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ denmark agriculture

Cr: https://globalvillage.world/proudly-europe/denmark/
        
         หลังจากพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ผ่านพ้นไป ยังคงไม่อาจกล่าวได้ว่าประชาชนชาวไทยคลายความทุกข์โศก แต่ทุกคนเริ่มจัดการกับแนวทางการดำเนินชีวิตของตนเองได้ดีขึ้น น้อมนำกระแสพระราชดำรัส พระบรมราโชวาท มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานและการดำเนินชีวิต หลายๆคนที่ผู้เขียนรู้จักได้ใช้โอกาสนี้ปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น ช่วยเหลือผู้อื่นมากขึ้น นึกถึงตัวเองน้อยลง ทั้งหมดนี้เพื่อประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับสังคมโดยรวม โดยทุกคนทุกฝ่ายต่างยึดแนวทางของพระองค์เป็นแบบแผนของตนเอง และทำต่อไป
          ช่วงเวลาดังกล่าว เริ่มมีกระแสเกี่ยวกับสารเคมีทางการเกษตรปะทุขึ้นมาอีกระลอกหนึ่ง เป็นประเด็นในการใช้หรือห้ามใช้สารกำจัดวัชพืช “พาราควอต” ฝ่ายที่เห็นด้วยกับการให้ใช้สารกำจัดวัชพืชดังกล่าวต่อไป ก็ออกมาชี้แจงให้ข้อมูลอีกกด้านหนึ่ง ในขณะที่ฝ่ายที่คัดค้านก็ออกมาให้ข้อมูลอีกด้านหนึ่ง มีการสร้างกระแสสื่อระหว่างกันไปมา ผู้เขียนในฐานะคนชายขอบอดคิดตามไม่ได้ว่า การใช้หรือไม่ใช้สารกำจัดวัชพืชดังกล่าว มันมีอะไรซ่อนอยู่หรือไม่ มีอะไรอยู่เบื้องหลังมากกว่าที่ต่างฝ่ายต่างแสดงออกมาให้สาธารณชนได้เห็นเพียงใด ผู้เขียนจึงขอมองข้ามสถานการณ์ดังกล่าวไปยังจุดที่ไม่ต้องมีการใช้สารเคมีทางการเกษตร สถานการณ์ดังกล่าวมีโอกาสจะเกิดขึ้นในแผ่นดินแหลมทองนี้ได้หรือไม่ น่าสนใจมิใช่น้อย ดังนั้น “ฉีกซอง” ฉบับเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๐ ขอนำท่านผู้อ่านไปเรียนรู้วิถีของนโยบายลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรของประเทศผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมเช่นประเทศเดนมาร์ก แผ่นดินแห่งโคนม หนึ่งในสมาชิกสหภาพยุโรป เรียนรู้จากเขาแล้วหันกลับมามองเรา โปรดติดตาม

วิธีคิด มองเกษตรอินทรีย์ เริ่มลดการใช้สารเคมี
          เดนมาร์ก หรือชื่อทางการคือ ราชอาณาจักรเดนมาร์ก เป็นประเทศในกลุ่มนอร์ดิก มีแผ่นดินหลักตั้งอยู่บนคาบสมุทร Jutland ทางทิศเหนือของประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านทางบกเพียงประเทศเดียว ทางทิศใต้ของประเทศนอร์เวย์ และตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศสวีเดน มีพรมแดนจรดทะเลเหนือและทะเลบอลติก เดนมาร์กมีดินแดนนอกชายฝั่งห่างไกลออกไปสองแห่ง คือ หมู่เกาะแฟโรและกรีนแลนด์ ซึ่งแต่ละแห่งมีอำนาจปกครองตนเองสำหรับการปกครอง ปกครองในระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญและเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป แต่ยังไม่เข้าร่วมใช้สกุลเงินยูโร เดนมาร์กเป็นสมาชิกรุ่นก่อตั้งขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ  NATO มีเมืองหลวง คือ กรุงโคเปนเฮเกน อยู่บนเกาะ Zealand เมืองสำคัญ ประกอบด้วย Århus, Aalborg, และ Esbjerg ซึ่งอยู่บนคาบสมุทร Jutland และ เมือง Odense  อยู่บนเกาะ Funen พื้นที่เกือบทั้งหมดเป็นที่ราบไม่มีภูเขา นอกจากหมู่เกาะแฟโร และเกาะกรีนแลนด์ซึ่งเป็นดินแดนโพ้นทะเลจะมีทั้งที่ราบสูง และภูเขาสูง ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบ มีที่ราบสูงเพียงเล็กน้อย ความสูงเฉลี่ยจากระดับน้ำทะเลเพียง 31 เมตร จุดที่อยู่สูงที่สุดตามธรรมชาติคือเนินเขา Møllehøj อยู่ที่ความสูง 170.86 เมตร  เนินเขาอื่นๆในบริเวณ Århus ตะวันตกเฉียงใต้ คือ Yding Skovhøj ที่ 170.77 เมตร และ Ejer Bavnehøj ที่ 170.35 เมตร ขนาดผืนน้ำบนผืนดินคือ 210 ตารางกิโลเมตร ในเดนมาร์กตะวันออก และ 490 ตารางกิโลเมตร ในเดนมาร์กตะวันตก
เดนมาร์กคือหนึ่งในประเทศที่ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมนอกจากนี้ยังเป็นรัฐสวัสดิการขนาดใหญ่ที่มีสวัสดิการแก่ประชาชนมากมายอีกทั้งยังติดอันดับประเทศที่มีรายได้เข้าประเทศในอันดับต้นของโลกอีกด้วย ประสิทธิภาพทางการตลาดของเดนมาร์กก็อยู่ในระดับสูง นอกจากนี้มาตรฐานการอยู่อาศัยของเดนมาร์กก็อยู่สูงกว่ามาตรฐานเฉลี่ยของยุโรป รวมทั้งมีการค้าขายเสรีจำนวนมากภายในประเทศ เดนมาร์กมีตัวเลขของผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อประชากรสูงกว่าประเทศในแถบยุโรปทั่วไป และสูงกว่าสหรัฐอเมริกาประมาณร้อยละ 15 – 20 ทั้งนี้ยังเป็นประเทศที่มีการแข่งขันทางธุรกิจสูงอีกด้วย
ตลาดแรงงานของเดนมาร์กเป็นตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงไปมาได้มากที่สุดในยุโรปตามการจัดลำดับของโออีซีดี (OECD) ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายสวัสดิการของรัฐที่ให้ตลาดแรงงานยืดหยุ่น ส่งผลให้ตลาดแรงงานในประเทศสามารถว่าจ้าง, ไล่ออก, หรือหางานใหม่ได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นแรงงานในประเทศจึงไม่ต้องกังวลเรื่องตกงาน และยังเป็นประเทศที่สามรถขายหรือหาซื้อสินค้าได้อย่างง่ายดาย โดยสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นผลมาจากลัทธิเสรีนิยมที่เปิดกว้างทางธุรกิจมาตั้งแต่ในยุคทศวรรษที่ 1990 สกุลเงินของเดนมาร์ก คือ โครนเดนมาร์ก โดยอัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินของเดนมาร์กถือว่ามั่นคงมาก สำหรับสินค้าส่งออกมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ส่งไปยังประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ อาหารสัตว์, ผลิตภัณฑ์เคมี, ผลิตภัณฑ์จากนม, ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า, ปลา, เฟอร์นิเจอร์, หนังสัตว์, เครื่องจักร, เนื้อสัตว์, น้ำมัน/ก๊าซธรรมชาติ และน้ำตาล
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญและใหญ่ที่สุดของเดนมาร์ก คือ อุตสาหกรรมสินค้าอาหาร (food industry) โดยมีสินค้าที่ส่งออก ได้แก่ เนื้อสุกร ไก่ วัว ผลิตภัณฑ์ประเภทนม เนย (dairy products) เบียร์ สินค้าประมง และภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญรองลงมา ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่อำนวยความสะดวกในการผลิตสินค้าเกษตร รวมทั้งการขนส่งสินค้าที่เสียง่าย ได้แก่ ตู้แช่แข็ง/แช่เย็นในรถบรรทุก/เรือ อุตสาหกรรมเคมี (chemical industry) เพื่อป้องกันแมลง โรคพืช อุตสาหกรรมสิ่งทอ ได้แก่ ขนมิ้งค์ (mink) อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมด้านเวชภัณฑ์ (pharmaceutical industry) ได้แก่ อินซูลิน (insulin) โดยเดนมาร์กเป็นประเทศผู้นำในการผลิตอินซูลินแห่งหนึ่งของโลก อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ก่อสร้างและเครื่องแต่งบ้าน โดยเดนมาร์กเป็นประเทศที่เอกลักษณ์ในเรื่องการออกแบบที่โดดเด่นและมีคุณภาพ อุตสาหกรรม software ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Industry) เครื่องมือสื่อสารและโทรคมนาคม และอุตสาหกรรม shipbuilding
จากศักยภาพในการผลิตอาหารรองรับประชากรมากกว่า 15 ล้านคนต่อปี หรือมากกว่า 3 เท่าของประชากรในประเทศ นอกเหนือจากศักยภาพในแง่ปริมาณ เดนมาร์กยังมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านอาหารที่ก้าวหน้าเป็นอันดับต้นๆ ของยุโรป เช่นเดียวกับ สินค้าเกษตรและอาหารที่ขึ้นชื่อด้านคุณภาพ มาตรฐานปลอดภัย และผลิตจากกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะจากการผลิตสินค้าเกษตรในระบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเดนมาร์กมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ โดยเดนมาร์กเป็นประเทศที่มีส่วนแบ่งตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์สูงที่สุดในโลก และเป็นตลาดเกษตรอินทรีย์ที่มีการพัฒนามากที่สุด ซึ่งยอดขายของเกษตรอินทรีย์ในเดนมาร์กเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลปี 2558 เดนมาร์กมียอดการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ร้อยละ 8.40 ของยอดขายเกษตรอินทรีย์ของโลก และเพิ่มเป็นร้อยละ 9.6 ในปี 2559 รองลงมาได้แก่ สวิสเซอร์แลนด์ ร้อยละ 7.7 ลักเซมเบิร์ก ร้อยละ 7.5 และสวีเดน ร้อยละ 7.3  สำหรับสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับความนิยมบริโภคมากเป็น 10 อันดับแรก ประกอบด้วย ข้าวโอ้ต ร้อยละ 43,8 โยเกริต์รสธรรมชาติ ร้อยละ 41.2 แครอท ร้อยละ 3 น้ำมันปรุงอาหาร/น้ำมันสลัด ร้อยละ 33.1 ไข่ ร้อยละ 31.2 นม ร้อยละ 30.7 แป้ง ร้อยละ 27.3 กล้วย ร้อยละ 27.3 น้ำผลไม้ ร้อยละ 26.5 และส้ม ร้อยละ 25.9 โดยช่องทางการจำหน่ายที่สำคัญที่สุด คือ ร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตประเภท discount stores และ super market มีส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 41.2 และ 39.40 ตามลำดับ ในขณะที่การซื้อขายผ่านทางช่องทางออนไลน์ได้รับความนิยมมากขึ้น คิดเป็นร้อยละ 13.5 ของยอดขายทั้งหมด
กว่าสถานการณ์สินค้าเกษตรอินทรีย์ของเดนมาร์กจะพัฒนาอย่างโดดเด่นในปัจจุบัน ย้อนหลังไปในปี 2536 รัฐบาลเดนมาร์กตัดสินใจลดราคาขายปลีกสินค้าเกษตรอินทรีย์ลงเพื่อกระตุ้นยอดขาย โดยในปี 2538 ได้จัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan for the Advancement of Organic Food Production) และปี 2542 หน่วยงาน Organic Food Council ของกระทรวงอาหาร เกษตรและประมง (Ministry of Food, Agriculture and Fisheries) ได้จัดทำแผนปฏิบัติการเกษตรอินทรีย์ฉบับที่สอง เพื่อจัดทำแผนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ระยะปานกลาง ปี 2542-2547 แนวทางการปรับเปลี่ยนสินค้าเกษตรสู่วิธีเกษตรอินทรีย์ การพัฒนาสินค้าและคุณภาพ การตลาด การกระจายสินค้า การส่งออก การฝึกอบรม การวิจัย และมีการรวมกลุ่มตั้งชมรม/สมาคมต่างๆ เช่น Danish Association for Organic Farming (LØJ) และ Danish Organic Trade Association  และปัจจุบันอยู่ในช่วงของแผนปฏิบัติการเกษตรอินทรีย์ ปี 2559 – 2561
ในปี 2543 มีผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ในเดนมาร์ก 3,466 ราย พื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ (รวมพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยน) รวม 165,258 เฮคตาร์ มีสัดส่วน 6.2% ของพื้นที่ผลิตสินค้าเกษตร เป็นพื้นที่ที่ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์โดยสมบูรณ์ 93,354 เฮคตาร์ หรือ 2.3% ของพื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรของประเทศ พื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ส่วนใหญ่อยู่ในเขต Jutland (85.2%), Zealand (12.0%) และ Funen (2.8%) ตามลำดับ โดยแผนในระยะยาวรัฐบาลเดนมาร์กคาดหวังว่าในปี 2579 สัดส่วนพื้นที่ทำการเกษตรอินทรีย์จะเพิ่มเป็นร้อยละ 12 ของพื้นที่การเกษตรของประเทศ และอาหารที่ใช้ในหน่วยงานของรัฐ เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน โรงเรียนอนุบาล และบ้านพักคนชรา จะต้องเป็นอาหารที่ทำจากผลผลิตอินทรีย์ รวม 5 แสน มื้อต่อวัน ด้วยวิธีคิดดังกล่าว เดนมาร์กจึงได้กำหนดแผนลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรมาตั้งแต่ปี 2529 ล่วงหน้าก่อนการส่งเสริมการผลิตและการบริโภคเกษตรอินทรีย์ในประเทศกว่า 7 ปี เพื่อเป็นรากฐานในการเข้าสู่ระบบการผลิตแบบอินทรีย์ทั้งระบบ นับว่าเป็นวิธีคิดที่น่าสนใจมาก 
danimarca
Cr : https://www.lifegate.com/people/lifestyle/denmark-organic-farming

เริ่มแผนปฏิบัติการลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช
เป็นที่ทราบกันดีว่า กฎหมายกลุ่มสหภาพยุโรปไม่ได้เรียกสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชว่าเป็น Pesticide แต่เรียกเป็น Plant Protection Product (PPP) รูปแบบและวิธีการปฏิบัติต่อ PPP มีความแตกต่างไปจากระบบที่ใช้ในประเทศไทย แต่ยังยึดความปลอดภัยและความเป็นอันตรายเช่นเดียวกัน สำหรับเดนมาร์กได้เริ่มกำหนดแผนปฏิบัติการลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรในปี 2529  เนื่องจากปรากฏข้อมูลว่าในช่วงเวลา 20 ปี (ปี 2513-2533) ความหลากหลายของชนิดพันธุ์พืชป่าในพื้นที่ทำการเกษตรเริ่มลดน้อยลงราวร้อยละ 60 และระหว่างปี 2513-2528 ปริมาณนกที่จับได้ในพื้นที่การเกษตรลดลงถึงร้อยละ 70 ดังนั้นเหตุผลหลักในการลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช คือ การปกป้องผู้บริโภคและผู้ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่การเกษตรไม่ให้เป็นอันตรายหรือเกิดความเสี่ยงจากการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งการกินสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ปนเปื้อนไปกับอาหารหรือน้ำดื่มตลอดจนการปกป้องสิ่งแวดล้อมไม่ให้เป็นอันตรายจากสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ทั้งทางตรงและทางอ้อมในพื้นที่การเกษตรแหล่งน้ำ ฃฃฃฃฃและแหล่งอาศัยตามธรรมชาติ
แผนปฏิบัติการลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ฉบับแรก ดำเนินการในปี 2529 ครอบคลุมระยะเวลา 10 ปี โดยสิ้นสุดในปี 2540 ซึ่งเป็นการยากที่จะหาระดับที่เหมาะสมของสิ่งแวดล้อมที่สามารถรองรับการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้เพราะในระยะยาวยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดว่าจะเกิดผลกระทบอย่างไรต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัยของมนุษย์ดังนั้นแผนปฏิบัติการดังกล่าวจึงมุ่งที่จะลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ในแผนปฏิบัติการฉบับแรก จึงกำหนดเป้าหมายให้ลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชลดร้อยละ 25 ในปี 2535 และลดลงร้อยละ 50 ในปี 2540 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของแผนปฏิบัติการ และสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชจะต้องเป็นสารที่มีความเป็นอันตรายต่ำ แนวทางการดำเนินงานที่กำหนดไว้ในแผนปฏิบัติการ จะเน้นให้นักวิจัยหรือผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ให้คำแนะนำกับเกษตรกรเพื่อลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช อย่างไรก็ตามในช่วงปีแรกของแผนปฏิบัติการการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชกลับเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการให้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญกับเกษตรกรไม่ประสบผลสำเร็จ ในปี 2535 เป้าหมายลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชลดร้อยละ 25 ไม่ประสบผลสำเร็จ กลายเป็นว่าในปีดังกล่าวการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องปรับแนวทางการดำเนินงานใหม่
แนวทางการดำเนินงานของแผนปฏิบัติการฉบับแรก ได้รวมการปรับปรุงพฤติกรรมของเกษตรกรในการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้มีความรู้และทักษะที่ถูกต้อง ตลอดจนการบำรุงรักษาเครื่องพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่เหมาะสม ตั้งแต่ปี  2536 รัฐบาลเดนมาร์ก กำหนดให้ผู้ทำทำหน้าที่พ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพื่อการค้า จะต้องมีใบประกาศรับรองการพ่นสารดังกล่าวด้วย ซึ่งผู้ที่จะได้รับใบประกาศจะต้องเข้ารับการอบรมหลักสูตรการพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพื่อการค้าเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ (74 ชั่วโมง) เนื้อหาหลักประกอบด้วย การพ่นสาร ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และประเด็นด้านสุขภาพ หลักสูตรดังกล่าวมีข้อยกเว้นสำหรับผู้ที่ดำเนินการมาก่อนวันที่ 1 มกราคม 2534 จะใช้เวลาอบรมเพียง 12 ชั่วโมงเท่านั้น และตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นมา เกษตรกรที่มีพื้นที่ปลูกมากกว่า 10 เฮกตาร์ ( 62.5 ไร่ ขึ้นไป) จะต้องเก็บข้อมูลผลิตภัณฑ์สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ใช้ อัตราการใช้ ชนิดพืช แยกเป็นแปลงให้ชัดเจน สามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งในปีดังกล่าวได้มีการสุ่มตรวจคุณภาพของเครื่องมืออุปกรณ์พ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช จากจำนวนเครื่องพ่นสาร 45,000 เครื่อง พบว่าร้อยละ 70-80 ไม่เป็นที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม ในขณะนั้นรัฐบาลยังไม่ได้กำหนดมาตรฐานต่ำของเครื่องพ่น ทั้งนี้ได้ริเริ่มให้มีการเก็บภาษีสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชในปี 2539
ผลจากการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการฉบับแรก พบว่า ปริมาณการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชมีแนวโน้มลดลง โดยพิจารณาจากปริมาณสารออกฤทธิ์ (active ingredient) แต่ยังคงไม่ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ คือ สิ้นสุดแผนฉบับแรกปริมาณการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอยู่ที่ราว 4,000 ตัน ของสารออกฤทธิ์ ขณะที่เป้าหมายอยู่ที่ 3,500 ตันของสารออกฤทธิ์ (ร้อยละ 50) โดยที่ปริมาณสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของมนุษย์ลดลง เพราะมีการประกาศห้ามใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมรุนแรง ในขณะที่เป้าหมาย Treatment Frequency  Index (TFI) ซึ่งใช้วัดความถี่ของการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช พบว่า ยังไม่บรรลุเป้าหมายเช่นกัน ค่า TFI ลดลงเพียงร้อยละ 8 เท่านั้น  (จาก 2.67 เป็น 2.45)  เพื่อทำให้แผนการปฏิบัติการดังกล่าวบรรลุเป้าหมาย จึงได้แต่งตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญอิสระขึ้นมาเรียกว่า The Bichel Committee ทำหน้าที่ศึกษาและประเมินสถานการณ์กรณีลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชในระดับต่างๆ และคณะกรรมการดังกล่าวได้รายงานผลการศึกษาครั้งแรกในปี 2534 ซึ่งได้นำมาพัฒนาเป็นแผนปฏิบัติการ ฉบับที่ 2 ปี 2543 – 2546 โดยแนะนำให้ใช้กลยุทธ 3 ด้าน ประกอบด้วย การลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชทั่วไป การลดการเข้าทำลายเขตนิเวศน์ถิ่นอาศัยตามธรรมชาติ และการเพิ่มการทำการเกษตรแบบอินทรีย์ ซึ่งการทำเกษตรแบบอินทรีย์จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและกลุ่มของผู้บริโภคที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดเป้าหมายให้ก่อนสิ้นสุดปี 2546 ค่า TFI ต้องต่ำกว่า 2.0 และพื้นที่โดยรอบแหล่งน้ำและทะเลสาบ ต้องเป็นเขตปลอดสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ไม่น้อยกว่า 20,000 เฮกตาร์ (125,000 ไร่) ผลปรากฏว่าในปี 2545 ค่า TFI ลดลงมาอยู่ที่ 2.04 และมีเขตปลอดสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช รวม 8,000 เฮกตาร์ (50,000 ไร่)
สำหรับแผนปฏิบัติการลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ฉบับที่ 3 ปี 2547-2552 กำหนดเป้าหมายให้ปีสิ้นสุดแผน ค่า TFI ต้องต่ำกว่า 1.7 ส่งเสริมการเพาะปลูกโดยไม่ใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช และบริเวณรอบแหล่งน้ำและทะเลสาบเป้าหมายต้องเป็นเขตปลอดสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช อย่างน้อย 25,000 เฮกตาร์ (156,250 ไร่) โดยเริ่มนำผลไม้และผักมาเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการเป็นครั้งแรก ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าค่า TFI สามารถลดลงมาจาก 3.1 ในปี 2533-2536 เป็น 2.1 ในปี 2544-2546 ซึ่งค่าดังกล่าวสามารถลดได้ถึง 1.4 โดยไม่มีผลต่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งในส่วนของเกษตรกรและสังคม
กล่าวโดยสรุปแล้ว การเปลี่ยนแปลงการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชของเดนมาร์ก เริ่มต้นจากช่วงปี 2524-2528 ปริมาณการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพิ่มมากขึ้น ในปี 2529 จึงเริ่มดำเนินการแผนลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ฉบับที่ 1 โดยกำหนดเป้าหมายลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้ได้ร้อยละ 50 ภายใน 10 ปี และเริ่มพบอนุพันธ์ของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชในน้ำใต้ดินในปี 2536 ในปี 2537 จึงเริ่มมีการประกาศห้ามใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีอันตรายรุนแรง จากนั้นในปี 2539 ได้นำระบบภาษีมาใช้จากเดิมเก็บภาษีที่อัตราร้อยละ 3 เท่ากันทั้งหมด ปรับเพิ่มเป็นร้อยละ 35 สำหรับสารป้องกันและกำจัดแมลง  และร้อยละ 27 สำหรับสารป้องกันและกำจัดวัชพืช และอัตราร้อยละ 3 สำหรับสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ไม่ใช่สารเคมี และปี 2540 สิ้นสุดแผนการลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชแผนที่ 1 ช่วงปีดังกล่าวถึงปี 2542 จัดตั้ง Bichel Committee ศึกษาแนวทางที่เหมาะสมเพื่อให้การลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเป็นไปตามเป้าหมาย และในปี 2542 ดังกล่าวได้เพิ่มอัตราภาษีเป็นร้อยละ 54  สำหรับสารป้องกันและกำจัดแมลง และร้อยละ 34 สำหรับสารป้องกันและกำจัดวัชพืชและสารป้องกันและกำจัดเชื้อรา ต่อมาปี 2543 ได้ประกาศใช้แผนลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ฉบับที่ 2 กำหนดเป้าหมายค่า TFI ไว้ที่ 2.0 และในปี 2547 ประกาศใช้แผนลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ฉบับที่ 3 กำหนดเป้หมายค่า TFI ที่ 1.7 เมื่อสิ้นสุดแผน ทั้งนี้แผนปฏิบัติการดังกล่าวประกอบด้วย แนวทางการปฏิบัติ 6 แนวทาง คือ การลดความถี่ของการใช้ การสร้าง buffer zone ตลอดแนวแหล่งน้ำ ความเข้มงวดด้านกฎระเบียบในการขึ้นทะเบียน มาตรการทางภาษี การให้การศึกษาและการฝึกอมรม และมาตรการสมัครใจเข้าร่วมการลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยการสนับสนุนองค์ความรู้และเทคนิควิชาการจากงานวิจัยและนักวิจัย


