วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ชั่งหัวมัน...ไร่ของพ่อ

ชั่งหัวมัน...ไร่ของพ่อ




“...คนที่ไปดูก็เห็นว่า เริ่มต้นไม่มีอะไรเลยแต่ว่าต่อมาภายในวันเดียว ทุกคนที่อยู่ในท้องที่นั้น ก็เข้าใจว่าต้องช่วยกัน และยิ่งในสมัยนี้ ระยะนี้ เราต้องร่วมมือกันทำ เพราะว่าถ้าไม่มีการร่วมมือกัน ก็ไม่ก้าวหน้า ฉะนั้นการที่ท่านได้ทำแล้วมีความก้าวหน้านี้เป็นสิ่งที่ดีมาก หลักการก็อยู่ที่ทุกคนต้องช่วยกันเสียสละ เพื่อให้กิจการในท้องที่ก้าวหน้าไปด้วยดี ก้าวหน้าอย่างไร ก็ด้วยการช่วยเหลือกัน แต่ก่อนนั้นเคยเห็นว่ากิจการที่ทำ มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งทำแล้วก็ทำให้ก้าวหน้า แต่อันนี้มันไม่ใช่กลุ่มหนึ่ง มันทั้งหมดร่วมกันทำ และก็มีความก้าวหน้าแน่นอน อันนี้ก็เป็นสิ่งมหัศจรรย์ และเป็นสิ่งที่ทำให้มีความหวัง มีความหวังว่าประเทศชาติจะก้าวหน้า ประเทศชาติจะมีความสำเร็จ...”
พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
พระราชดำรัสพระราชทานให้แก่คณะผู้เข้าเฝ้าฯ ถวายสิทธิบัตรฝนหลวง
ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล
วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๒

          วันพฤหัสบดีที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๐ เป็นวันประวัติศาสตร์และความทรงจำของคนไทยทุกคน เนื่องจากเป็นวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิผลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทั่วทั้งแผ่นดินตกอยู่ในความทุกข์ระทม เป็นห้วงเวลาที่คนไทยทุกคนมีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ตลอดระยะเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงครองพระราชย์สมบัติมายาวนานกว่า 70 ปี พระองค์ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าทรงปฏิบัติตามพระปฐมบรมราชองค์การอย่างเคร่งครัด นั่นคือ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่มหาชนขาวสยาม” พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย ได้สร้างคณูปการให้กับประเทศชาติบ้านเมือง แม้แต่ในช่วงท้ายของพระชนม์ชีพ พระองค์ก็ยังทรงคิดและลงมือปฏิบัติให้เห็นเป็นแบบอย่าง นับต่อนี้ไปแนวทางที่พระองค์ทรงดำเนินมาตลอดพระชนม์ชีพ จะยังผลให้กับคนรุ่นหลังๆ ได้ลงมือทำ ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ สร้างความเจริญและความอยู่ดีกินดีให้เกิดขึ้นโดยทั่วกัน
          “ฉีกซอง” ฉบับเดือนตุลาคม ๒๕๖๐ ขอนำท่านผู้อ่านไปร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ กับอีกหนึ่งโครงการพระราชดำริในแผ่นดินของพ่อ “โครงการชั่งหัวมัน”

ไร่ของพ่อ
          พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงมีความผูกพันกับพื้นที่โดยรอบพระราชวังไกลกังวลเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากโครงการพระราชดำริจำนวนมากเกิดขึ้นในพื้นที่รอบต่อระหว่างอำเภอหัวหินที่ตั้งพระราชวังไกลกังวลกับอำเภอใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็นโครงการหุบกะพงในพระราชประสงค์ โครงการห้วยสัตว์ใหญ่ หรือโครงการห้วยทราย เป็นต้น เช่นเดียวกับโครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ
          “ชั่งหัวมัน” เกิดขึ้นจากการที่ราษฎร์ได้นำมันเทศมาถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ พระราชวังไกลกังวล และมันเทศดังกล่าวถูกวางทิ้งไว้บนตาชั่ง ณ เวลานั้น พระองค์ต้องเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพฯ เป็นเวลาหลายวันกว่าที่จะเสด็จพระราชดำเนินกลับไปยังพระราชวังไกลกังวลอีกครั้ง เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับไป พระองค์สังเกตเห็นว่า มันเทศได้งอกออกมาเป็นต้นอ่อน จึงดำริว่ามันเทศอยู่ที่ไหนก็สามารถงอกงามและเติบโตได้ แม้จะไม่มีดินก็ตาม จึงเหมาะที่จะปลูกในดินแบบไหนก็ได้ พระองค์จึงได้นำมันเทศนั้นไปปลูกไว้ในกระถางในพระราชวังไกลกังวลก่อนก่อนที่จะหาพื้นที่ทดลองปลูกมันเทศในดินที่สภาพไม่อุดมสมบูรณ์ ระหว่างนั้นในปี ๒๕๕๑ พระองค์ได้ตัดสินพระทัยซื้อที่ดินในพื้นที่ใกล้กับอ่างเก็บน้ำหนองเสือ จำนวน ๑๒๐ ไร่ ตั้งอยู่ที่บ้านหนองคอไก่ ตำบลเขากระปุก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเจ้าของเดิมประกาศขายมาหลายปี แต่ไม่สามารถขายได้ เนื่องจากสภาพดินไม่สมบูรณ์ แห้งแล้ง แปลงเดิมปลูกต้นยูคาลิปตัสไว้ อาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติ มีแปลงมะนาวเดิม ๓๕ ไร่ และแปลงอ้อยราว ๓๐ ไร่ ต่อมาในกลางปี ๒๕๕๒ พระองค์ได้ทรงซื้อที่ดินแปลงติดกับอีก ๑๓๐ ไร่ รวมเป็นพื้นที่โครงการทั้งหมด ๒๕๐ ไร่ มีพระราชดำริให้ทำเป็นโครงการตัวอย่างแก่เกษตรกรในพื้นที่ และเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์พืชเศรษฐกิจและพันธุ์พืชท้องถิ่น เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๒ โดยพระองค์ได้ทรงพระราชทานพันธุ์มันเทศที่ทรงปลูกไว้ในกระถางที่พระราชวังไกลกังวลมาให้ปลูกในโครงการด้วย หลักการสำคัญของโครงการชั่งหัวมันฯ คือ การให้ประชาชนในพื้นที่มามีส่วนร่วมในการพัฒนา ทุกคนต้องช่วยเหลือกัน เสียสละให้กิจการเจริญก้าวหน้า แต่ละคนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาตามความรู้ความสามารถของแต่ละคน ทั้งหน่วยงานราชการ เกษตรกรในพื้นที่ และหน่วยงานด้านการปกครอง มีการปรึกษาหารือร่วมกัน เป็นการทำให้เห็น เกษตรกรในพื้นที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน
เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๒ พระบาทสมเด็จพระปรมิทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนารถบพิตร ทรงขับรถยนต์พระที่นั่งจากศาลาเก้าเหลี่ยม ริมอ่างเก็บน้ำหนองเสือ เสด็จมาเปิดป้ายโครงการชั่งหัวมัน ด้วยพระองค์เอง
โดยมีสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม และคุณทองแดง ร่วมตามเสด็จมาในรถพระที่นั่ง เมื่อเสด็จมาถึง ทรงเปิดป้ายโครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ โดยวางถุงใส่หัวมันเทศลงบนตาชั่ง เปิดแพรคลุมป้ายชื่อโครงการ มีข้าราชการ ข้าราชบริพาร พสกนิกรที่ปฏิบัติงานในโครงการ และชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียง มาร่วมกันเป็นสักขีพยาน หลังจากเปิดป้ายโครงการแล้ว ทรงมีพระราชปฏิสัณถารกับข้าราชการที่มาปฏิบัติงาน และราชทานวโรกาสให้ผู้ร่วมปฏิบัติงานทุกคนได้เข้าเผ้าทูลละอองธุลีพระบาทอย่างใกล้ชิด  นายชาย พานิชพรพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีในขณะนั้น (พ.ศ.๒๕๕๒) ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระมาลาที่ทำจากป่านศรนารายณ์ ประดับด้วยตราประจำจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากสมาชิกในโครงการสหกรณ์หุบกะพง ตามพระราชประสงค์ หลังจากนั้น ทรงขับรถยนต์พระที่นั่งทอดพระเนตรรอบพื้นที่โครงการ ก่อนเสด็จกลับวังไกลกังวล  และพระองค์ได้เสด็จเป็นการส่วนพระองค์มายังพื้นที่โครงการหลายครั้ง จนกระทั่งพระพลานามัยไม่สมบูรณ์ ต้องเสด็จไปประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช โครงการดังกล่าว พระองค์ประสงค์ให้โครงการนี้ เป็นแบบอย่างของความสำเร็จ ที่เกิดขึ้นจากความสามัคคี ร่วมมือกันของหลายฝ่ายอย่างแท้จริง       
ในระยะเริ่มแรก ได้จัดสรรพื้นที่โครงการปลูกพืชผักสวนครัว ได้แก่ มะเขือเทศ มะเขือเปราะ พริก กระเพราะ โหระพา มะนาวแป้น และผักชี  ผลไม้ ได้แก่ สับปะรดปัตตาเวีย แก้วมังกร มะละกอแขกดำ มะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวแกง ชมพู่เพชรสายรุ้ง กล้วยน้ำว้า กล้วยหักมุก พืชเศรษฐกิจ ได้แก่ อ้อยโรงงาน มันเทศญี่ปุ่น มันเทศออสเตรเลีย มันต่อเผือก มันปีนัง หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวเหนียวพันธุ์ซิวแม่จัน ข้าวเจ้าพันธุ์ลีซอ ข้าวเจ้าพันธุ์ข้าวขาว และยางพารา สำหรับการเลี้ยงสัตว์ในโครงการชั่งหัวมัน ดำเนินการในระยะต่อมา มีการเลี้ยงโคนมและเลี้ยงไก่ไข่ โดยให้เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่มาร่วมดำเนินงานภายในโครงการฯ ทำให้เกิดการเรียนรู้และนำไปปรับใช้กับพื้นที่เกษตรของตนเอง
          โครงการชั่งหัวมันได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรในพื้นที่ ๒ ตำบล คือ ตำบลกลัดหลวง และตำบลเขากระปุก ในระยะแรกเกษตรกรเหล่านี้ไม่เข้าใจว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนารถบพิตร ทรงซื้อผืนดินแห่งนี้ไว้ทำอะไร แต่หลังจากที่พระองค์ได้ทรงริเริ่มโครงการ มีการวางแผนการปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ ให้ครบ ซึ่งพระองค์มีพระประสงค์ให้เป็นการทำการเกษตรที่ใช้สารเคมีน้อยที่สุด โดยให้ใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น และให้นำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ รวมทั้งได้ทรงให้ปรับปรุงระบบระบายน้ำของอ่างเก็บน้ำหนองเสือ เพื่อสามารถนำน้ำมาใช้ในโครงการนี้ได้ด้วย

