วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ปาล์มน้ำมันกับเกษตรกรรมยั่งยืน


“…การทำการเกษตรกรรมนั้นจะต้องมีวิชาการ วิชาการแผนใหม่ สมัยใหม่ ที่ก้าวหน้า เช่น ใช้ปุ๋ย วิธีใช้ปุ๋ย วิธีใช้ยาต่างๆ วิธีใช้เครื่องกลต่างๆ อันนี้ทุกคนก็ปรารถนาที่จะก้าวหน้าเป็นคนสมัยใหม่ เป็นคนที่ใช้วิชาการวิทยาการแผนใหม่ คือ หมายความว่าอะไร เครื่องจักรกลทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ค้นคว้ามาก็ได้ใช้ ในข้อนี้ ต้องคิดดีๆ บางคนมุ่งที่จะเป็นคนสมัยใหม่ มุ่งจะเป็นคนก้าวหน้า ใช้วิชาการ ใช้วิทยาการ ใช้ที่เรียกว่าเทคโนโลยี คำนี้ก็คงจะเข้าใจ เทคโนโลยีก็หมายความถึงเครื่องกลต่างๆ ที่เขาค้นคว้ามา เขาเอามาขายเราในราคาแพง แล้วก็เวลาปฏิบัติก็ต้องมีความรู้ช่างกล มีความรู้ในทางวิชาการมากขึ้น ข้อนี้เป็นข้อดีเหมือนกันที่จะก้าวหน้า แต่หมายความว่าทุกคน สมาชิกทุกคน ต้องเรียนรู้วิชาการให้ใช้วิทยาการต่างๆ นี้ให้ถูกต้อง ถ้าใช้ไม่ถูกต้องก็จะเกิดผลเสียหายได้…”
                                      พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ
จากหนังสือ น้อมนำตามคำพ่อประมวลพระบรมราโชวาท พระราชทานแก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดพิมพ์โดย สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรกฎาคม ๒๕๕๔

          พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงเป็นกษัตริย์เกษตรโดยแท้ พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถและมีความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาการเกษตรและบริบทของสังคมไทยอย่างลึกซึ้ง  สามารถรับรู้จากพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทในโอกาสต่างๆ เช่นกรณีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อพัฒนาการเกษตร ไม่ใช่เพียงแต่การนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาใช้เพียงอย่างเดียว โดยไม่มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเทคโนโลยีนั้น อาจส่งผลเสียได้ในภายภาคหน้า จำเป็นต้องมีการเรียนรู้และทำความเข้าใจเทคโนโลยีนั้นอย่างถ่องแท้ เพื่อให้สามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับการทำการเกษตรของตนได้
          สำหรับปาล์มน้ำมันที่นำเสนอใน “ฉีกซอง” ฉบับเดือนกรกฎาคม 2560 นี้ เป็นเรื่องราวของมาตรฐานในการปลูกปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน ว่ากันว่าพระยาประดิพัทธ์ภูบาลเป็นผู้นำเข้าปาล์มน้ำมันพันธุ์เทเนอร่าจากประเทศมาเลเชียมาปลูกเป็นไม้ประดับที่สถานีทดลองยางคอหงส์  จังหวัดสงขลา  ในราวปี พ.ศ. 2480 เป็นคนแรก จากนั้นหม่อมเจ้าอมรสมานลักษณ์ได้ขยายไปปลูกเพื่อการค้าที่ตำบลบ้านปริก  อำเภอสะเดา  จังหวัดสงขลา  พื้นที่เริ่มแรกประมาณ 1,000 ไร่  ก่อนที่มีการปลูกอย่างแพร่หลายในพื้นที่ภาคใต้ โดยแหล่งปลูกหลักของโลกอยู่ที่มาเลเซียและอินโดนีเชีย ทั้งนี้ การปลูกปาล์มน้ำมันถูกหลายฝ่ายมองว่าเป็นสาเหตุสำคัญการบุกรุกทำลายป่าในเขตเส้นสูตรศูนย์ จึงมีความพยายามที่จะกำหนดมาตรฐานขึ้นมา เพื่อควบคุมให้การปลูกปาล์มน้ำมันเป็นไปได้อย่างยั่งยืน สิ่งใดคือยั่งยืน โปรดติดตามใน “ฉีกซอง” ฉบับนี้
Credit ภาพประกอบ : ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี กรมวิชาการเกษตร