Cr :https://www.copenhagencvb.com/copenhagen/denmark-leads-organic-food-consumption


ก้าวต่อไปคืนสู่ธรรมชาติ
          การดำเนินการตามแผนปฏิบัติการลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชของรัฐบาลเดนมาร์ก ในปี 2553 พบว่า การใช้ค่า TFI เป็นเกณฑ์พิจารณา ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ และการใช้มาตรการทางภาษีที่ดำเนินการมาถึงปี 2556 ก็ไม่เพียงพอที่จะสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชลงได้ตามเป้าหมายที่กำหนด ดังนั้นจึงมีการปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดใหม่ด้วยการใช้ค่า PLI หรือ Pesticide Load Indicator ซึ่งเป็นค่าที่สะท้อนผลกระทบของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชแต่ละชนิดต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ค่า PLI จึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือให้เกษตรกรในการเลือกใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช และเป็นฐานในการกำหนดอัตราภาษีตามระดับความเป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม สำหรับแผนปฏิบัติการลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ฉบับปี 2556-2558 ได้ขยายระยะเวลาออกไปถึงกลางปี 2560 ที่ผ่านมา กำหนดเป้าหมายให้ลดค่า PLI ได้ร้อยละ 40 ในปีสุดท้าย โดยคิดจากฐานปี 2554  
ระบบของรัฐบาลเดนมาร์ก การคิดค่าสิ่งแวดล้อมที่รองรับสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช (the environmental load of pesticide) จะพิจารณาจากสูตรและสารออกฤทธิ์ กรณีเกิดความเปลี่ยนแปลงต่อสิ่งแวดล้อม จะพิจารณารวมถึงการตกค้างในดิน ความสามารถในการสะสมและเคลื่อนย้ายไปกับน้ำ กรณีความเป็นพิษต่อระบบนิเวศน์ จะพิจารณาจากการสะสมความเป็นพิษในปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้อง ส่วนกรณีความเป็นพิษต่อสุขภาพจะแบ่งออกเป็นระดับ 10-100 จากข้อมูลความเป็นพิษที่แสดงในฉลากผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงความเป็นอันตรายในการเก็บรักษาและการใช้ด้วย ค่า Pesticide Load คิดเป็นหน่วยต่อน้ำหนักของผลิตภัณฑ์ (pesticide load/kg of product) หรือ หน่วยต่ออัตราการใช้มาตรฐาน (pesticide load/ha) ซึ่งการคำนวณค่า PLI จะไม่นำไปรวมกับการวัดการลดความเสี่ยงของเกษตรกร โดยสรุปแล้ว ค่า PLI จะใช้ประเมินประสิทธิภาพของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นมากกว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง
สำหรับระบบภาษีที่นำมาใช้เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2556 เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช เรียกว่าเป็นภาษีพื้นฐาน ซึ่งขึ้นกับปริมาณของสารออกฤทธิ์ในสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง 3 ส่วน คือ ค่าความเป็นพิษ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความเป็นพิษต่อระบบนิเวศน์ ระบบภาษีแบบใหม่ทำให้เกิดความแตกต่างของราคาอย่างชัดเจนมากขึ้น ส่งผลให้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเป็นพิษสูงมีราคาแพง ในขณะเดียวกันสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเป็นพิษต่ำก็มีราคาถูกลงเช่นกัน โดยอัตราภาษีทีสูงที่สุด คือ cypermethrin ซึ่งเป็นสารกำจัดแมลง อัตราภาษีอยู่ที่ 1,040 ยูโร ต่อ กิโลกรัม เปรียบเทียบกับสารกำจัดวัชพืช glyphosate อัตราภาษีอยู่ที่ 6.90 ยูโร/ลิตร ผลจากการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการดังกล่าว พบว่า สามารถลดค่า PLI ได้ร้อยละ 40 จากข้อมูลการค้าเมื่อสิ้นปี 2558 (ลดลงจาก 3.27 เป็น 1.95) อย่างไรก็ตามยังไม่ยืนยันชัดเจนว่าเป็นผลมาจากแผนปฏิบัติการดังกล่าวทั้งหมดหรือไม่ ทั้งนี้ แนวทางการใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืชที่มีความเป็นพิษต่ำ เป็นแนวทางที่ดีอีกแนวทางหนึ่งในการลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช
 ในภาพรวมของสหภาพยุโรปกำหนด Directive2009/128/EC ว่าด้วยการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างยั่งยืน เป็นแนวทางให้กับประเทศสมาชิกปฏิบัติตาม โดยให้ประเทศสมาชิกกำหนดแผนปฏิบัติการของตนเองภายในปี 2557 และให้ทบทวนในปี 2560 ซึ่งเป็นออกเป็น 2 ลักษณะ คือ กลุ่มประเทศสมาชิกที่ยึดหลักความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช และกลุ่มซึ่งยึดหลักความเสี่ยงร่วมกับการลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช กลุ่มหลังนี้ ประกอบด้วย ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม เดนมาร์ก และเนเธอร์แลนด์ ทั้งนี้แต่ละประเทศสามารถกำหนดเป้าหมายและมาตรการของตนเอง แต่จะต้องมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน สามารถอธิบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล มาตรการที่ดำเนินการมุ่งเน้นให้เกิดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างมีความรับผิดชอบ ถูกต้อง ถูกวิธี มีการฝึกอบรมอย่างจริงจังสำหรับผู้ใช้เพื่อการค้า ผู้จำหน่าย และผู้ที่แนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช มาตรฐานของเครื่องพ่นที่เหมาะสม การใช้และอุปกรณ์การป้องกันสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชส่วนบุคคลที่ถูกต้องตามหลักความปลอดภัย มาตรการต่อต้านการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชปลอมไม่ได้มาตรฐาน
แนวทางการดำเนินการลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชของสหภาพยุโรป มุ่งให้เกิดการทำการเกษตรที่ยั่งยืน นำระบบการป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสานมาใช้ เพื่อสร้างความสมดุลกลับคืนสู่ธรรมชาติ โดยที่แนวทางของเดนมาร์ก มีความเข้มข้นมากกว่า นอกจากจะลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชแล้ว ยังส่งเสริมให้มีการบริโภคและการผลิตสินค้ากลุ่มเกษตรอินทรีย์ ขยายฐานผู้บริโภคและผู้ผลิตให้กว้างขวางขึ้น ส่งผลกระทบต่อระบบการผลิตที่จะต้องลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอีกทางหนึ่ง ประเด็นที่ทางสหภาพยุโรปให้ความเห็นต่อแนวทางการลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่น่าสนใจ คือ หากมาตรการที่กำหนดมุ่งที่จะควบคุมและลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพียงด้านเดียว แทนที่จะมุ่งให้เกิดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างยั่งยืน เป้าหมายของระเบียบที่กำหนดอาจไปไม่ถึง และสุขอนามัยพืช รวมทั้งการผลิตทางการเกษตรอย่างยั่งยืน อาจจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริง
          บางทีการตั้งหน้าตั้งตาปฏิเสธ โดยไม่ได้มองบริบทอื่นๆ อาจทำให้สิ่งที่มุ่งหวัง ผิดเพี้ยนไปได้เช่นกัน เปิดใจให้กว้าง กายจะได้เป็นสุขกันทุกท่าน หรือท่านผู้อ่านคิดเห็นเช่นไร