โครงการชั่งหัวมัน
 ภาพจาก JoePortfolio / Shutterstock.com 

บ้านเลขที่ ๑ หมู่ ๕ 
          ย้อนกลับไปในระยะแรก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนารถบพิตร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงขับรถยนต์มาจากพระราชวังไกลกังวล ระยะทางประมาณ ๔๐ กิโลเมตรเป็นประจำ ไม่เคยเสด็จมาโดยเฮลิคอปเตอร์  ที่ดินที่พระองค์ทรงซื้อไว้ก็ไม่ใช่ของคนพื้นที่ เพราะที่ดินส่วนใหญ่บริเวณนี้เจ้าของเป็นคนกรุงเทพฯ ในระยะแรกยังไม่มีไฟฟ้าใช้  ปัจจุบันมีไฟฟ้าเรียบร้อยแล้ว เมื่อตอนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน กรมที่ดินทูลถามว่าจะใช้ชื่อผู้ใดเป็นเจ้าของที่ดิน พระองค์ทรงให้ใช้ชื่อพระองค์เอง และทรงขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับสำนักงานเกษตรอำเภอท่ายาง กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นเกษตรกรทำไร่ รหัสทะเบียนเกษตรกร ๗๖๐๕๑๓-๐๙๒๐-๑-๑ ทะเบียนบ้านเลขที่ ๑ หมู่ ๕ บ้านหนองคอไก่ ตำบลเขากระปุก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี โดยได้รับการขึ้นทะเบียนเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๖ แบ่งออกเป็นทั้งหมด ๖ แปลง โดยเป็นตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ถึงปี ๒๕๕๙  มีการปลูกข้าว ปลูกผัก ปลูกผลไม้  เพาะเห็ด เลี้ยงโคนม และเลี้ยงไก่ไข่  จะเห็นได้ว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนารถบพิตร ทรงเป็นเกษตรกรตัวจริง จากจุดเริ่มต้นด้วยการซื้อที่ดินที่มีสภาพทรุดโทรม เข้าไปสำรวจดินว่าบริเวณนั้นปลูกอะไรได้บ้าง เพื่อศึกษาว่าสามารถเพาะปลูกพืชใด โดยไม่เข้าไปเปลี่ยนแปลงในทันที จากนั้นจึงพัฒนาดินให้ดีขึ้นด้วยวิธีทางธรรมชาติ จากการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพ บำรุงดิน ปรับปรุงคุณภาพของดินด้วยวิธีการต่างๆ ทำให้ดินมีสภาพที่เหมาะสมต่อการปลูกพืช จึงทรงให้ปลูกพืชตามพระประสงค์ของพระองค์ ซึ่งได้นำพืชผักชนิดต่างๆ พืชท้องถิ่น พืชสุมนไพร ไม้ผล และพืชไร่หลายชนิดมาปลูก ที่สำคัญพระองค์ได้ให้ความสำคัญต่อการปลูกข้าว เนื่องจากข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทย ดังนั้นในโครงการชั่วหัวมันจึงมีการปลูกข้าวเป็นพื้นที่ประมาณ ๕ ไร่ นับว่าเป็นศูนย์เรียนรู้ทางการเกษตรที่สมบูรณ์แบบแห่งหนึ่ง
          สำหรับการเลี้ยงโคนม เริ่มดำเนินการในปี ๒๕๕๓ โดยนำโคนมที่ปลดระวางจากโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา จำนวน ๑๔ ตัว มาเลี้ยงเพื่อเป็นศูนย์สาธิตการเลี้ยงโคนมให้เกษตรกรในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงได้ศึกษา การดูแลโคนมแรกคลอดถึงสามเดือนจะให้น้ำนมโคเป็นอาหารหลักวันละ ๔ ลิตร วันละ ๒ เวลา เมื่อโคอายุครบ ๓ เดือน จะเริ่มให้อาหารหยาบ ด้วยการปล่อยให้แทะเล็มหญ้าในแปลง โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนารถบพิตร ได้ให้ความสำคัญกับหญ้าที่ใช้เป็นอาหารโคนม พระองค์ให้ทำแปลงหญ้าแพงโกล่า ใช้เป็นอาหารโคเหล่านี้ เนื่องจากเป็นหญ้าที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ส่งผลให้โคมีสุขภาพดี และสามารถให้น้ำนมได้ดีด้วย
           ภายในโครงการชั่วหัวมัน ได้ก่อสร้างบ้านพักส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช บรมนารถบพิตร เป็นเรือนไม้สองชั้น ครึ่งไม้ครึ่งปูน แบบเรียบง่าย เพื่อให้พระองค์ได้ใช้ประทับเมื่อเสด็จมาทรงงานในโครงการดังกล่าว เรือนไม้ดังกล่าว เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของความพอเพียงในโครงการแห่งนี้ ซึ่งผู้เข้าเยี่ยมชมส่วนใหญ่มักแวะไปเยี่ยมชมเสมอ
          นอกจากการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์แล้ว ในบริเวณโครงการชั่งหัวมัน ซึ่งเป็นทุ่งกว้างตั้งอยู่กลางหุบเขาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช บรมนารถบพิตร ทรงมีพระราชดำรัสให้นำพลังลมมาใช้ประโยชน์ จึงมีแนวคิดติดตั้งกังหันผลิตไฟฟ้า กลายเป็นทุ่งกังหันลม (Wind Farm) ที่เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของโครงการ กังหันลมเหล่านี้ออกแบบและติดตั้งโดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี  ซึ่งเป็นผลงานของ ผศ.วิรชัย โรยนรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพลังงาน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และคณะ ซึ่งได้ออกแบบกังหันลมผลิตไฟฟ้าความเร็วลมต่ำ เป็นกังหันลมที่เหมาะสมกับกระแสลมในประเทศไทยที่เป็นเมืองร้อน มีกระแสลมเบา ความหนาแน่นของลมน้อย ความเร็วลมเฉลี่ยอยู่ที่ ๔ - ๕ เมตรต่อวินาที ในขณะที่กังหันลมที่ผลิตในยุโรปและอเมริกา ถูกผลิตมาเพื่อใช้กับความเร็วลมสูง เฉลี่ย ๗ เมตรต่อวินาที ทำให้เมื่อติดตั้งในประเทศไทยแล้ว กังหันไม่สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ 
ในปี ๒๕๕๔ สำนักพระราชวังได้ขอความร่วมมือให้ทางศูนย์วิจัยพลังงานไปสำรวจโครงการชั่งหัวมัน เป็นช่วงที่กำลังเริ่มโครงการได้ไม่นาน ผลจากการสำรวจ พบว่า ลมพัดน้อย เบา ไม่แรงมากนัก เหมาะกับการใช้กังหันลมที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ลมความเร็วต่ำ ราคาต้นทุนในขณะนั้นประมาณต้นละ ๑.๒ ล้านบาท แต่จากความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง  และมีความต้องการที่จะสร้างถวายพระองค์ สามารถลดต้นทุนให้เหลือเพียงต้นละประมาณ ๐.๗ ล้านบาท และติดตั้งได้จำนวน ๑๐  ต้น ซึ่งเป็นส่วนของศูนย์วิจัยพลังงานสร้างถวาย จำนวน ๑ ต้น และเป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน ๙ ต้น  ทีมวิจัยใช้เวลา ๑ ปีสำหรับการผลิตกังหันลม โดยใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศกว่าร้อยละ ๘๐ มีชิ้นส่วนนำเข้ามาเฉพาะเจนเนอร์เรเตอร์เท่านั้น จากนั้นทดลองผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งเพียงพอสำหรับใช้ในโครงการ รวมถึงมีเหลือพอที่จะขายคืนให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอีกด้วย ต่อมาพระองค์มีพระราชดำริให้สร้างเพิ่มอีก ๑๐ ต้น โดยได้รับงบสนับสนุนจากกองทัพบก ๗ ล้านบาท โครงการชั่งหัวมันจึงเป็นฟาร์มกังหันลมแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีกังหันลม ๒๐ ต้น รวมกำลังการผลิต ๕๐ กิโลวัตต์  ปัจจุบันได้พัฒนาเป็นฟาร์มไฮบริด โดยนำโซลาร์เซลล์เข้ามาร่วมผลิตไฟฟ้าด้วย ฟาร์มกังหันลมจึงเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของโครงการ และยังสามารถช่วยให้พื้นที่ข้างเคียงมีกระแสไฟฟ้าใช้อย่างพอเพียงและทั่วถึงด้วย
          จากที่กล่าวมาข้างต้น โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ มีเป้าหมายหลักในการสนองพระราชประสงค์และพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช บรมนารถบพิตร ให้เป็นศูนย์รวมพันธุ์พืชเศรษฐกิจของอำเภอท่ายาง และพื้นที่ใกล้เคียง รวมทั้งการจัดการฟาร์มโคนมและโรงเลี้ยงไก่ไข่ โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรส์และสเตอริไรส์ มีหน่วยทดลองพลังงานทดแทน ไม่ว่าจะเป็นทุ่งกังหันลม พลังงานแสงอาทิตย์ และไบโอดีเซล โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงโครงการ เข้ามาร่วมกันบำรุงรักษาและแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นตามวิถีการดำรงชีวิตเกษตรกรรมตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
          แนวทางการดำเนินงานของโครงการชั่งหัวมัน เป็นการบริหารทรัพยากรแบบบูรณาการ เพื่อใช้ทรัพยากรธรรมชาติทีมีอยู่อย่างคุ้มค่า ได้แก่ การพัฒนาอ่างเก็บน้ำหนองเสือ เพื่อส่งไปใช้ในโครงการ โดยมีสระเก็บน้ำ ๒ สระ ไว้รองรับน้ำการดละกระจายน้ำให้ครอบคลุมพื้นที่โครงการ เพื่อใช้เพาะปลูก  ทำฟาร์มปศุสัตว์ และโรงงานแปรรูปนม นอกจากนี้ยังได้เจาะน้ำบาดาล เพื่อใช้ในการอุปโภคอีกด้วย ด้านการตลาดของผลผลิตและผลิตภัณฑ์ที่จากโครงการ จัดจำหน่ายผ่านร้านโกลเด้นเพลช (Golden Place) ภายใต้การดำเนินงานของบริษัทสุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อควบคุมคุณภาพผลผลิตให้มีคุณภาพและจำหน่ายถึงผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งมีร้านสาขาอยู่ในพื้นที่โครงการอีกด้วย 
          สำหรับการเป็นแหล่งสาธิตทางการเกษตร นอกจากภาคราชการที่เข้าไปร่วมดำเนินการแล้ว ยังมีภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาเข้าไปดำเนินการในพื้นที่โครงการด้วย เพื่อให้โครงการเกิดประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไปมากยิ่งขึ้น โดย เครือเจริญโภคภัณฑ์ จัดทำแปลงสาธิตยางพาราที่ทันสมัย และนาข้าวทดลองแบบใช้น้ำบังคับให้ได้ผลผลิตสูงและลดต้นทุนการผลิต เครือไทยเบฟ จัดทำแปลงสาธิตการปลูกมันเทศญี่ปุ่น สลับกับการปลูกข้าว เป็นอาชีพที่สามารถทำรายได้เลี้ยงครอบครัวขนาดเล็กได้ และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดทำแปลงสาธิตสำหรับการดำเนินชีวิตแบบพอเพียงในพื้นที่จำกัด ๑ ไร่ และเงินลงทุน ๑ แสนบาท รวมทั้งการเพาะเลี้ยงไส้เดือน เพื่อประโยชน์ในการบำรุงดิน และเป็นรายได้เสริมให้เกษตรกรได้ด้วย
          ปัจจุบันโครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากอย่างอัศจรรย์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช บรมนารถบพิตร ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ผู้สนใจศึกษาดูงานและเปิดให้เข้าชมได้ โดยหยุดทุกวันจันทร์ อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ ๒๐ บาท เด็ก ๑๐ บาท โดยเมื่อเข้ามาในพื้นที่โครงการในส่วนบริการผู้เข้าชม ประกอบด้วย อาคารร้านโกลเด้นเพลส พิพิธภัณฑ์ดิน สถานีจ่ายน้ำมันที่ใช้ในโครงการ รวมทั้งมีจักรยานไว้บริการ พร้อมกันรถชมโครงการ และมี Land Mark ที่น่าสนใจหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นป้ายชื่อโครงการ สัญลักษณ์ตาชั่งหัวมัน ทุ่งกังหันลม เรือนทรงงาน โรงนม หรือบริเวณสันอ่างเก็บน้ำ หากสนใจเยี่ยมชมโครงการเป็นหมู่คณะ สามารถติดต่อไปได้ที่ ผู้จัดการโครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ เลขที่ ๑ หมู่ที่ ๕ ตำบลเขากระปุก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ๗๖๑๓๐  โทรศัพท์ ๐๓๒ ๔๗๒ ๗๐๐ – ๓ โทรสาร ๐๓๒ ๔๗๒ ๗๐๒ อีเมล์ chmrpth@gmail.com

ทั้งหมดนี้ คือ การสอนให้ประชาชนของพระองค์รู้จักวิธีการตกปลาเองอย่างแท้จริง เป็นการทำให้เห็น จึงเป็นโอกาสอันดีที่เราๆ ทั้งหลายจะได้เรียนรู้ ไม่ใช่เฉพาะการทำการเกษตรเท่านั้น แต่กลับเป็นการใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทและไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคอันใด วันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จึงเป็นเสมือนวันแห่งการเรียนรู้ในศาสตร์ของพระราชาให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นต่อไป เรียนรู้เพื่อน้อมนำมาปฏิบัติให้เห็นผลจริง ตามแบบอย่างที่พระองค์ทรงปฏิบัติให้เห็นจริงมาตลอดพระชนม์ชีพ
ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ตราบนิรันดร์

(ขอบคุณ : โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ http://chmrp.weebly.com/ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี http://www.pr.rmutt.ac.th/news/5752 ข้อมูล)

พบกันใหม่ฉบับหน้า                                                                                สวัสดี……อังคณา 

หมายเหตุ
บทความดังกล่าวเป็นต้นฉบับของคอลัมน์ฉีกซอง ในจดหมายข่าวผลิใบ ก้าวใหม่งานวิจัยและพัฒนาการเกษตร ของกรมวิชาการเกษตร ฉบับเดือนตุลาคม 2560 แต่เนื่องจากไม่ได้มีการนำออกมาเผยแพร่จึงขออนุญาตทยอยนำต้นฉบับประจำปีงบประมาณ 2561 ออกมาเผยแพร่ทางช่องทางนี้ หวังว่าคงจะเกิดประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านทุกท่านตามสมควร

วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2561

สารเคมีทางการเกษตรกับระบบการควบคุม


         
           เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน การเพาะปลูกได้เริ่มขึ้น  การใช้ปัจจัยการผลิตต่างๆ ก็ได้เริ่มขึ้นเช่นกัน จากเมล็ดพันธุ์ที่เพาะปลูก มายังปุ๋ย และสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ตามลำดับ โดยเฉพาะสารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืชในระยะที่เริ่มการเพาะปลูก ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นสารป้องกันกำจัดแมลงและโรคพืช ตามระยะที่พืชเจริญเติบโต และสภาพของการระบาดในแต่ละแห่ง  หากเมื่อกล่าวถึงสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร หลายๆ ฝ่าย ต่างก็มองว่าสารเคมีทางการเกษตรเป็นผู้ร้ายที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม สร้างปัญหาต่อสุขภาพ กลายเป็นประเด็นทางสังคมที่ต่างคนต่างมอง ในขณะที่ฝ่ายผู้ใช้สารเคมี ย้ำถึงความจำเป็นที่จะใช้ หากไม่ใช้สารเคมีควบคุมและกำจัดศัตรูพืชแล้ว ผลผลิตทางการเกษตรจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร และการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่ถูกต้องตามที่กำหนดไว้ในฉลาก คือ การใช้ที่ปลอดภัยที่สุด ไม่มีคำแนะนำการใช้สารเคมีทางการเกษตรใดที่ไม่ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพการใช้จริง ดังนั้น การใช้สารเคมีทางการเกษตรให้ได้ผลดี เป็นไปตามคุณลักษณะของสารเคมีชนิดนั้น และมีความปลอดภัยสูง ต้องเป็นการใช้ตามฉลาก นั่นเอง
          อย่างไรก็ตาม สารเคมีทางการเกษตรแต่ละชนิด ต่างก็มีคุณสมบัติทางเคมีที่แตกต่างกัน หากมีการใช้สารเคมีชนิดเดิมๆ โดยไม่มีการสลับการใช้กับสารเคมีชนิดอื่น และยิ่งใช้ในอัตราที่สูงกว่าอัตราที่แนะนำ มีความเป็นไปได้ว่าอาจส่งผลให้มีการตกค้างในสิ่งแวดล้อม และโรคแมลงศัตรูพืช สามารถพัฒนาตัวเองขึ้นมาต้านทานต่อสารเคมีชนิดนั้นได้ หรือบางกรณีสารเคมีบางชนิดอาจมีฤทธิ์ส่งเสริมกัน สามารถกำจัดศัตรูพืชได้กว้างขวางขึ้น แต่เมื่อสลายตัวออกมาอาจให้อนุพันธ์ที่เป็นสารก่อมะเร็งได้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เกิดจากการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่ไม่เป็นไปตามคำแนะนำ การกำกับดูแลสารเคมีทางการเกษตรจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิด บทบาทในการควบคุมและกำกับดูแลสารเคมีทางการดังกล่าวโดยเฉพาะสารเคมีทางการเกษตรที่ใช้กับพืช เป็นหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตร ภายใต้พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยมีกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ 
          “ฉีกซอง” ฉบับเดือนกรกฎาคม ขอนำท่านผู้อ่านไปรับทราบการดำเนินงานของกรมวิชาการเกษตรในส่วนที่เกี่ยวข้องกับต้นทางของวัตถุอันตรายทางการเกษตร  โปรดติดตาม

กฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย
          ปัจจุบันกฎหมายที่ควบคุมเกี่ยวกับวัตถุอันตรายทางการเกษตร อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติวัตถุวัตถุอันตรายทางการเกษตร พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติฉบับนี้บัญญัติขึ้นเพื่อสนองตอบต่อการควบคุมวัตถุอันตรายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีการนำวัตถุอันตรายมาใช้ในกิจการประเภทต่างๆ เป็นจำนวนมาก และวัตถุอันตรายบางชนิดก่อให้เกิดอันตรายอย่างร้ายแรงแก่มนุษย์ สัตว์ พืช ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อมได้ แม้ว่าเดิมจะมีกฎหมายที่ใช้ควบคุมวัตถุที่ก่อให้เกิดอันตรายอยู่บ้างก็ตาม   แต่กฎหมายที่มีก่อนหน้านั้นมีด้วยกันหลายฉบับ  ต่างยุคต่างสมัย ทำให้บทบัญญัติแตกต่างกันรวมทั้งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของหลายหน่วยงาน และยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ จึงได้มีการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยวัตถุมีพิษ โดยขยายขอบเขตให้ครอบคลุม วัตถุอันตรายทุกชนิด  และกำหนดวิธีการในการควบคุมให้เหมาะสมมากขึ้น  พร้อมทั้งจัดระบบบริหารให้มีการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยพระราชบัญญัติฉบับนี้ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2535  และมีหน่วยงานที่รับผิดชอบรวมทั้งหมด 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม  สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา  กระทรวงสาธารณสุข  กรมโยธาธิการ  กระทรวงมหาดไทย  สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กรมประมง และกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
          วัตถุอันตราย   ตามความหมายในพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535   จึงหมายถึง   วัตถุที่มีคุณลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง    ดังนี้ วัตถุระเบิดได้  วัตถุไวไฟ วัตถุออกซิไดซ์และวัตถุเปอร์ออกไซด์  วัตถุมีพิษ  วัตถุที่ทำให้เกิดโรค  วัตถุกัมมันตรังสี  วัตถุที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม วัตถุกัดกร่อน วัตถุที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง และวัตถุอย่างอื่นไม่ว่าจะเป็นเคมีภัณฑ์ หรือสิ่งอื่นใดที่อาจทำให้เกิดอันตรายแก่บุคคล สัตว์ พืช ทรัพย์ และสิ่งแวดล้อม
           สำหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมวัตถุอันตรายที่ใช้ทางการเกษตร ประกอบด้วย สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช  ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ควบคุมการเจริญเติบโตของพืช  และวัตถุอันตรายที่ใช้ในการประมง   ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กำหนดให้สามารถควบคุมวัตถุอันตรายดังกล่าวได้ตามความจำเป็น โดยจำแนกวัตถุอันตรายออกเป็น 4  ชนิด กล่าวคือ วัตถุอันตรายชนิดที่ 1   หมายถึง วัตถุอันตรายที่การผลิต  การนำเข้า  การส่งออก   หรือการมีไว้ในครอบครองต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด  ซึ่งกำกับดูแลโดยผู้ประกอบการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่วางไว้ โดยไม่ต้องขออนุญาตและแจ้งการประกอบกิจการล่วงหน้า โดยวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรรับผิดชอบในปัจจุบันไม่มีการจัดไว้ในกลุ่มดังกล่าว
ส่วนวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 หมายถึงวัตถุอันตรายที่การผลิต การนำเข้า การส่งออก หรือการมีไว้ในครอบครองต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบก่อนและต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด  โดยต้องแจ้งประกอบกิจการล่วงหน้าและต้องขอขึ้นทะเบียน แต่ไม่ต้องขออนุญาตประกอบกิจการ ซึ่งมีการควบคุมมากกว่าชนิดที่ 1 โดยในกลุ่มนี้มีวัตถุอันตรายทางการเกษตร ได้แก่ BT , NPV , สารสกัดจากสะเดา ไส้เดือนฝอยที่ใช้กำจัดแมลง และ White Oil เป็นต้น
           สำหรับวัตถุอันตรายชนิดที่ 3  หมายถึง วัตถุอันตรายที่การผลิต การนำเข้า การส่งออก   หรือการมีไว้ในครอบครองต้องได้รับใบอนุญาต ควบคุมโดยการขึ้นทะเบียนและขออนุญาตประกอบกิจการตามลักษณะ ได้แก่ การนำเข้า การส่งออก การผลิต การมีไว้ในครอบครอง ซึ่งหมายถึงมีไว้เพื่อขาย การเก็บรักษา การใช้และการรับจ้าง  ซึ่งสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ใช้ในประเทศไทยส่วนใหญ่จะจัดอยู่ในกลุ่มดังกล่าว
          ในขณะที่ วัตถุอันตรายชนิดที่ 4   หมายถึง วัตถุอันตรายที่ห้ามมิให้มีการผลิต  การนำเข้า การส่งออก  หรือการมีไว้ในครอบครอง  ควบคุมโดยการห้ามประกอบกิจการใดๆ ได้แก่ สารซึ่งเป็นอันตรายและห้ามใช้  สำหรับในส่วนที่กรมวิชาการเกษตรรับผิดชอบ ได้ประกาศให้สารเคมีทางการเกษตรเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4  จำนวนทั้งสิ้น 98 รายการ
          ระบบการควบคุมวัตถุอันตรายตามนัยแห่งพระราชบัญญัติฉบับนี้  แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ  คือ การควบคุมด้วยการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย  การควบคุมด้วยการอนุญาต  ซึ่งผู้ที่ได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนแล้ว  ต้องขออนุญาตในการนำเข้า ส่งออก ผลิต  และมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ 3  และการควบคุมหลังการขึ้นทะเบียนและการอนุญาต ซึ่งเป็นการกำกับดูแลให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกประกาศกําหนดให้สารป้องกันกําจัดศัตรูพืชทุกชนิดเป็นวัตถุอันตรายทางการเกษตรชนิดที่ 2,  3 และ4 ที่ต้องกํากับดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งการผลิตหรือการนําเข้าซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่2 หรือ3 จะต้องนํามาขึ้นทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนและเมื่อได้รับใบสําคัญการขึ้นทะเบียนแล้วจึงจะผลิตหรือนําเข้าได้ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกประกาศกระทรวงกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ขั้นตอนในการดําเนินการขึ้นทะเบียนไว้คือ ผู้ผลิตหรือผู้นําเข้าต้องยื่นคําขอขึ้นทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ซึ่งแบ่งออกเป็น3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่1 การทดลองเบื้องต้นเพื่อทราบประสิทธิภาพและข้อมูลพิษเฉียบพลัน ขั้นตอนที่2 การทดลองชั่วคราวเพื่อสาธิตการใช้และข้อมูลพิษระยะปานกลาง  และขั้นตอนที่3 การประเมินผลขั้นสุดท้ายเพื่อรับการขึ้นทะเบียนโดยพนักงานเจ้าหน้าที่จะประเมินผลการทดลองความปลอดภัยต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมเพียงพอต่อการใช้ ซึ่งรวมทั้งพิษเรื้อรังระยะยาว(2 ปี) ต่อสัตว์ทดลอง
องค์ประกอบของคณะกรรมการวัตถุอันตรายในพระราชบัญญัติดังกล่าว ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานกรรมการ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ   อธิบดีกรมการขนส่งทางบก   อธิบดีกรมการค้าภายใน   อธิบดีกรมการแพทย์   อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ   อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน   อธิบดีกรมประมง  อธิบดีกรมปศุสัตว์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร  เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ  เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม  ผู้แทนกระทรวงกลาโหม  ผู้แทนกระทรวงคมนาคม ผู้แทนสำนักงานมาตรฐานสิค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งไม่เกินสิบคนเป็นกรรมการ และอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมเป็นกรรมการและเลขานุการ   และผู้แทนกรมธุรกิจพลังงาน  ผู้แทนกรมโรงงานอุตสาหกรรม   ผู้แทนกรมวิชาการเกษตร   ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา  และผู้แทนสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเป็นเลขานุการกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งต้องเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ มีผลงานและประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาเคมี  วิทยาศาสตร์  วิศวกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ หรือกฎหมาย และอย่างน้อยห้าคนในแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นตัวแทนขององค์การสาธารณประโยชน์และมีประสบการณ์ การดำเนินการคุ้มครองสุขอนามัย ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ด้านการเกษตรกรรมยั่งยืน ด้านการจัดการปัญหาวัตถุอันตรายในท้องถิ่น หรือด้านสิ่งแวดล้อม  ซึ่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าวมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสามปี   และเมื่อกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันไม่ได้
          คณะกรรมการวัตถุอันตรายดังกล่าว ทำหน้าที่ในการกำหนดปริมาณองค์ประกอบ คุณสมบัติ  และสิ่งเจือปน ภาชนะบรรจุ วิธีตรวจและทดสอบภาชนะ  ฉลาก การผลิต  การนำเข้า  การส่งออก  การขาย  การขนส่ง  การเก็บรักษา  การกำจัด การทำลาย การปฏิบัติกับภาชนะของวัตถุอันตราย  การให้แจ้งข้อเท็จจริง  การให้ส่งตัวอย่าง  หรือการอื่นใดเกี่ยวกับวัตถุอันตรายเพื่อควบคุม  ป้องกัน บรรเทา หรือระงับอันตรายที่จะเกิดแก่บุคคล  สัตว์  พืช  ทรัพย์  หรือสิ่งแวดล้อม  โดยคำนึงถึงสนธิสัญญาและข้อผูกพันระหว่างประเทศประกอบด้วย  รวมทั้งกำหนดให้มีการดำเนินการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับวัตถุอันตราย และให้มีการประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม  สุขภาพอนามัย  ชีวิต  หรือทรัพย์สิน ซึ่งเกิดจากการประกอบกิจการ  และกำหนดให้มีผู้เชี่ยวชาญหรือบุคลากรเฉพาะรับผิดชอบในการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหรือบุคลากรเฉพาะซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินการเกี่ยวกับวัตถุอันตราย  ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบกำหนดโดยความเห็นของคณะกรรมการโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา  รวมทั้งต้องรับผิดชอบกรณีเกิดปัญหาขึ้นเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับเหตุการณ์ดังกล่าว
          ดังนั้น จะเห็นได้ว่าพระราชบัญญัติฉบับใหม่ได้ให้ความสำคัญต่อการกำหนดให้มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง  มาให้คำแนะนำและควบคุมการประกอบกิจการวัตถุอันตราย  รวมทั้งการประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม สุขอนามัย ชีวิต  หรือทรัพย์สินจากการประกอบกิจการดังกล่าว ซึ่งเป็นประเด็นใหม่ในพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ซึ่งจำเป็นต้องมีกฎหมายลูกมารองรับการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามบทบัญญัติดังกล่าว ทั้งนี้ ได้กําหนดให้สํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มีอํานาจหน้าที่ตามมาตรา 51 โดยกําหนดให้การควบคุมโฆษณาวัตถุอันตรายทางการเกษตรให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค
โดยสรุปแล้วมาตรการควบคุมวัตถุอันตรายทางการเกษตรของกรมวิชาการเกษตร ประกอบด้วย กำหนดให้มีการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย เพื่อเลือกใช้วัตถุอันตรายที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย โดยใบอนุญาตขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย มีอายุ 6 ปี กำหนดให้มีการขออนุญาตประกอบกิจการ เพื่อควบคุมการผลิต การนำเข้า การส่งออก และการมีไว้ในครอบครอง  และการควบคุมหลักการได้รับการขึ้นทะเบียนและการอนุญาต ได้แก่ การควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และการดำเนินคดีต่อผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย


เส้นทางการควบคุม
          ภายใต้คณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมารองรับการปฏิบัติงานตามกฎหมายหลายคณะด้วยกัน แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวัตถุอันตรายทางการเกษตร มีคณะอนุกรรมการที่สำคัญ 3 คณะด้วยกันคือ คณะอนุกรรมการพิจารณาข้อมูลและกลั่นกรองความเป็นอันตรายของวัตถุอันตรายชนิดต่างๆ     คณะอนุกรรมการพิจารณายกร่างกฎกระทรวงและประกาศกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร โดยที่คณะอนุกรรมการแต่ละคณะสามารถตั้งคณะทำงานมารองรับการปฏิบัติงานในแต่ละด้านได้ด้วย
          สำหรับ คณะอนุกรรมการพิจารณาข้อมูลและกลั่นกรองความเป็นอันตรายของวัตถุอันตรายชนิดต่างๆ  เป็นคณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายแต่งตั้งขึ้นเพื่อให้ทำหน้าที่เสนอความเห็น และปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์วิธีการเกี่ยวกับการจัดประเภทและชนิดของวัตถุอันตรายต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย            พิจารณา ศึกษา  ทบทวนความเป็นอันตรายของสารต่างๆ  ที่จะประกาศ ระบุชื่อ ชนิด เป็นวัตถุอันตราย รวมทั้งหน่วยงานผู้รับผิดชอบ เช่น ประเมินค่าข้อมูลด้านพิษวิทยาและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้นรวมทั้งให้คำปรึกษาแก่คณะกรรมการวัตถุอันตรายเกี่ยวกับความเป็นอันตรายของวัตถุอันตรายชนิดต่างๆ และปฏิบัติงานอื่นใดตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมอบหมาย
ส่วนคณะอนุกรรมการพิจารณาร่างกฎกระทรวงและประกาศกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535  มีหน้าที่ยกร่างกฎกระทรวงและประกาศกระทรวง ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 พิจารณากลั่นกรองและให้ความเห็นเกี่ยวกับร่างกฎกระทรวงหรือประกาศกระทรวงที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบเสนอต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย ตลอดจนใหัความเห็นเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายและปฏิบัติการอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการวัตถุนตรายมอบหมาย
สำหรับคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร มีหน้าที่เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการอันจำเป็น  ตลอดจนขั้นตอนในการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร พิจารณาแผนการทดลองเกี่ยวกับวัตถุอันตรายทางการเกษตร  ติดตามดูแลผลการทดลองการประเมินผล และรับรองผลการทดลองของผู้ประสงค์จะขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร ตลอดจนพิจารณาความถูกต้องของฉลากวัตถุอันตรายที่ใช้ในทางการเกษตร ให้ความเห็นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายที่ใช้ในทางการเกษตร   เสนอความเห็นเกี่ยวกับการเพิกถอนทะเบียนวัตถุอันตรายที่มีปัญหาภายหลังการพิจารณารับขึ้นทะเบียนแล้ว รวมทั้งการห้ามใช้และปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายกำหนด ทั้งนี้ยังให้คณะอนุกรรมการชุดดังกล่าว สามารถแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งตามความจำเป็น
องค์ประกอบของคณะอนุกรรมการชุดนี้ ตามคำสั่งคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธานคณะอนุกรรมการ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรที่ได้รับมอบหมาย เป็นรองประธาน และอนุกรรมการประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวัตถุอันตรายทางการเกษตร ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการอารักขาพืช หัวหน้ากลุ่มกีฎและสัตววิทยา หัวหน้ากลุ่มวิจัยโรคพืช หัวหน้ากลุ่มวิจัยวัชพืช ผู้อำนวยการสำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร (ปัจจุบัน เปลี่ยนชื่อ เป็น กอง ) หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยวัตถุมีพิษการเกษตรจากสารธรรมชาติ หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาระบบตรวจสอบคุณภาพวัตถุมีพิษการเกษตร หัวหน้ากลุ่มงานสารพิษตกค้าง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพืชสวน หัวหน้ากลุ่มงานนิติการและสิทธิประโยชน์ สำนักงานเลขานุการกรม (ปัจจุบัน ชื่อภายใน คือ สำนักนิติการและสิทธิประโยชน์) ผู้อำนวยการสำนักความคุมพืชและวัสดุการเกษตร ผู้อำนวยการกลุ่มสารวัตรเกษตร ผู้แทนกรมประมง ผู้แทนกรมปศุสัตว์ ผู้แทนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นางประภัสสรา พิมพ์พันธ์โดยมีหัวหน้ากลุ่มวัตถุมีพิษ (ปัจจุบัน คือ ผู้อำนวยการกลุ่มควบคุมวัตถุอันตราย) เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ และนักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร เป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
ภายใต้คณะอนุกรรมการชุดดังกล่าว ได้แต่งตั้งคณะทำงานมา 3 คณะ คือ  คณะทำงานเพื่อประเมินเอกสารข้อมูลพิษวิทยาและพิษตกค้างของวัตถุอันตรายทางการเกษตรเพื่อการขึ้นทะเบียน  โดยมีผู้อำนวยการกองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร (กปฝ.) เป็นประธานคณะทำงาน และผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัตถุมีพิษการเกษตร คณะทำงานเพื่อพิจารณาชีวภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ธรรมชาติจากพืชที่ใช้ควบคุมศัตรูพืช มีผู้อำนวยการสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร (สคว.) เป็นประธาน และ นักวิชาการชำนาญการพิเศษ กลุ่มควบคุมวัตถุอันตราย  เป็นเลขานุการ คณะทำงานชุดสุดท้าย คือ คณะทำงานดำเนินการเกี่ยวกับวัตถุอันตรายที่ต้องเฝ้าระวัง  ซึ่งมีอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธาน และนักวิชาการชำนาญการพิเศษ กลุ่มควบคุมวัตถุอันตราย สคว. เป็นเลขานุการ
สำหรับคณะทำงานดำเนินการเกี่ยวกับวัตถุอันตรายที่เฝ้าระวัง มีหน้าที่ศึกษา ติดตาม และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นพิษ พิษตกค้าง และผลกระทบจากการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ขึ้นทะเบียนแล้ว เสนอชื่อวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ควรจัดเข้าอยู่ในรายการเฝ้าระวังการใช้ กำหนดระยะเวลาการเฝ้าระวังการใช้ กำหนดเรื่องเกี่ยวกับวัตถุอันตรายและผลกระทบที่ต้องเฝ้าระวัง รวมทั้งเสนอผู้รับผิดชอบในการรวบรวมข้อมูลหรือศึกษาวิจัย ประเมินความเป็นอันตรายและผลกระทบภายหลังจากการเฝ้าระวัง เพื่อเสนอห้ามใช้หรือจำกัดการใช้ต่อคณะอนุกรรมการฯ และปฏิบัติงานอื่นที่คณะอนุกรรมการฯ มอบหมาย สำหรับสถานะในปัจจุบันคณะทำงานชุดดังกล่าวได้จัดให้วัตถุอันตรายทางการเกษตร 11 ชนิด เป็นวัตถุอันตรายที่เฝ้าระวัง ได้แก่ aldicarb blasticidin-S carbofuran dicrotophos endosulfan (สูตร CS) ethoprophos formetanate methomyl methidathion และ oxamyl  ในจำนวนนี้มีวัตถุอันตรายที่ได้พิจารณาเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 จำนวน 2 ชนิด คือ dicrotophos และ EPN  ตลอดจนคณะทำงานอยู่ระหว่างการพิจารณาให้วัตถุอันตรายทางการเกษตรอีกหลายชนิดเป็นกลุ่มสารเคมีที่เฝ้าระวังการใช้
จากข้อมูลการนำเข้าสารเคมีทางการเกษตร พบว่า ประเภทของสารเคมีที่นำเข้าสูงสุด คือ สารกำจัดวัชพืช การนำเข้าสูงอย่างต่อเนื่อง ไม่ต่ำกว่าปีละ 60,000 ตัน ของสารสำคัญ รองลงมาคือ กลุ่มของสารป้องกันและกำจัดโรคพืช ปีละประมาณ 6,000 ตัน และลำดับ 3 คือ กลุ่มสารกำจัดแมลง นำเข้าประมาณปีละ 5,000 ตัน และเมือพิจารณาฐานข้อมูลการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร พบว่า มีจำนวนของทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมวิชาการเกษตร  รวมทั้งสิ้น ราย 8,400 ทะเบียน และยังมีผู้ยื่นขอขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่รอความสมบูรณ์ของข้อมูลเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ ประมาณ 1,000 ทะเบียน นับว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีแข่งขันด้านสารเคมีทางการเกษตรสูงมาก ถ้ามองในด้านดี อาจมองได้ว่าสร้างโอกาสให้กับเกษตรกรในการเลือกใช้สารเคมีทางการเกษตรตามความเหมาะสม ในขณะที่ในมุมที่กลับกัน อาจมองได้ว่าเรามีความจำเป็นที่จะต้องใช้สารเคมีทางการเกษตรในปริมาณมากมายขนาดนั้นหรือ และย้อนกลับมาพิจารณาการใช้สารเคมีทางการเกษตรของเกษตรกร ในความเป็นจริงแล้ว มีการใช้ตามคำแนะนำในฉลากหรือไม่ มีระบบการบริหารจัดการศัตรูพืชที่ดีเพียงพอหรือไม่ เพราะที่สุดแล้วการใช้สารเคมีทางการเกษตรเป็นคำแนะนำลำดับท้ายๆ ที่นักวิชาการจะแนะนำให้เกษตรกรใช้
ระบบควบคุมจะดีเพียงใด หากผู้เกี่ยวข้องกับระบบไม่ทำตามนั้น ระบบคงไม่อาจเรียกว่าเป็นระบบได้  หรือท่านผู้อ่านคิดเห็นเช่นใด
(ขอบคุณ : สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร /ข้อมูล)

หมายเหตุ : ต้นฉบับคอลัมม์ฉีกซอง ในจดหมายข่าวผลิใบก้าวใหม่งานวิจัยและพัฒนาการเกษตร ฉบับเดือนกรกฎาคม 2559 ขอนำมาเผยแพร่ใน Blogger อีกครั้งหนึ่ง เมื่อประเด็นสารเคมีทางการเกษตรกลับมาอยู่ในกระแส ทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนที่จะตัดสินใจใดๆ 

วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เกษตรพันธสัญญา?