(ขอบคุณ :กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์,กรมยุโรป กระทรวงต่างประเทศ http://www.ceureg.com/14/docs/presentations/Session_II_2_Laurent_OGER.pdf
http://eur-lex.europa.eu/LexUriServ/LexUriServ.do?uri=OJ:L:2009:309:0071:0086:en:PDF
http://ec.europa.eu/environment/archives/ppps/pdf/pesticides_en.pdf
http://ec.europa.eu/food/audits-analysis/overview_reports/act_getPDF.cfm?PDF_ID=107 ภาพประกอบ/ข้อมูล)

พบกันใหม่ฉบับหน้า                                                                      สวัสดี……อังคณา 
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ

บทความดังกล่าวเป็นต้นฉบับของคอลัมน์ฉีกซอง ในจดหมายข่าวผลิใบ ก้าวใหม่งานวิจัยและพัฒนาการเกษตร ของกรมวิชาการเกษตร ฉบับเดือนพฤศิกายน 2560 แต่เนื่องจากไม่ได้มีการนำออกมาเผยแพร่จึงขออนุญาตทยอยนำต้นฉบับประจำปีงบประมาณ 2561 ออกมาเผยแพร่ทางช่องทางนี้ หวังว่าคงจะเกิดประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านทุกท่านตามสมควร


ชั่งหัวมัน...ไร่ของพ่อ

ชั่งหัวมัน...ไร่ของพ่อ




“...คนที่ไปดูก็เห็นว่า เริ่มต้นไม่มีอะไรเลยแต่ว่าต่อมาภายในวันเดียว ทุกคนที่อยู่ในท้องที่นั้น ก็เข้าใจว่าต้องช่วยกัน และยิ่งในสมัยนี้ ระยะนี้ เราต้องร่วมมือกันทำ เพราะว่าถ้าไม่มีการร่วมมือกัน ก็ไม่ก้าวหน้า ฉะนั้นการที่ท่านได้ทำแล้วมีความก้าวหน้านี้เป็นสิ่งที่ดีมาก หลักการก็อยู่ที่ทุกคนต้องช่วยกันเสียสละ เพื่อให้กิจการในท้องที่ก้าวหน้าไปด้วยดี ก้าวหน้าอย่างไร ก็ด้วยการช่วยเหลือกัน แต่ก่อนนั้นเคยเห็นว่ากิจการที่ทำ มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งทำแล้วก็ทำให้ก้าวหน้า แต่อันนี้มันไม่ใช่กลุ่มหนึ่ง มันทั้งหมดร่วมกันทำ และก็มีความก้าวหน้าแน่นอน อันนี้ก็เป็นสิ่งมหัศจรรย์ และเป็นสิ่งที่ทำให้มีความหวัง มีความหวังว่าประเทศชาติจะก้าวหน้า ประเทศชาติจะมีความสำเร็จ...”
พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
พระราชดำรัสพระราชทานให้แก่คณะผู้เข้าเฝ้าฯ ถวายสิทธิบัตรฝนหลวง
ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล
วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๒

          วันพฤหัสบดีที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๐ เป็นวันประวัติศาสตร์และความทรงจำของคนไทยทุกคน เนื่องจากเป็นวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิผลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทั่วทั้งแผ่นดินตกอยู่ในความทุกข์ระทม เป็นห้วงเวลาที่คนไทยทุกคนมีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ตลอดระยะเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงครองพระราชย์สมบัติมายาวนานกว่า 70 ปี พระองค์ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าทรงปฏิบัติตามพระปฐมบรมราชองค์การอย่างเคร่งครัด นั่นคือ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่มหาชนขาวสยาม” พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย ได้สร้างคณูปการให้กับประเทศชาติบ้านเมือง แม้แต่ในช่วงท้ายของพระชนม์ชีพ พระองค์ก็ยังทรงคิดและลงมือปฏิบัติให้เห็นเป็นแบบอย่าง นับต่อนี้ไปแนวทางที่พระองค์ทรงดำเนินมาตลอดพระชนม์ชีพ จะยังผลให้กับคนรุ่นหลังๆ ได้ลงมือทำ ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ สร้างความเจริญและความอยู่ดีกินดีให้เกิดขึ้นโดยทั่วกัน
          “ฉีกซอง” ฉบับเดือนตุลาคม ๒๕๖๐ ขอนำท่านผู้อ่านไปร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ กับอีกหนึ่งโครงการพระราชดำริในแผ่นดินของพ่อ “โครงการชั่งหัวมัน”

ไร่ของพ่อ
          พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงมีความผูกพันกับพื้นที่โดยรอบพระราชวังไกลกังวลเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากโครงการพระราชดำริจำนวนมากเกิดขึ้นในพื้นที่รอบต่อระหว่างอำเภอหัวหินที่ตั้งพระราชวังไกลกังวลกับอำเภอใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็นโครงการหุบกะพงในพระราชประสงค์ โครงการห้วยสัตว์ใหญ่ หรือโครงการห้วยทราย เป็นต้น เช่นเดียวกับโครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ
          “ชั่งหัวมัน” เกิดขึ้นจากการที่ราษฎร์ได้นำมันเทศมาถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ พระราชวังไกลกังวล และมันเทศดังกล่าวถูกวางทิ้งไว้บนตาชั่ง ณ เวลานั้น พระองค์ต้องเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพฯ เป็นเวลาหลายวันกว่าที่จะเสด็จพระราชดำเนินกลับไปยังพระราชวังไกลกังวลอีกครั้ง เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับไป พระองค์สังเกตเห็นว่า มันเทศได้งอกออกมาเป็นต้นอ่อน จึงดำริว่ามันเทศอยู่ที่ไหนก็สามารถงอกงามและเติบโตได้ แม้จะไม่มีดินก็ตาม จึงเหมาะที่จะปลูกในดินแบบไหนก็ได้ พระองค์จึงได้นำมันเทศนั้นไปปลูกไว้ในกระถางในพระราชวังไกลกังวลก่อนก่อนที่จะหาพื้นที่ทดลองปลูกมันเทศในดินที่สภาพไม่อุดมสมบูรณ์ ระหว่างนั้นในปี ๒๕๕๑ พระองค์ได้ตัดสินพระทัยซื้อที่ดินในพื้นที่ใกล้กับอ่างเก็บน้ำหนองเสือ จำนวน ๑๒๐ ไร่ ตั้งอยู่ที่บ้านหนองคอไก่ ตำบลเขากระปุก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเจ้าของเดิมประกาศขายมาหลายปี แต่ไม่สามารถขายได้ เนื่องจากสภาพดินไม่สมบูรณ์ แห้งแล้ง แปลงเดิมปลูกต้นยูคาลิปตัสไว้ อาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติ มีแปลงมะนาวเดิม ๓๕ ไร่ และแปลงอ้อยราว ๓๐ ไร่ ต่อมาในกลางปี ๒๕๕๒ พระองค์ได้ทรงซื้อที่ดินแปลงติดกับอีก ๑๓๐ ไร่ รวมเป็นพื้นที่โครงการทั้งหมด ๒๕๐ ไร่ มีพระราชดำริให้ทำเป็นโครงการตัวอย่างแก่เกษตรกรในพื้นที่ และเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์พืชเศรษฐกิจและพันธุ์พืชท้องถิ่น เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๒ โดยพระองค์ได้ทรงพระราชทานพันธุ์มันเทศที่ทรงปลูกไว้ในกระถางที่พระราชวังไกลกังวลมาให้ปลูกในโครงการด้วย หลักการสำคัญของโครงการชั่งหัวมันฯ คือ การให้ประชาชนในพื้นที่มามีส่วนร่วมในการพัฒนา ทุกคนต้องช่วยเหลือกัน เสียสละให้กิจการเจริญก้าวหน้า แต่ละคนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาตามความรู้ความสามารถของแต่ละคน ทั้งหน่วยงานราชการ เกษตรกรในพื้นที่ และหน่วยงานด้านการปกครอง มีการปรึกษาหารือร่วมกัน เป็นการทำให้เห็น เกษตรกรในพื้นที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน
เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๒ พระบาทสมเด็จพระปรมิทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนารถบพิตร ทรงขับรถยนต์พระที่นั่งจากศาลาเก้าเหลี่ยม ริมอ่างเก็บน้ำหนองเสือ เสด็จมาเปิดป้ายโครงการชั่งหัวมัน ด้วยพระองค์เอง
โดยมีสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม และคุณทองแดง ร่วมตามเสด็จมาในรถพระที่นั่ง เมื่อเสด็จมาถึง ทรงเปิดป้ายโครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ โดยวางถุงใส่หัวมันเทศลงบนตาชั่ง เปิดแพรคลุมป้ายชื่อโครงการ มีข้าราชการ ข้าราชบริพาร พสกนิกรที่ปฏิบัติงานในโครงการ และชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียง มาร่วมกันเป็นสักขีพยาน หลังจากเปิดป้ายโครงการแล้ว ทรงมีพระราชปฏิสัณถารกับข้าราชการที่มาปฏิบัติงาน และราชทานวโรกาสให้ผู้ร่วมปฏิบัติงานทุกคนได้เข้าเผ้าทูลละอองธุลีพระบาทอย่างใกล้ชิด  นายชาย พานิชพรพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีในขณะนั้น (พ.ศ.๒๕๕๒) ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระมาลาที่ทำจากป่านศรนารายณ์ ประดับด้วยตราประจำจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากสมาชิกในโครงการสหกรณ์หุบกะพง ตามพระราชประสงค์ หลังจากนั้น ทรงขับรถยนต์พระที่นั่งทอดพระเนตรรอบพื้นที่โครงการ ก่อนเสด็จกลับวังไกลกังวล  และพระองค์ได้เสด็จเป็นการส่วนพระองค์มายังพื้นที่โครงการหลายครั้ง จนกระทั่งพระพลานามัยไม่สมบูรณ์ ต้องเสด็จไปประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช โครงการดังกล่าว พระองค์ประสงค์ให้โครงการนี้ เป็นแบบอย่างของความสำเร็จ ที่เกิดขึ้นจากความสามัคคี ร่วมมือกันของหลายฝ่ายอย่างแท้จริง       
ในระยะเริ่มแรก ได้จัดสรรพื้นที่โครงการปลูกพืชผักสวนครัว ได้แก่ มะเขือเทศ มะเขือเปราะ พริก กระเพราะ โหระพา มะนาวแป้น และผักชี  ผลไม้ ได้แก่ สับปะรดปัตตาเวีย แก้วมังกร มะละกอแขกดำ มะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวแกง ชมพู่เพชรสายรุ้ง กล้วยน้ำว้า กล้วยหักมุก พืชเศรษฐกิจ ได้แก่ อ้อยโรงงาน มันเทศญี่ปุ่น มันเทศออสเตรเลีย มันต่อเผือก มันปีนัง หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวเหนียวพันธุ์ซิวแม่จัน ข้าวเจ้าพันธุ์ลีซอ ข้าวเจ้าพันธุ์ข้าวขาว และยางพารา สำหรับการเลี้ยงสัตว์ในโครงการชั่งหัวมัน ดำเนินการในระยะต่อมา มีการเลี้ยงโคนมและเลี้ยงไก่ไข่ โดยให้เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่มาร่วมดำเนินงานภายในโครงการฯ ทำให้เกิดการเรียนรู้และนำไปปรับใช้กับพื้นที่เกษตรของตนเอง
          โครงการชั่งหัวมันได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรในพื้นที่ ๒ ตำบล คือ ตำบลกลัดหลวง และตำบลเขากระปุก ในระยะแรกเกษตรกรเหล่านี้ไม่เข้าใจว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนารถบพิตร ทรงซื้อผืนดินแห่งนี้ไว้ทำอะไร แต่หลังจากที่พระองค์ได้ทรงริเริ่มโครงการ มีการวางแผนการปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ ให้ครบ ซึ่งพระองค์มีพระประสงค์ให้เป็นการทำการเกษตรที่ใช้สารเคมีน้อยที่สุด โดยให้ใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น และให้นำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ รวมทั้งได้ทรงให้ปรับปรุงระบบระบายน้ำของอ่างเก็บน้ำหนองเสือ เพื่อสามารถนำน้ำมาใช้ในโครงการนี้ได้ด้วย