“…การที่จะทำงานให้สัมฤทธิผลที่พึงปรารถนา คือที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรมด้วยนั้น จะอาศัยความรู้แต่เพียงอย่างเดียวมิได้ จำเป็นต้องอาศัยความสุจริต ความบริสุทธิ์ใจ และความถูกต้องเป็นธรรมประกอบด้วย เพราะเหตุว่าความรู้นั่นเป็นเหมือนเครื่องยนต์ ทำให้ยวดยานเคลื่อนที่ไปได้ประการเดียว ส่วนคุณธรรมเป็นเหมือนหนึ่งพวงมาลัยหรือหางเสือ ซึ่งเป็นปัจจัยที่นำพาให้ยวดยานดำเนินไปถูกทาง ด้วยความสวัสดี คือ ปลอดภัยจนบรรลุถึงจุดหมายที่พึงประสงค์ ดังนั้น ในการที่จะประกอบการงานเพื่อตนเพื่อส่วนรวมต่อไป ขอให้สำนึกไว้เป็นนิตย์ โดยตระหนักว่า การงาน สังคม และบ้านเมืองนั้น ถ้าขาดผู้มีความรู้เป็นผู้บริหารดำเนินการย่อมเจริญก้าวหน้าไปได้ยาก แต่ถ้างานใด สังคมใด และบ้านเมืองใด ก็ขาดบุคคลผู้มีคุณธรรม ความสุจริตแล้ว จะดำรงอยู่มิได้เลย...”
พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ
ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยรามคำแหง  ณ อาคารใหม่สวนอัมพร
วันศุกร์ที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๐

          พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงพระราชทานพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสในหลายโอกาสว่าด้วยเรื่อง ความรู้และคุณธรรม ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับการพัฒนาบ้านเมืองและสังคม  ขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไปมิได้ ความรู้และคุณธรรม จึงเป็นสองเงื่อนไขของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นอกเหนือจาก ความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล และการมีภูมิคุ้มกัน  ซึ่งเป็นสามห่วงหลักที่จะต้องมี 
          ในปลายปีงบประมาณ ๒๕๖๐ ซึ่งอยู่ในช่วงของปลายฤดูฝนและจะเข้าสู่ฤดูหนาว ในบางพื้นที่ยังคงมีน้ำหลาก บางพื้นที่เริ่มสัมผัสอากาศเย็น หลายฝ่ายต่างก็หวังว่าปีนี้อากาศน่าจะหนาวกว่าทุกปี คงต้องมาติดตามกันว่าจะเป็นจริงหรือไม่ ปีน้ำมาก อากาศจะเย็น โบราณกล่าว
            ช่วงปี ๒๕๕๙ ต่อเนืองมาถึงปีนี้ ความพยายามในการตรากฎหมายว่าด้วยระบบการเกษตรแบบพันธสัญญา บรรลุผลสำเร็จไปได้ในระดับหนึ่ง “ฉีกซอง” มีโอกาสได้รับรู้ความเป็นไปของการยกร่างกฎหมายดังกล่าวมาในชั้นการพิจารณาของคณะอนุกรรมาธิการฯ เนื่องจากคุณสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ผู้บังคับบัญชา ทำหน้าที่เป็นผู้แทนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในคณะอนุกรรมาธิการฯ มีหลายประเด็นที่น่าสนใจมาก และในที่สุดกฎหมายว่าด้วยระบบเกษตรพันธสัญญา ได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๓๔ ตอนที่ ๔๖ ก เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ภายใต้ชื่อ “พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา”   เป็นไปอย่างไร โปรดติดตามได้ใน “ฉีกซอง” ฉบับนี้

Credit ภาพประกอบ :Achara Uthayopas

ทำเกษตร- ทำสัญญา
          สำหรับการทำการเกษตรแบบมีสัญญา หรือ  Contract Farming หมายถึง  ระบบการเกษตร ทั้งการเลี้ยงสัตว์ หรือการเพาะปลูกพืช ที่มีการทำสัญญาซื้อขายผลผลิตล่วงหน้าระหว่างฝ่ายเกษตรกร ผู้ผลิต หรือเจ้าของฟาร์ม กับคู่สัญญา คือ "ผู้รับประกัน"  ส่วนใหญ่มักเป็นบริษัทเอกชนที่สัญญาว่าจะซื้อผลผลิตคืนจากอีกฝ่ายในราคาที่ตกลงกันตั้งแต่ต้น เรียกว่า "ราคาประกัน" และจะเปลี่ยนแปลงได้ก็ต่อเมื่อครบกำหนดสัญญาเท่านั้น หรือ ตามที่ระบุไว้ในสัญญา
ข้อดีของการทำการเกษตรแบบมีสัญญา หรือ เกษตรพันธสัญญา สำหรับเกษตรกรแล้ว ประเด็นที่เห็นชัดเจนคือ เกษตรกรมีตลาดรับซื้อแน่นอน ได้ความรู้ทั้งด้านวิชาการ มาตรฐานฟาร์ม และเทคนิคในการปรับลดต้นทุนในการผลิต การจัดหาวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตต่างๆ รวมไปถึงการสนับสนุนสินเชื่อทางการเงินให้ด้วยในบางกรณี มีการตกลงราคาและเวลารับมอบสินค้ากันชัดเจน ลดความผันผวนของรายได้ของเกษตรกร โดยสามารถทำให้ผลตอบแทนค่อนข้างแน่นอนและสูงขึ้น และช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีและเงินทุน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารและจัดการได้ด้วย รวมทั้งยังช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐในการพยุงราคา ตลอดจนช่วยเพิ่มโอกาสการจ้างงานในภาคเกษตรกรรม ในขณะที่บริษัทสามารถนำวัตถุดิบป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตได้อย่างสม่ำเสมอ ควบคุมต้นทุนได้ สามารถคาดการณ์วางแผนการตลาด รวมถึงบริษัทยังประหยัดได้จากขนาดกิจกรรม (Economy of Scale) เนื่องจากเป็นการผลิตขนาดใหญ่ ส่วนผู้บริโภคได้ประโยชน์จากคุณภาพสินค้าที่สูงขึ้นและราคาถูกลง
          ในอีกมุมหนึ่ง เกษตรพันธสัญญา ถูกมองว่า ภาคเอกชนหรือบริษัทมักจะทำสัญญาในรูปแบบสัญญาเชิงเอาเปรียบเกษตรกร ในเรื่องของผลตอบแทน ความเสี่ยง และความเป็นธรรม ส่งผลให้เกษตรกรเสียเปรียบบริษัท นอกจากนี้ การทำการเกษตรบางประเภท เช่น การปศุสัตว์ เงินลงทุนต่อฟาร์มค่อนข้างสูง เมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ที่จะเกิดขึ้น ทำให้การคืนทุนต้องใช้เวลาหลายปี ขณะที่แหล่งเงินทุนของเกษตรกร มาจากการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน ดังนั้น หากบริษัทยกเลิกพันธสัญญากับเกษตรกรในระยะสั้นหรือไม่วางแผนการผลิตให้ เกษตรกรอาจล้มละลายได้ นอกจากนี้ พบว่าสัดส่วนของรายจ่าย (ต้นทุน) ต่อรายได้ของฟาร์มค่อนข้างสูง ประมาณ ๒๗-๙๒% จึงถือว่ามีความเสี่ยงค่อนข้างมาก อีกทั้งเกษตรกรยังมีความเสี่ยงสูง และเสี่ยงสูงขึ้นเมื่อได้รับผลกระทบทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง หรือโรค-แมลงระบาด เป็นต้น ส่งผลต่อความเสี่ยงในการสูญเสียผลผลิตมากขึ้นและค่าดำเนินการต่างๆที่ตามมา  รวมถึงการที่สัญญาไม่ได้คำนวณรายได้ค่าตอบแทนจากการผลิตที่เป็นขั้นบันไดเป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน ทำให้เกษตรกรไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะถึงจุดคุ้มทุน และมีกำไรจากการลงทุนเมื่อใด
          จะว่าไปแล้ว ผู้เขียนมีความคุ้นเคยกับระบบเกษตรพันธสัญญาพอสมควร เพราะสมัยที่เริ่มทำงานแรกๆ กับบริษัทผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์แห่งหนึ่ง ผู้เขียนประจำการอยู่ฝ่ายไร่ ทำหน้าที่ในการเก็บข้อมูลของสัญญาจ้างผลิตเมล็ดพันธุ์ วางแผนการผลิต ในสมัยนั้นยังไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรง ลักษณะสัญญาจึงเป็นสัญญาจ้างปกติ แต่เนื้อหาภายในจะระบุรายละเอียด และความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายอย่างชัดเจน ส่วนใหญ่ก็จะไม่มีปัญหาอะไรมาก เกษตรกรในฐานะผู้รับจ้างยอมรับในเงื่อนไขที่กำหนด  อาจมีบางส่วนที่มีการสลับขาหลอก แต่ก็ไม่เป็นปัญหารุนแรงที่ขั้นต้องฟ้องร้องกัน รุนแรงสุดก็คือการขึ้นบัญชีดำไว้เท่านั้น ผู้เขียนจึงไม่ได้ต่อต้านระบบเกษตรพันธสัญญาแบบหัวชนฝา ในความคิดของผู้เขียน ระบบเกษตรพันธสัญญาที่มีคุณธรรม  ก็ช่วยให้การพัฒนาการเกษตรก้าวหน้าและยั่งยืนได้เช่นกัน
   
มีกฎหมาย มีบทบัญญัติ
          “พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา” เกิดขึ้นเนื่องจากปัจจุบันมีการนำระบบเกษตรพันธสัญญามาใช้ในกระบวนการผลิตและบริการทางการเกษตรอย่างแพร่หลาย หากมีการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาให้มีความเป็นธรรมตามหลักสากล จะช่วยสร้างความไว้วางใจ ความร่วมมือ ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพในการผลิตผลผลิตหรือบริการทางการเกษตรอย่างยั่งยืน ส่งผลให้เกษตรกรมีความมั่นคงทางด้านรายได้ และได้รับการถ่ายทอดความรู้อันจำเป็น ตลอดจนเทคโนโลยีการผลิตที่มีมาตรฐาน มีการควบคุมต้นทุนในการผลิต  มีการป้องกันความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกและผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรสามารถประกอบธุรกิจโดยได้รับผลผลิตที่มีคุณภาพได้มาตรฐานตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความเข้มแข็งทางธุรกิจของประเทศให้สามารถแข่งขันในตลาดการค้าเสรีได้ต่อไป
              อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการทำการเกษตรแบบในระบบเกษตรพันธสัญญา มีลักษณะผสมระหว่างสัญญาจ้างทำของ สัญญาจ้างแรงงาน และสัญญาซื้อ-ขาย ซึ่งมีความซับซ้อนและยุ่งยาก ในการวิเคราะห์ถึงความคุ้มค่าและต้นทุนในการผลิตผลิตผลหรือบริการทางการเกษตร ส่งผลให้ในกรณีที่คู่สัญญาเป็นเกษตรกรรายย่อย ซึ่งมีอำนาจการต่อรองในการทำสัญญาน้อยกว่าผู้ประกอบธุรกิจการเกษตร มีความเสี่ยงในการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญา สมควรที่รัฐจะกำหนดหลักเกณฑ์ในการทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย รวมทั้งกำหนดกลไกในการส่งเสริมและพัฒนาระบงผูบเกษตรพันธสัญญา
             พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา เป็นกฎหมายที่ไม่ยาวนัก มีทั้งสิ้น ๔๘ มาตรา ๔ หมวด และ ๑ บทเฉพาะกาล มีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด ๑๒๐ วัน นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป นั่นคือ มีผลบังคับใช้ในวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๐ ซึ่งตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ให้ความหมายของเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง กล่าวคือ
Credit ภาพประกอบ : ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี กรมวิชาการเกษตร

            “ระบบเกษตรพันธสัญญา” หมายถึง ระบบการผลิตผลิตผลหรือบริการทางการเกษตรที่เกิดขึ้นจากสัญญาการผลิตผลิตผลหรือบริการทางการเกษตรประเภทเดียวกันระหว่างผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรฝ่ายหนึ่งกับบุคคลธรรมดาซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรรมตั้งแต่สิบรายขึ้นไป หรือกับสหกรณ์การเกษตรหรือกลุ่มเกษตรกรตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ หรือกับวิสาหกิจชุมชนหรือเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรรรมอีกฝ่ายหนึ่งที่มีเงื่อนไขการผลิต จำหน่าย หรือจ้างผลิตผลิตผลทางการเกษตรหรือบริการทางการเกษตรอย่างหนึ่งอย่างใด โดยเกษตรกรตกลงที่จะผลิต จำหน่าย หรือรับจ้างผลิตผลิตผลทางการเกษตรตามจำนวน คุณภาพ ราคา หรือ ระยะเวลาที่กำหนดไว้ และผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรตกลงที่จะซื้อผลิตผลดังกล่าว หรือจ่ายค่าตอบแทนตามที่กำหนดไว้ตามสัญญา โดยผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรเข้าไปมีส่วนในกระบวนการผลิต เข่น เป็นผู้กำหนดวิธีการผลิต จัดหาพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร หรือปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร
ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องกำหนดให้การทำสัญญาการผลิตผลิตผลหรือบริการทางการเกษตรระหว่างผู้ประกอบธุรกิจเกษตรกับบุคคลธรรมดาซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรรมไม่ถึงสิบรายแต่ไม่น้อยกว่าสองรายขึ้นไปประเภทใด ต้องนำระบบเกษตรพันธสัญญาตามพระราชบัญญัตินี้ไปใช้บังคับให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
              “ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตร” หมายถึง บุคคลที่ประกอบธุรกิจการผลิต แปรรูป จำหน่าย หรือการส่งออกผลิตผลทางการเกษตร หรือให้บริการด้านระบบการผลิตสินค้าหรือปัจจัยการผลิตทางการเกษตรในระบบเกษตรพันธสัญญา
               “เกษตรกร” หมายความถึง บุคคลธรรมดาซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรรม และให้หมายความรวมถึงสหกรณ์การเกษตรหรือกลุ่มเกษตรกรตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ และวิสาหกิจชุมชนหรือเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรรม
                “เกษตรกรรม” หมายถึง การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ การเพาะสัตว์น้ำ หรือเกษตรกรรมอื่นที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
                 “หน่วยงานของรัฐ” หมายถึง ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น องค์การมหาชน รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐที่มีกฎหมายจัดตั้ง
                  “คณะกรรมการ” หมายถึง คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา
                   “คณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท” หมายถึง คณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อมพิพาทกรุงทพมหานคร หรือคณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทประจำจังหวัด แล้วแต่กรณี
                  “ข้อพิพาท” หมายถึง ข้อโต้แย้งที่เกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบที่เกี่ยวกับสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา
               “รัฐมนตรี” หมายถึง รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ นั่นคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยให้มีอำนาจในการออกระเบียนหรือประกาศตามพระราชบัญญัติฉบับนี้

               สำหรับคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา  มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธานกรรมการ คณะกรรมการโดยตำแหน่งรวม ๑๓ คน ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย อัยการสูงสุด ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานคณะกรรมการหอการค้าไทย ประธานกรรมการดำเนินการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย นายกสภาทนายความ และผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนไม่เกิน ๙ คน โดยรัฐมนตรีแต่งตั้งจากเกษตรกร จำนวน ๓ คน ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตร ๓ คน และผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านบริหารธุรกิจ เทคโนโลยีการเกษตร หรือเศรษฐศาสตร์ จำนวนไม่เกิน ๓ คน โดยมีผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายทำหน้าที่เลขานุการ


Credit ภาพประกอบ : ศูนย์วิจัยปาล์มนำ้มันสุราษฎร์ธานี กรมวิชาการเกษตร

        อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ กำหนดไว้ ๑๐ ข้อ ดังนี้ (๑) เสนอแผนพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ (๒) กำหนดแนวทางหรือมาตรการเพื่อให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามให้เป็นไปแผนพัฒนาฯ (๓) กำหนดรูปแบบสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญาและส่งเสริมให้นำรูปแบบสัญญาดังกล่าวไปใช้ (๔) ส่งเสริมให้มีการทำประกันภัยในระบบเกษตรพันธะสัญญา (๕) เสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องให้มีการตรากฎหมาย หรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับเกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนาระบบการเกษตรพันธสัญญา  (๖) ติดตาม ประสานงาน หรือเร่งรัดการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐในการดำเนินการตามแผนฯ (๗) ให้คำแนะนำหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา โดยคำนึงถึงอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐด้วย (๘) เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่ดำเนินการตาม (๒) หรือ (๖)  และ (๙) ออกประกาศเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในเรื่องต่างๆ ตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ สุดท้าย (๑๐) ปฏิบัติการอื่นใดเพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย และได้ให้อำนาจคณะกรรมการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดแทนคณะกรรมการได้ด้วย
                 นอกจากนี้ยังได้กำหนดให้มีสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการ ทำหน้าที่ รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการ รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลและสภาพปัญหาเกี่ยวกับการทำเกษตรกรรมในระบบเกษตรพันธสัญญาเสนอต่อคณะกรรมการ เพื่อประกอบการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ จัดให้มีการศึกษาวิจัยหรือสนับสุนนการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาที่เป็นธรรม พิจารณาปัญหาเกี่ยวกับระบบเกษตรพันธสัญญา และนำเสนอคณะกรรมการเพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ เผยแพร่ ให้ความรู้ ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในการทำสัญญา การเข้าถึงแหล่งเงินทุน เทคโนโลยีทางการเกษตรและการทำการเกษตรในระบบเกษตรพันธสัญญา รวมทั้งปฏิบัติงานอื่นใดที่คณะกรรมการมอบหมาย
                 กรณีที่มีการฝ่าฝืนบทบัญญัติตามพระราชบัญญัตินี้และผลของคดีถึงที่สุด หรือปรากฏข้อเท็จจริงว่าคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีพฤติกรรมเอาเปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งอย่างไม่เป็นธรรม ให้คณะกรรมการมีอำนาจประกาศโดยระบุรายละเอียดของการฝ่าฝืนหรือพฤติกรรม รวมทั้งระบุชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องให้ประชาชนทราบได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด การดำเนินการดังกล่าว คณะกรรมการ สำนักงานฯ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ไม่ต้องรับผิดแม้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลใด เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นการกระทำโดยจงใจหรือกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
                                           Credit ภาพประกอบ :Achara Uthayopas