โครงการชั่งหัวมัน
 ภาพจาก JoePortfolio / Shutterstock.com 

บ้านเลขที่ ๑ หมู่ ๕ 
          ย้อนกลับไปในระยะแรก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนารถบพิตร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงขับรถยนต์มาจากพระราชวังไกลกังวล ระยะทางประมาณ ๔๐ กิโลเมตรเป็นประจำ ไม่เคยเสด็จมาโดยเฮลิคอปเตอร์  ที่ดินที่พระองค์ทรงซื้อไว้ก็ไม่ใช่ของคนพื้นที่ เพราะที่ดินส่วนใหญ่บริเวณนี้เจ้าของเป็นคนกรุงเทพฯ ในระยะแรกยังไม่มีไฟฟ้าใช้  ปัจจุบันมีไฟฟ้าเรียบร้อยแล้ว เมื่อตอนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน กรมที่ดินทูลถามว่าจะใช้ชื่อผู้ใดเป็นเจ้าของที่ดิน พระองค์ทรงให้ใช้ชื่อพระองค์เอง และทรงขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับสำนักงานเกษตรอำเภอท่ายาง กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นเกษตรกรทำไร่ รหัสทะเบียนเกษตรกร ๗๖๐๕๑๓-๐๙๒๐-๑-๑ ทะเบียนบ้านเลขที่ ๑ หมู่ ๕ บ้านหนองคอไก่ ตำบลเขากระปุก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี โดยได้รับการขึ้นทะเบียนเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๖ แบ่งออกเป็นทั้งหมด ๖ แปลง โดยเป็นตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ถึงปี ๒๕๕๙  มีการปลูกข้าว ปลูกผัก ปลูกผลไม้  เพาะเห็ด เลี้ยงโคนม และเลี้ยงไก่ไข่  จะเห็นได้ว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนารถบพิตร ทรงเป็นเกษตรกรตัวจริง จากจุดเริ่มต้นด้วยการซื้อที่ดินที่มีสภาพทรุดโทรม เข้าไปสำรวจดินว่าบริเวณนั้นปลูกอะไรได้บ้าง เพื่อศึกษาว่าสามารถเพาะปลูกพืชใด โดยไม่เข้าไปเปลี่ยนแปลงในทันที จากนั้นจึงพัฒนาดินให้ดีขึ้นด้วยวิธีทางธรรมชาติ จากการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพ บำรุงดิน ปรับปรุงคุณภาพของดินด้วยวิธีการต่างๆ ทำให้ดินมีสภาพที่เหมาะสมต่อการปลูกพืช จึงทรงให้ปลูกพืชตามพระประสงค์ของพระองค์ ซึ่งได้นำพืชผักชนิดต่างๆ พืชท้องถิ่น พืชสุมนไพร ไม้ผล และพืชไร่หลายชนิดมาปลูก ที่สำคัญพระองค์ได้ให้ความสำคัญต่อการปลูกข้าว เนื่องจากข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทย ดังนั้นในโครงการชั่วหัวมันจึงมีการปลูกข้าวเป็นพื้นที่ประมาณ ๕ ไร่ นับว่าเป็นศูนย์เรียนรู้ทางการเกษตรที่สมบูรณ์แบบแห่งหนึ่ง
          สำหรับการเลี้ยงโคนม เริ่มดำเนินการในปี ๒๕๕๓ โดยนำโคนมที่ปลดระวางจากโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา จำนวน ๑๔ ตัว มาเลี้ยงเพื่อเป็นศูนย์สาธิตการเลี้ยงโคนมให้เกษตรกรในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงได้ศึกษา การดูแลโคนมแรกคลอดถึงสามเดือนจะให้น้ำนมโคเป็นอาหารหลักวันละ ๔ ลิตร วันละ ๒ เวลา เมื่อโคอายุครบ ๓ เดือน จะเริ่มให้อาหารหยาบ ด้วยการปล่อยให้แทะเล็มหญ้าในแปลง โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนารถบพิตร ได้ให้ความสำคัญกับหญ้าที่ใช้เป็นอาหารโคนม พระองค์ให้ทำแปลงหญ้าแพงโกล่า ใช้เป็นอาหารโคเหล่านี้ เนื่องจากเป็นหญ้าที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ส่งผลให้โคมีสุขภาพดี และสามารถให้น้ำนมได้ดีด้วย
           ภายในโครงการชั่วหัวมัน ได้ก่อสร้างบ้านพักส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช บรมนารถบพิตร เป็นเรือนไม้สองชั้น ครึ่งไม้ครึ่งปูน แบบเรียบง่าย เพื่อให้พระองค์ได้ใช้ประทับเมื่อเสด็จมาทรงงานในโครงการดังกล่าว เรือนไม้ดังกล่าว เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของความพอเพียงในโครงการแห่งนี้ ซึ่งผู้เข้าเยี่ยมชมส่วนใหญ่มักแวะไปเยี่ยมชมเสมอ
          นอกจากการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์แล้ว ในบริเวณโครงการชั่งหัวมัน ซึ่งเป็นทุ่งกว้างตั้งอยู่กลางหุบเขาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช บรมนารถบพิตร ทรงมีพระราชดำรัสให้นำพลังลมมาใช้ประโยชน์ จึงมีแนวคิดติดตั้งกังหันผลิตไฟฟ้า กลายเป็นทุ่งกังหันลม (Wind Farm) ที่เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของโครงการ กังหันลมเหล่านี้ออกแบบและติดตั้งโดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี  ซึ่งเป็นผลงานของ ผศ.วิรชัย โรยนรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพลังงาน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และคณะ ซึ่งได้ออกแบบกังหันลมผลิตไฟฟ้าความเร็วลมต่ำ เป็นกังหันลมที่เหมาะสมกับกระแสลมในประเทศไทยที่เป็นเมืองร้อน มีกระแสลมเบา ความหนาแน่นของลมน้อย ความเร็วลมเฉลี่ยอยู่ที่ ๔ - ๕ เมตรต่อวินาที ในขณะที่กังหันลมที่ผลิตในยุโรปและอเมริกา ถูกผลิตมาเพื่อใช้กับความเร็วลมสูง เฉลี่ย ๗ เมตรต่อวินาที ทำให้เมื่อติดตั้งในประเทศไทยแล้ว กังหันไม่สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ 
ในปี ๒๕๕๔ สำนักพระราชวังได้ขอความร่วมมือให้ทางศูนย์วิจัยพลังงานไปสำรวจโครงการชั่งหัวมัน เป็นช่วงที่กำลังเริ่มโครงการได้ไม่นาน ผลจากการสำรวจ พบว่า ลมพัดน้อย เบา ไม่แรงมากนัก เหมาะกับการใช้กังหันลมที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ลมความเร็วต่ำ ราคาต้นทุนในขณะนั้นประมาณต้นละ ๑.๒ ล้านบาท แต่จากความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง  และมีความต้องการที่จะสร้างถวายพระองค์ สามารถลดต้นทุนให้เหลือเพียงต้นละประมาณ ๐.๗ ล้านบาท และติดตั้งได้จำนวน ๑๐  ต้น ซึ่งเป็นส่วนของศูนย์วิจัยพลังงานสร้างถวาย จำนวน ๑ ต้น และเป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน ๙ ต้น  ทีมวิจัยใช้เวลา ๑ ปีสำหรับการผลิตกังหันลม โดยใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศกว่าร้อยละ ๘๐ มีชิ้นส่วนนำเข้ามาเฉพาะเจนเนอร์เรเตอร์เท่านั้น จากนั้นทดลองผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งเพียงพอสำหรับใช้ในโครงการ รวมถึงมีเหลือพอที่จะขายคืนให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอีกด้วย ต่อมาพระองค์มีพระราชดำริให้สร้างเพิ่มอีก ๑๐ ต้น โดยได้รับงบสนับสนุนจากกองทัพบก ๗ ล้านบาท โครงการชั่งหัวมันจึงเป็นฟาร์มกังหันลมแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีกังหันลม ๒๐ ต้น รวมกำลังการผลิต ๕๐ กิโลวัตต์  ปัจจุบันได้พัฒนาเป็นฟาร์มไฮบริด โดยนำโซลาร์เซลล์เข้ามาร่วมผลิตไฟฟ้าด้วย ฟาร์มกังหันลมจึงเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของโครงการ และยังสามารถช่วยให้พื้นที่ข้างเคียงมีกระแสไฟฟ้าใช้อย่างพอเพียงและทั่วถึงด้วย
          จากที่กล่าวมาข้างต้น โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ มีเป้าหมายหลักในการสนองพระราชประสงค์และพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช บรมนารถบพิตร ให้เป็นศูนย์รวมพันธุ์พืชเศรษฐกิจของอำเภอท่ายาง และพื้นที่ใกล้เคียง รวมทั้งการจัดการฟาร์มโคนมและโรงเลี้ยงไก่ไข่ โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรส์และสเตอริไรส์ มีหน่วยทดลองพลังงานทดแทน ไม่ว่าจะเป็นทุ่งกังหันลม พลังงานแสงอาทิตย์ และไบโอดีเซล โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงโครงการ เข้ามาร่วมกันบำรุงรักษาและแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นตามวิถีการดำรงชีวิตเกษตรกรรมตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
          แนวทางการดำเนินงานของโครงการชั่งหัวมัน เป็นการบริหารทรัพยากรแบบบูรณาการ เพื่อใช้ทรัพยากรธรรมชาติทีมีอยู่อย่างคุ้มค่า ได้แก่ การพัฒนาอ่างเก็บน้ำหนองเสือ เพื่อส่งไปใช้ในโครงการ โดยมีสระเก็บน้ำ ๒ สระ ไว้รองรับน้ำการดละกระจายน้ำให้ครอบคลุมพื้นที่โครงการ เพื่อใช้เพาะปลูก  ทำฟาร์มปศุสัตว์ และโรงงานแปรรูปนม นอกจากนี้ยังได้เจาะน้ำบาดาล เพื่อใช้ในการอุปโภคอีกด้วย ด้านการตลาดของผลผลิตและผลิตภัณฑ์ที่จากโครงการ จัดจำหน่ายผ่านร้านโกลเด้นเพลช (Golden Place) ภายใต้การดำเนินงานของบริษัทสุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อควบคุมคุณภาพผลผลิตให้มีคุณภาพและจำหน่ายถึงผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งมีร้านสาขาอยู่ในพื้นที่โครงการอีกด้วย 
          สำหรับการเป็นแหล่งสาธิตทางการเกษตร นอกจากภาคราชการที่เข้าไปร่วมดำเนินการแล้ว ยังมีภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาเข้าไปดำเนินการในพื้นที่โครงการด้วย เพื่อให้โครงการเกิดประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไปมากยิ่งขึ้น โดย เครือเจริญโภคภัณฑ์ จัดทำแปลงสาธิตยางพาราที่ทันสมัย และนาข้าวทดลองแบบใช้น้ำบังคับให้ได้ผลผลิตสูงและลดต้นทุนการผลิต เครือไทยเบฟ จัดทำแปลงสาธิตการปลูกมันเทศญี่ปุ่น สลับกับการปลูกข้าว เป็นอาชีพที่สามารถทำรายได้เลี้ยงครอบครัวขนาดเล็กได้ และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดทำแปลงสาธิตสำหรับการดำเนินชีวิตแบบพอเพียงในพื้นที่จำกัด ๑ ไร่ และเงินลงทุน ๑ แสนบาท รวมทั้งการเพาะเลี้ยงไส้เดือน เพื่อประโยชน์ในการบำรุงดิน และเป็นรายได้เสริมให้เกษตรกรได้ด้วย
          ปัจจุบันโครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากอย่างอัศจรรย์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช บรมนารถบพิตร ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ผู้สนใจศึกษาดูงานและเปิดให้เข้าชมได้ โดยหยุดทุกวันจันทร์ อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ ๒๐ บาท เด็ก ๑๐ บาท โดยเมื่อเข้ามาในพื้นที่โครงการในส่วนบริการผู้เข้าชม ประกอบด้วย อาคารร้านโกลเด้นเพลส พิพิธภัณฑ์ดิน สถานีจ่ายน้ำมันที่ใช้ในโครงการ รวมทั้งมีจักรยานไว้บริการ พร้อมกันรถชมโครงการ และมี Land Mark ที่น่าสนใจหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นป้ายชื่อโครงการ สัญลักษณ์ตาชั่งหัวมัน ทุ่งกังหันลม เรือนทรงงาน โรงนม หรือบริเวณสันอ่างเก็บน้ำ หากสนใจเยี่ยมชมโครงการเป็นหมู่คณะ สามารถติดต่อไปได้ที่ ผู้จัดการโครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ เลขที่ ๑ หมู่ที่ ๕ ตำบลเขากระปุก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ๗๖๑๓๐  โทรศัพท์ ๐๓๒ ๔๗๒ ๗๐๐ – ๓ โทรสาร ๐๓๒ ๔๗๒ ๗๐๒ อีเมล์ chmrpth@gmail.com