ระบบและกลไก
          การดำเนินงานให้เป็นไปตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติฉบับนี้ ในลำดับแรก ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรที่มีความประสงค์จะทำการเกษตรตามระบบเกษตรพันธสัญญาจะต้องจดแจ้งผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตร กับสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการฯ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ซึ่งสำนักงานฯ ต้องจัดทำทะเบียนและเปิดเผยให้ประชาชนทั่วไปไปได้รับทราบ ตรวจสอบได้ รวมทั้งเผยแพร่ในระบบสารสนเทศ สื่ออื่นๆที่ประชาชนเข้าถึงง่าย และปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันเสมอ หากผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรใด ประสงค์จะยกเลิกการจดแจ้ง ต้องทำเป็น หนังสือแจ้งต่อสำนักงานฯ ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน ทั้งนี้การเลิกประกอบธุรกิจในระบบเกษตรพันธสัญญาหรือการเลิกนิติบุคคล ไม่ว่าจะมีการแจ้งหรือไม่ ไม่มีผลให้สัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญาสิ้นสุด
          ลำดับต่อมา การทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา ผู้ประกอบการธุรกิจทางการเกษตรที่ขึ้นทะเบียนไว้ ต้องจัดทำเอกสารสำหรับการชี้ชวนและร่างสัญญา โดยส่งเอกสารให้กับสำนักงานฯ เพื่อตรวจสอบ และส่งให้เกษตรกรเพื่อให้เกษตรกรได้ศึกษาข้อมูลของเอกสารชี้ชวนและร่างสัญญาก่อนตกลงใจเข้าทำสัญญา เมื่อเกษตรกรตกลงใจทำสัญญา ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรจัดทำสัญญา โดยมีรายละเอียดตามที่กำหนดไว้ ซึ่งเอกสารชี้ชวนถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาด้วย และส่งสัญญาคู่ฉบับให้เกษตรกร ซึ่งเกษตรกรจะได้รับสัญญาคู่ฉบับในวันทำสัญญา หลังจากนั้นต่างฝ่ายก็ต่างปฏิบัติตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญา
          ข้อมูลเบื้องต้นที่ระบุไว้ในเอกสารชี้ชวน ต้องประกอบด้วย ข้อมูลทางพาณิชย์หรือข้อมูลอื่นใดอันเป็นประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ของผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรเสกี่ยวเนื่องกับสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญาที่ประสงค์จะชี้ชวนต่อเกษตรกร ข้อมูลแผนการผลิต เงินลงทุน คุณภาพ ตลอดจนประมาณการของจำนวนหรือปริมาณของผลิตผลหรือบริการทางการเกษตรที่จะทำการผลิตหรือบริการตามสัญญา ระยะทางที่เหมาะสมในการขนส่งผลิตผลทางการเกษตร ประมาณการระยะเวลาคืนทุน ความคุ้มค่าในการผลิต และภาระความเสี่ยงที่อาจต้องแยกความรับผิดชอบหรือรับผิดชอบร่วมกัน ข้อมูลที่จำเป็นในกระบวนการผลิตผลิตผลหรือบริการทางการเกษตรที่เกี่ยวข้องตามสัญญาและให้รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับคุณภาพมาตรฐานของพันธุ์พืชหรือพันธุ์สัตว์ อาหาร ยา ปัจจัยการผลิต สารเคมี เครื่องมือ อุปกรณ์ หรือสิ่งที่ต้องนำมาใช้ในการผลิตผลิตผลหรือบริการทางการเกษตรตามสัญญานั้น ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่าคุณภาพและมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด และข้อมูลอื่นที่กฎหมายกำหนด
          สำหรับสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา ต้องจัดทำเป็นหนังสือ ใช้ข้อความภาษาไทยที่เข้าใจง่าย หากมีศัพท์ทางเทคนิคจะต้องมีคำอธิบายประกอบ นอกจากนี้ ต้องมีรายละเอียดของชื่อคู่สัญญา สถานที่ติดต่อระหว่างคู่สัญญา และวันที่ทำสัญญา วัตถุประสงค์ของสัญญา โดยระบุลักษณะหรือประเภทของการผลิตผลิตผลหรือบริการทางการเกษตร และคุณภาพของผลิตผลหรือบริการทางการเกษตร ระยะเวลาในการปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งต้องสอดคล้องกับระยะเวลาในการผลิตผลิตผลหรือบริการทางการเกษตร หรือ ประมาณการระยะเวลาคืนทุน รายละเอียดของสถานที่ผลิตผลิตผลหรือบริการทางการเกษตร โดยระบุขนาดพื้นที่และที่ตั้งของสถานที่ดังกล่าว หน้าที่ของคู่สัญญา ราคาและวิธีการคำนวณราคาวัตถุดิบและผลิตผลทางการเกษตร หากกำหนดราคาโดยอ้างอิงจากราคาตลาด ต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าราคาตลาดนั้นจะกำหนดอย่างไร และใช้ราคาตลาด ณ เวลาใด หากเป็นสัญญาบริการทางการเกษตร ต้องกำหนดค่าตอบแทนและวิธีการคำนวณค่าตอบแทนให้ขัดเจน วันและสถานที่ส่งมอบ การชำระเงินในวันส่งมอบหรือก่อน/หลังวันส่งมอบกี่วัน เหตุยกเว้นไม่ปฏิบัติตามสัญญาเมื่อเกิดเหตุสุดวิสัย กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง ผู้รับความเสี่ยงในผลิตผลทางการเกษตร และความเสี่ยงทางการค้ากรณีจำหน่ายไม่ได้ตามราคาที่กำหนด การเยียวยาความเสียหายจากการผิดสัญญา สิทธิในการบอกเลิกสัญญา และรายละเอียดอื่นๆ ที่คณะกรรมการกำหนด ข้อตกลงอื่นใดที่ไม่เป็นธรรมต่อเกษตรกรถือว่าผิด ห้ามบอกเลิกสัญญาด้วยเหตุผลที่เกี่ยวกับสภาพพื้นที่ หรือภาวะตลาดเปลี่ยนแปลงไป ยกเว้นมีการชดเชยให้อีกฝ่ายหนึ่งอย่างเป็นธรรม และห้ามแบ่งสัญญาระหว่างผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรและเกษตรกร พันธสัญญาหรือการทำการใดๆเพื่อให้การทำสัญญาไม่เช้าในระบบเกษตรพันธสัญญา
          ในส่วนของกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท หากเกิดการพิพาทขึ้นทั้งสองฝ่ายจะเข้าสู่ระบบไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อน จึงจะมีสิทธินำข้อพิพาทไปสู่การพิจารณาของอนุญาโตลาการ หรือนำคดีไปสู่ศาล ซึ่งแบ่งเป็น ๒ คณะ คือ คณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกรุงเทพมหานคร มีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานคณะกรรมการ ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนกระทรวงยุติธรรม ผู้อำนวยการเขตกรุงเทพฯ ในท้องที่ที่เกิดเหตุ  และผู้ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญก้านการเกษตร หรือ การบริหารธุรกิจซึ่งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่งตั้งไม่เกิน ๓ คน เป็นกรรมการ โดยมีผู้แทนสำนักงาน ฯ  เป็นกรรมการและเลขานุการ และอีกคณะคือ คณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทประจำจังหวัด มี ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน อัยการจังหวัดที่ได้รับมอบหมาย พาณิชย์จังหวัด ผู้แทนกระทรวงยุติธรรม นายอำเภอในท้องที่ที่มีข้อพิพาท และผู้ทรงคุณวุฒิมีความรู้ความเชี่ยวชาญก้านการเกษตร หรือการบริหารธุรกิจซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งไม่เกิน ๓ คน เป็นกรรมการ โดยมีเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเป็นกรรมการและเลขานุการ อย่างไรก็ตามหากพื้นที่ที่เกิดข้อพิพาทมากกว่า ๑ จังหวัด ให้คณะกรรมการฯ จังหวัดที่มีพื้นที่มากกว่าเป็นคณะกรรมการไกล่เกลี่ย ทั้งนี้จะต้องดำเนินการไกล่เกลี่ยในแล้วเสร็จภายใน ๒๐ วัน นับจากวันที่ประธานคณะกรรมการฯได้รับคำร้อง และสามารถขยายเวลาได้ไม่เกิน ๑๐ วัน โดยต้องแจ้งคู่กรณีเป็นหนังสือล่วงหน้าก่อนครบกำหนด หากสามารถตกลงกันได้ให้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และถ้าหากตกลงกันไม่ได้ให้จำหน่ายข้อพิพาท และคู่สัญญามีสิทธินำข้อพิพาทไปสู่กระบวนการของอนุญาโตตุลาการหรือนำคดีไปสู่ศาล


                      Credit ภาพประกอบ : ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี กรมวิชาการเกษตร

          บทลงโทษตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ กำหนดให้มีคณะกรรมการเปรียบเทียบปรับ  ซึ่งมี ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นประธานกรรมการ ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นกรรมการ และผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยให้มีทั้งในเขตกรุงเทพฯ และส่วนภูมิภาค ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด  ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจทางการเกษตร ไม่จดแจ้งประกอบธุรกิจ/แจ้งยกเลิก ไม่ส่งเอกสารชี้ชวน ไม่ส่งสัญญาให้เกษตรกรหรือทำการแบ่งสัญญา ต้องระวางโทษปรับ หรือ คู่สัญญาฝ่าฝืนกระทำผิดในระหว่างการไกล่เกลี่ย ปัจจุบันสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดตั้งสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา ขึ้น และเร่งดำเนินการให้คณะกรรมการพิจารณากฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องทั้งหมดออกมาเป็นลำดับ รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบเนื้อหาและวิธีการปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าว คงต้องใช้เวลาอีกสักพักหนึ่ง ท่านผู้อ่านท่านใดที่สนใจรายละเอียดของพระราชบัญญัติฉบับนี้ สามารถติดต่อสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการฯ ได้ที่โทรศัพท์ ๐ ๒๒๘๑ ๕๙๕๕ ต่อ ๓๕๔ หรือ E-mail : moaccontractfarming@gmail.com 
          ในภาพรวมแล้ว กฎหมายว่าด้วยระบบเกษตรพันธสัญญา พยายามบัญญัติขึ้นเพื่อให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรสูงสุด ด้วยเล็งเห็นว่า การทำการเกษตรลักษณะดังกล่าว ความเสี่ยงมักจะถูกผลักไปให้เกษตรกรมากกว่าบริษัทซึ่งเป็นผู้ประกอบการ อันที่จริงแล้ว ใดๆในโลกนี้ ย่อมมีสองด้านเสมอ ขึ้นกับว่าผู้มองจะมองในแง่มุมใด ผ่านประสบการณ์อย่างไร เพราะหากทั้งสองฝ่ายได้รับผลประโยชน์โดยเท่าเทียมกัน กระจายสุข กระจายทุกข์ ชดเชยความขาดความเกินระหว่างกัน กฎหมายที่บัญญัติไว้อย่างละเอียดและรัดกุมอาจไม่จำเป็นต้องมีเลยก็ได้ หรืออย่างไร

(ขอบคุณ : สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์/ข้อมูล)

หมายเหตุ : ต้นฉบับคอลัมม์ฉีกซอง ในจดหมายข่าวผลิใบ ก้าวใหม่งานวิจัยและพัฒนาการเกษตร กรมวิชาการเกษตร
ฉบับเดือนกันยายน 2560