ทั้งหมดนี้ คือ การสอนให้ประชาชนของพระองค์รู้จักวิธีการตกปลาเองอย่างแท้จริง เป็นการทำให้เห็น จึงเป็นโอกาสอันดีที่เราๆ ทั้งหลายจะได้เรียนรู้ ไม่ใช่เฉพาะการทำการเกษตรเท่านั้น แต่กลับเป็นการใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทและไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคอันใด วันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จึงเป็นเสมือนวันแห่งการเรียนรู้ในศาสตร์ของพระราชาให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นต่อไป เรียนรู้เพื่อน้อมนำมาปฏิบัติให้เห็นผลจริง ตามแบบอย่างที่พระองค์ทรงปฏิบัติให้เห็นจริงมาตลอดพระชนม์ชีพ
ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ตราบนิรันดร์

(ขอบคุณ : โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ http://chmrp.weebly.com/ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี http://www.pr.rmutt.ac.th/news/5752 ข้อมูล)

พบกันใหม่ฉบับหน้า                                                                                สวัสดี……อังคณา 

หมายเหตุ
บทความดังกล่าวเป็นต้นฉบับของคอลัมน์ฉีกซอง ในจดหมายข่าวผลิใบ ก้าวใหม่งานวิจัยและพัฒนาการเกษตร ของกรมวิชาการเกษตร ฉบับเดือนตุลาคม 2560 แต่เนื่องจากไม่ได้มีการนำออกมาเผยแพร่จึงขออนุญาตทยอยนำต้นฉบับประจำปีงบประมาณ 2561 ออกมาเผยแพร่ทางช่องทางนี้ หวังว่าคงจะเกิดประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านทุกท่านตามสมควร

วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2561

สารเคมีทางการเกษตรกับระบบการควบคุม


         
           เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน การเพาะปลูกได้เริ่มขึ้น  การใช้ปัจจัยการผลิตต่างๆ ก็ได้เริ่มขึ้นเช่นกัน จากเมล็ดพันธุ์ที่เพาะปลูก มายังปุ๋ย และสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ตามลำดับ โดยเฉพาะสารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืชในระยะที่เริ่มการเพาะปลูก ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นสารป้องกันกำจัดแมลงและโรคพืช ตามระยะที่พืชเจริญเติบโต และสภาพของการระบาดในแต่ละแห่ง  หากเมื่อกล่าวถึงสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร หลายๆ ฝ่าย ต่างก็มองว่าสารเคมีทางการเกษตรเป็นผู้ร้ายที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม สร้างปัญหาต่อสุขภาพ กลายเป็นประเด็นทางสังคมที่ต่างคนต่างมอง ในขณะที่ฝ่ายผู้ใช้สารเคมี ย้ำถึงความจำเป็นที่จะใช้ หากไม่ใช้สารเคมีควบคุมและกำจัดศัตรูพืชแล้ว ผลผลิตทางการเกษตรจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร และการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่ถูกต้องตามที่กำหนดไว้ในฉลาก คือ การใช้ที่ปลอดภัยที่สุด ไม่มีคำแนะนำการใช้สารเคมีทางการเกษตรใดที่ไม่ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพการใช้จริง ดังนั้น การใช้สารเคมีทางการเกษตรให้ได้ผลดี เป็นไปตามคุณลักษณะของสารเคมีชนิดนั้น และมีความปลอดภัยสูง ต้องเป็นการใช้ตามฉลาก นั่นเอง
          อย่างไรก็ตาม สารเคมีทางการเกษตรแต่ละชนิด ต่างก็มีคุณสมบัติทางเคมีที่แตกต่างกัน หากมีการใช้สารเคมีชนิดเดิมๆ โดยไม่มีการสลับการใช้กับสารเคมีชนิดอื่น และยิ่งใช้ในอัตราที่สูงกว่าอัตราที่แนะนำ มีความเป็นไปได้ว่าอาจส่งผลให้มีการตกค้างในสิ่งแวดล้อม และโรคแมลงศัตรูพืช สามารถพัฒนาตัวเองขึ้นมาต้านทานต่อสารเคมีชนิดนั้นได้ หรือบางกรณีสารเคมีบางชนิดอาจมีฤทธิ์ส่งเสริมกัน สามารถกำจัดศัตรูพืชได้กว้างขวางขึ้น แต่เมื่อสลายตัวออกมาอาจให้อนุพันธ์ที่เป็นสารก่อมะเร็งได้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เกิดจากการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่ไม่เป็นไปตามคำแนะนำ การกำกับดูแลสารเคมีทางการเกษตรจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิด บทบาทในการควบคุมและกำกับดูแลสารเคมีทางการดังกล่าวโดยเฉพาะสารเคมีทางการเกษตรที่ใช้กับพืช เป็นหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตร ภายใต้พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยมีกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ 
          “ฉีกซอง” ฉบับเดือนกรกฎาคม ขอนำท่านผู้อ่านไปรับทราบการดำเนินงานของกรมวิชาการเกษตรในส่วนที่เกี่ยวข้องกับต้นทางของวัตถุอันตรายทางการเกษตร  โปรดติดตาม

กฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย
          ปัจจุบันกฎหมายที่ควบคุมเกี่ยวกับวัตถุอันตรายทางการเกษตร อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติวัตถุวัตถุอันตรายทางการเกษตร พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติฉบับนี้บัญญัติขึ้นเพื่อสนองตอบต่อการควบคุมวัตถุอันตรายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีการนำวัตถุอันตรายมาใช้ในกิจการประเภทต่างๆ เป็นจำนวนมาก และวัตถุอันตรายบางชนิดก่อให้เกิดอันตรายอย่างร้ายแรงแก่มนุษย์ สัตว์ พืช ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อมได้ แม้ว่าเดิมจะมีกฎหมายที่ใช้ควบคุมวัตถุที่ก่อให้เกิดอันตรายอยู่บ้างก็ตาม   แต่กฎหมายที่มีก่อนหน้านั้นมีด้วยกันหลายฉบับ  ต่างยุคต่างสมัย ทำให้บทบัญญัติแตกต่างกันรวมทั้งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของหลายหน่วยงาน และยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ จึงได้มีการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยวัตถุมีพิษ โดยขยายขอบเขตให้ครอบคลุม วัตถุอันตรายทุกชนิด  และกำหนดวิธีการในการควบคุมให้เหมาะสมมากขึ้น  พร้อมทั้งจัดระบบบริหารให้มีการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยพระราชบัญญัติฉบับนี้ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2535  และมีหน่วยงานที่รับผิดชอบรวมทั้งหมด 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม  สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา  กระทรวงสาธารณสุข  กรมโยธาธิการ  กระทรวงมหาดไทย  สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กรมประมง และกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
          วัตถุอันตราย   ตามความหมายในพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535   จึงหมายถึง   วัตถุที่มีคุณลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง    ดังนี้ วัตถุระเบิดได้  วัตถุไวไฟ วัตถุออกซิไดซ์และวัตถุเปอร์ออกไซด์  วัตถุมีพิษ  วัตถุที่ทำให้เกิดโรค  วัตถุกัมมันตรังสี  วัตถุที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม วัตถุกัดกร่อน วัตถุที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง และวัตถุอย่างอื่นไม่ว่าจะเป็นเคมีภัณฑ์ หรือสิ่งอื่นใดที่อาจทำให้เกิดอันตรายแก่บุคคล สัตว์ พืช ทรัพย์ และสิ่งแวดล้อม
           สำหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมวัตถุอันตรายที่ใช้ทางการเกษตร ประกอบด้วย สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช  ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ควบคุมการเจริญเติบโตของพืช  และวัตถุอันตรายที่ใช้ในการประมง   ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กำหนดให้สามารถควบคุมวัตถุอันตรายดังกล่าวได้ตามความจำเป็น โดยจำแนกวัตถุอันตรายออกเป็น 4  ชนิด กล่าวคือ วัตถุอันตรายชนิดที่ 1   หมายถึง วัตถุอันตรายที่การผลิต  การนำเข้า  การส่งออก   หรือการมีไว้ในครอบครองต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด  ซึ่งกำกับดูแลโดยผู้ประกอบการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่วางไว้ โดยไม่ต้องขออนุญาตและแจ้งการประกอบกิจการล่วงหน้า โดยวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรรับผิดชอบในปัจจุบันไม่มีการจัดไว้ในกลุ่มดังกล่าว
ส่วนวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 หมายถึงวัตถุอันตรายที่การผลิต การนำเข้า การส่งออก หรือการมีไว้ในครอบครองต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบก่อนและต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด  โดยต้องแจ้งประกอบกิจการล่วงหน้าและต้องขอขึ้นทะเบียน แต่ไม่ต้องขออนุญาตประกอบกิจการ ซึ่งมีการควบคุมมากกว่าชนิดที่ 1 โดยในกลุ่มนี้มีวัตถุอันตรายทางการเกษตร ได้แก่ BT , NPV , สารสกัดจากสะเดา ไส้เดือนฝอยที่ใช้กำจัดแมลง และ White Oil เป็นต้น
           สำหรับวัตถุอันตรายชนิดที่ 3  หมายถึง วัตถุอันตรายที่การผลิต การนำเข้า การส่งออก   หรือการมีไว้ในครอบครองต้องได้รับใบอนุญาต ควบคุมโดยการขึ้นทะเบียนและขออนุญาตประกอบกิจการตามลักษณะ ได้แก่ การนำเข้า การส่งออก การผลิต การมีไว้ในครอบครอง ซึ่งหมายถึงมีไว้เพื่อขาย การเก็บรักษา การใช้และการรับจ้าง  ซึ่งสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ใช้ในประเทศไทยส่วนใหญ่จะจัดอยู่ในกลุ่มดังกล่าว
          ในขณะที่ วัตถุอันตรายชนิดที่ 4   หมายถึง วัตถุอันตรายที่ห้ามมิให้มีการผลิต  การนำเข้า การส่งออก  หรือการมีไว้ในครอบครอง  ควบคุมโดยการห้ามประกอบกิจการใดๆ ได้แก่ สารซึ่งเป็นอันตรายและห้ามใช้  สำหรับในส่วนที่กรมวิชาการเกษตรรับผิดชอบ ได้ประกาศให้สารเคมีทางการเกษตรเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4  จำนวนทั้งสิ้น 98 รายการ
          ระบบการควบคุมวัตถุอันตรายตามนัยแห่งพระราชบัญญัติฉบับนี้  แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ  คือ การควบคุมด้วยการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย  การควบคุมด้วยการอนุญาต  ซึ่งผู้ที่ได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนแล้ว  ต้องขออนุญาตในการนำเข้า ส่งออก ผลิต  และมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ 3  และการควบคุมหลังการขึ้นทะเบียนและการอนุญาต ซึ่งเป็นการกำกับดูแลให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกประกาศกําหนดให้สารป้องกันกําจัดศัตรูพืชทุกชนิดเป็นวัตถุอันตรายทางการเกษตรชนิดที่ 2,  3 และ4 ที่ต้องกํากับดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งการผลิตหรือการนําเข้าซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่2 หรือ3 จะต้องนํามาขึ้นทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนและเมื่อได้รับใบสําคัญการขึ้นทะเบียนแล้วจึงจะผลิตหรือนําเข้าได้ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกประกาศกระทรวงกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ขั้นตอนในการดําเนินการขึ้นทะเบียนไว้คือ ผู้ผลิตหรือผู้นําเข้าต้องยื่นคําขอขึ้นทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ซึ่งแบ่งออกเป็น3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่1 การทดลองเบื้องต้นเพื่อทราบประสิทธิภาพและข้อมูลพิษเฉียบพลัน ขั้นตอนที่2 การทดลองชั่วคราวเพื่อสาธิตการใช้และข้อมูลพิษระยะปานกลาง  และขั้นตอนที่3 การประเมินผลขั้นสุดท้ายเพื่อรับการขึ้นทะเบียนโดยพนักงานเจ้าหน้าที่จะประเมินผลการทดลองความปลอดภัยต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมเพียงพอต่อการใช้ ซึ่งรวมทั้งพิษเรื้อรังระยะยาว(2 ปี) ต่อสัตว์ทดลอง
องค์ประกอบของคณะกรรมการวัตถุอันตรายในพระราชบัญญัติดังกล่าว ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานกรรมการ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ   อธิบดีกรมการขนส่งทางบก   อธิบดีกรมการค้าภายใน   อธิบดีกรมการแพทย์   อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ   อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน   อธิบดีกรมประมง  อธิบดีกรมปศุสัตว์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร  เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ  เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม  ผู้แทนกระทรวงกลาโหม  ผู้แทนกระทรวงคมนาคม ผู้แทนสำนักงานมาตรฐานสิค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งไม่เกินสิบคนเป็นกรรมการ และอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมเป็นกรรมการและเลขานุการ   และผู้แทนกรมธุรกิจพลังงาน  ผู้แทนกรมโรงงานอุตสาหกรรม   ผู้แทนกรมวิชาการเกษตร   ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา  และผู้แทนสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเป็นเลขานุการกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งต้องเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ มีผลงานและประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาเคมี  วิทยาศาสตร์  วิศวกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ หรือกฎหมาย และอย่างน้อยห้าคนในแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นตัวแทนขององค์การสาธารณประโยชน์และมีประสบการณ์ การดำเนินการคุ้มครองสุขอนามัย ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ด้านการเกษตรกรรมยั่งยืน ด้านการจัดการปัญหาวัตถุอันตรายในท้องถิ่น หรือด้านสิ่งแวดล้อม  ซึ่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าวมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสามปี   และเมื่อกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันไม่ได้
          คณะกรรมการวัตถุอันตรายดังกล่าว ทำหน้าที่ในการกำหนดปริมาณองค์ประกอบ คุณสมบัติ  และสิ่งเจือปน ภาชนะบรรจุ วิธีตรวจและทดสอบภาชนะ  ฉลาก การผลิต  การนำเข้า  การส่งออก  การขาย  การขนส่ง  การเก็บรักษา  การกำจัด การทำลาย การปฏิบัติกับภาชนะของวัตถุอันตราย  การให้แจ้งข้อเท็จจริง  การให้ส่งตัวอย่าง  หรือการอื่นใดเกี่ยวกับวัตถุอันตรายเพื่อควบคุม  ป้องกัน บรรเทา หรือระงับอันตรายที่จะเกิดแก่บุคคล  สัตว์  พืช  ทรัพย์  หรือสิ่งแวดล้อม  โดยคำนึงถึงสนธิสัญญาและข้อผูกพันระหว่างประเทศประกอบด้วย  รวมทั้งกำหนดให้มีการดำเนินการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับวัตถุอันตราย และให้มีการประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม  สุขภาพอนามัย  ชีวิต  หรือทรัพย์สิน ซึ่งเกิดจากการประกอบกิจการ  และกำหนดให้มีผู้เชี่ยวชาญหรือบุคลากรเฉพาะรับผิดชอบในการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหรือบุคลากรเฉพาะซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินการเกี่ยวกับวัตถุอันตราย  ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบกำหนดโดยความเห็นของคณะกรรมการโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา  รวมทั้งต้องรับผิดชอบกรณีเกิดปัญหาขึ้นเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับเหตุการณ์ดังกล่าว
          ดังนั้น จะเห็นได้ว่าพระราชบัญญัติฉบับใหม่ได้ให้ความสำคัญต่อการกำหนดให้มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง  มาให้คำแนะนำและควบคุมการประกอบกิจการวัตถุอันตราย  รวมทั้งการประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม สุขอนามัย ชีวิต  หรือทรัพย์สินจากการประกอบกิจการดังกล่าว ซึ่งเป็นประเด็นใหม่ในพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ซึ่งจำเป็นต้องมีกฎหมายลูกมารองรับการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามบทบัญญัติดังกล่าว ทั้งนี้ ได้กําหนดให้สํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มีอํานาจหน้าที่ตามมาตรา 51 โดยกําหนดให้การควบคุมโฆษณาวัตถุอันตรายทางการเกษตรให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค
โดยสรุปแล้วมาตรการควบคุมวัตถุอันตรายทางการเกษตรของกรมวิชาการเกษตร ประกอบด้วย กำหนดให้มีการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย เพื่อเลือกใช้วัตถุอันตรายที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย โดยใบอนุญาตขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย มีอายุ 6 ปี กำหนดให้มีการขออนุญาตประกอบกิจการ เพื่อควบคุมการผลิต การนำเข้า การส่งออก และการมีไว้ในครอบครอง  และการควบคุมหลักการได้รับการขึ้นทะเบียนและการอนุญาต ได้แก่ การควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และการดำเนินคดีต่อผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย


เส้นทางการควบคุม
          ภายใต้คณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมารองรับการปฏิบัติงานตามกฎหมายหลายคณะด้วยกัน แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวัตถุอันตรายทางการเกษตร มีคณะอนุกรรมการที่สำคัญ 3 คณะด้วยกันคือ คณะอนุกรรมการพิจารณาข้อมูลและกลั่นกรองความเป็นอันตรายของวัตถุอันตรายชนิดต่างๆ     คณะอนุกรรมการพิจารณายกร่างกฎกระทรวงและประกาศกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร โดยที่คณะอนุกรรมการแต่ละคณะสามารถตั้งคณะทำงานมารองรับการปฏิบัติงานในแต่ละด้านได้ด้วย
          สำหรับ คณะอนุกรรมการพิจารณาข้อมูลและกลั่นกรองความเป็นอันตรายของวัตถุอันตรายชนิดต่างๆ  เป็นคณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายแต่งตั้งขึ้นเพื่อให้ทำหน้าที่เสนอความเห็น และปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์วิธีการเกี่ยวกับการจัดประเภทและชนิดของวัตถุอันตรายต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย            พิจารณา ศึกษา  ทบทวนความเป็นอันตรายของสารต่างๆ  ที่จะประกาศ ระบุชื่อ ชนิด เป็นวัตถุอันตราย รวมทั้งหน่วยงานผู้รับผิดชอบ เช่น ประเมินค่าข้อมูลด้านพิษวิทยาและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้นรวมทั้งให้คำปรึกษาแก่คณะกรรมการวัตถุอันตรายเกี่ยวกับความเป็นอันตรายของวัตถุอันตรายชนิดต่างๆ และปฏิบัติงานอื่นใดตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมอบหมาย
ส่วนคณะอนุกรรมการพิจารณาร่างกฎกระทรวงและประกาศกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535  มีหน้าที่ยกร่างกฎกระทรวงและประกาศกระทรวง ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 พิจารณากลั่นกรองและให้ความเห็นเกี่ยวกับร่างกฎกระทรวงหรือประกาศกระทรวงที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบเสนอต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย ตลอดจนใหัความเห็นเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายและปฏิบัติการอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการวัตถุนตรายมอบหมาย
สำหรับคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร มีหน้าที่เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการอันจำเป็น  ตลอดจนขั้นตอนในการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร พิจารณาแผนการทดลองเกี่ยวกับวัตถุอันตรายทางการเกษตร  ติดตามดูแลผลการทดลองการประเมินผล และรับรองผลการทดลองของผู้ประสงค์จะขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร ตลอดจนพิจารณาความถูกต้องของฉลากวัตถุอันตรายที่ใช้ในทางการเกษตร ให้ความเห็นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายที่ใช้ในทางการเกษตร   เสนอความเห็นเกี่ยวกับการเพิกถอนทะเบียนวัตถุอันตรายที่มีปัญหาภายหลังการพิจารณารับขึ้นทะเบียนแล้ว รวมทั้งการห้ามใช้และปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายกำหนด ทั้งนี้ยังให้คณะอนุกรรมการชุดดังกล่าว สามารถแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งตามความจำเป็น
องค์ประกอบของคณะอนุกรรมการชุดนี้ ตามคำสั่งคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธานคณะอนุกรรมการ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรที่ได้รับมอบหมาย เป็นรองประธาน และอนุกรรมการประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวัตถุอันตรายทางการเกษตร ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการอารักขาพืช หัวหน้ากลุ่มกีฎและสัตววิทยา หัวหน้ากลุ่มวิจัยโรคพืช หัวหน้ากลุ่มวิจัยวัชพืช ผู้อำนวยการสำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร (ปัจจุบัน เปลี่ยนชื่อ เป็น กอง ) หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยวัตถุมีพิษการเกษตรจากสารธรรมชาติ หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาระบบตรวจสอบคุณภาพวัตถุมีพิษการเกษตร หัวหน้ากลุ่มงานสารพิษตกค้าง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพืชสวน หัวหน้ากลุ่มงานนิติการและสิทธิประโยชน์ สำนักงานเลขานุการกรม (ปัจจุบัน ชื่อภายใน คือ สำนักนิติการและสิทธิประโยชน์) ผู้อำนวยการสำนักความคุมพืชและวัสดุการเกษตร ผู้อำนวยการกลุ่มสารวัตรเกษตร ผู้แทนกรมประมง ผู้แทนกรมปศุสัตว์ ผู้แทนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นางประภัสสรา พิมพ์พันธ์โดยมีหัวหน้ากลุ่มวัตถุมีพิษ (ปัจจุบัน คือ ผู้อำนวยการกลุ่มควบคุมวัตถุอันตราย) เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ และนักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร เป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
ภายใต้คณะอนุกรรมการชุดดังกล่าว ได้แต่งตั้งคณะทำงานมา 3 คณะ คือ  คณะทำงานเพื่อประเมินเอกสารข้อมูลพิษวิทยาและพิษตกค้างของวัตถุอันตรายทางการเกษตรเพื่อการขึ้นทะเบียน  โดยมีผู้อำนวยการกองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร (กปฝ.) เป็นประธานคณะทำงาน และผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัตถุมีพิษการเกษตร คณะทำงานเพื่อพิจารณาชีวภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ธรรมชาติจากพืชที่ใช้ควบคุมศัตรูพืช มีผู้อำนวยการสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร (สคว.) เป็นประธาน และ นักวิชาการชำนาญการพิเศษ กลุ่มควบคุมวัตถุอันตราย  เป็นเลขานุการ คณะทำงานชุดสุดท้าย คือ คณะทำงานดำเนินการเกี่ยวกับวัตถุอันตรายที่ต้องเฝ้าระวัง  ซึ่งมีอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธาน และนักวิชาการชำนาญการพิเศษ กลุ่มควบคุมวัตถุอันตราย สคว. เป็นเลขานุการ
สำหรับคณะทำงานดำเนินการเกี่ยวกับวัตถุอันตรายที่เฝ้าระวัง มีหน้าที่ศึกษา ติดตาม และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นพิษ พิษตกค้าง และผลกระทบจากการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ขึ้นทะเบียนแล้ว เสนอชื่อวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ควรจัดเข้าอยู่ในรายการเฝ้าระวังการใช้ กำหนดระยะเวลาการเฝ้าระวังการใช้ กำหนดเรื่องเกี่ยวกับวัตถุอันตรายและผลกระทบที่ต้องเฝ้าระวัง รวมทั้งเสนอผู้รับผิดชอบในการรวบรวมข้อมูลหรือศึกษาวิจัย ประเมินความเป็นอันตรายและผลกระทบภายหลังจากการเฝ้าระวัง เพื่อเสนอห้ามใช้หรือจำกัดการใช้ต่อคณะอนุกรรมการฯ และปฏิบัติงานอื่นที่คณะอนุกรรมการฯ มอบหมาย สำหรับสถานะในปัจจุบันคณะทำงานชุดดังกล่าวได้จัดให้วัตถุอันตรายทางการเกษตร 11 ชนิด เป็นวัตถุอันตรายที่เฝ้าระวัง ได้แก่ aldicarb blasticidin-S carbofuran dicrotophos endosulfan (สูตร CS) ethoprophos formetanate methomyl methidathion และ oxamyl  ในจำนวนนี้มีวัตถุอันตรายที่ได้พิจารณาเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 จำนวน 2 ชนิด คือ dicrotophos และ EPN  ตลอดจนคณะทำงานอยู่ระหว่างการพิจารณาให้วัตถุอันตรายทางการเกษตรอีกหลายชนิดเป็นกลุ่มสารเคมีที่เฝ้าระวังการใช้
จากข้อมูลการนำเข้าสารเคมีทางการเกษตร พบว่า ประเภทของสารเคมีที่นำเข้าสูงสุด คือ สารกำจัดวัชพืช การนำเข้าสูงอย่างต่อเนื่อง ไม่ต่ำกว่าปีละ 60,000 ตัน ของสารสำคัญ รองลงมาคือ กลุ่มของสารป้องกันและกำจัดโรคพืช ปีละประมาณ 6,000 ตัน และลำดับ 3 คือ กลุ่มสารกำจัดแมลง นำเข้าประมาณปีละ 5,000 ตัน และเมือพิจารณาฐานข้อมูลการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร พบว่า มีจำนวนของทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมวิชาการเกษตร  รวมทั้งสิ้น ราย 8,400 ทะเบียน และยังมีผู้ยื่นขอขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่รอความสมบูรณ์ของข้อมูลเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ ประมาณ 1,000 ทะเบียน นับว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีแข่งขันด้านสารเคมีทางการเกษตรสูงมาก ถ้ามองในด้านดี อาจมองได้ว่าสร้างโอกาสให้กับเกษตรกรในการเลือกใช้สารเคมีทางการเกษตรตามความเหมาะสม ในขณะที่ในมุมที่กลับกัน อาจมองได้ว่าเรามีความจำเป็นที่จะต้องใช้สารเคมีทางการเกษตรในปริมาณมากมายขนาดนั้นหรือ และย้อนกลับมาพิจารณาการใช้สารเคมีทางการเกษตรของเกษตรกร ในความเป็นจริงแล้ว มีการใช้ตามคำแนะนำในฉลากหรือไม่ มีระบบการบริหารจัดการศัตรูพืชที่ดีเพียงพอหรือไม่ เพราะที่สุดแล้วการใช้สารเคมีทางการเกษตรเป็นคำแนะนำลำดับท้ายๆ ที่นักวิชาการจะแนะนำให้เกษตรกรใช้
ระบบควบคุมจะดีเพียงใด หากผู้เกี่ยวข้องกับระบบไม่ทำตามนั้น ระบบคงไม่อาจเรียกว่าเป็นระบบได้  หรือท่านผู้อ่านคิดเห็นเช่นใด
(ขอบคุณ : สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร /ข้อมูล)

หมายเหตุ : ต้นฉบับคอลัมม์ฉีกซอง ในจดหมายข่าวผลิใบก้าวใหม่งานวิจัยและพัฒนาการเกษตร ฉบับเดือนกรกฎาคม 2559 ขอนำมาเผยแพร่ใน Blogger อีกครั้งหนึ่ง เมื่อประเด็นสารเคมีทางการเกษตรกลับมาอยู่ในกระแส ทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนที่จะตัดสินใจใดๆ