ปาล์มน้ำมัน – ทำลายป่า?
          ข้อมูลจาก USDA เมื่อปี 2558 และข้อมูลของ FAO มีความสอดคล้องกันเรื่องความต้องการบริโภคน้ำมันปาล์มที่เพิ่มขึ้นทุกปี ตามจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น ทั้งทางด้านอาหารและพลังงาน ในช่วง 10 ปีย้อนหลัง ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 6.1 ต่อปี โดยเพิ่มจาก 34.2 ล้านตันในปี 2549 เป็น 58.5 ล้านตันในปี 2558  เมื่อคิดเทียบสัดส่วนแล้ว พบว่า ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ให้ศักยภาพในการผลิตน้ำมันต่อพื้นที่สูงถึง 6-10 เท่า เมื่อเทียบกับพืชน้ำมันชนิดอื่น จึงส่งผลให้การผลิตน้ำมันปาล์มสูงถึงเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ของการผลิตพืชน้ำมันชนิดอื่น
          อย่างไรก็ตาม ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่อ่อนไหวต่ออุณหภูมิและปริมาณน้ำสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่อุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส และสภาพฝนแล้งเกินกว่า 3 เดือน จะให้ผลผลิตต่ำ ไม่คุ้มกับการลงทุน พื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับปลูกปาล์มน้ำมันต้องมีความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 300 เมตร ความลาดเอียงไม่เกิน 12 เปอร์เซ็นต์  เป็นพื้นที่ที่ไม่มีน้ำท่วมขัง มีการระบายน้ำดีถึงปานกลาง ลักษณะดินที่เหมาะสมสำหรับปลูกปาล์มน้ำมัน  เป็นดินร่วน หรือดินร่วนปนดินเหนียว มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางถึงสูง ความลึกของหน้าดินมากกว่า 75 เซนติเมตร ไม่มีชั้นดินดาน ค่าความเป็นกรดด่างของดินอยู่ระหว่าง 4-6 และระดับน้ำใต้ดินลึก 75-100 เซนติเมตร อุณหภูมิเฉลี่ยที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 20-30 องศาเซลเซียส และที่สำคัญปริมาณน้ำฝนต้องไม่น้อยกว่า 1,800 มิลลิเมตรต่อปี มีการกระจายของฝนสม่ำเสมอ มีช่วงแล้งต่อเนื่องน้อยกว่า 3 เดือน และมีแหล่งน้ำเพื่อใช้ในช่วงแล้งอย่างเพียงพอ พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่จึงอยู่ในแนวเส้นศูนย์ แหล่งผลิตปาล์มน้ำมันหลักของโลก คือ อินโดนีเชีย และมาเลเซีย มีผลผลิตรวมกันราว 85 เปอร์เซ็นต์ ของผลผลิตรวมโลก ดังนั้นทั้งสองประเทศจึงเป็นประเทศที่มีบทบาทสูงต่อการชี้นำและกำหนดทิศทางของราคาน้ำมันปาล์มโลก ส่วนประเทศผู้บริโภคและนำเข้าหลัก คือ อินเดีย สหภาพยุโรป และจีน มีสัดส่วนการนำเข้ารวมกันราว 50 เปอร์เซ็นต์ของการนำเข้าน้ำมันปาล์มทั่วโลก สำหรับประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันราว 5.18 ล้านไร่ ผลผลิตน้ำมันปาล์มประมาณ 1.9 ล้านตัน เป็นการผลิตเพื่อการบริโภคในประเทศเป็นส่วนใหญ่ และราคาน้ำมันปาล์มดิบของไทยมักจะสูงกว่าราคาของประเทศเพื่อนบ้าน จึงมีความพยายามนำเข้าในช่วงที่ขาดแคลนบ่อยครั้ง ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธานกรรมการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นรองประธาน ฝ่ายเลขานุการ ประกอบด้วย เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้แทนกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ผู้แทนสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และผู้แทนกรมการค้าภายใน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ
Credit ภาพประกอบ : ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี กรมวิชาการเกษตร

          สภาพการปลูกปาล์มน้ำมันในมาเลเซียและอินโดนีเชียเป็นสวนขนาดใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่หลายพันหลายหมื่นไร่ ในลักษณะของอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง โดยในอินโดนีเชียพื้นที่ปลูกกว่า 96 เปอร์เซ็นต์อยู่เกาะบอร์เนียว และเกาะสุมาตรา รวมพื้นที่ผลิตทั้งสองเกาะนี้ประมาณ 50 ล้านไร่ ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่ให้ผลผลิตแล้วราว 40 ล้านไร่ ส่งผลให้อินโดนีเชียเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ (crude palm oil - CPO) หลายใหญ่ของโลก อย่างไรก็ตาม ผลจากการขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันดังกล่าว ทำให้เกิดการทำลายป่าในเขตร้อนชื้นของอินโดนีเชียและมาเลเชีย โดยกลุ่ม Green Peace ได้รายงานว่าในช่วงปี 2009-2011 การขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันส่งผลให้เกิดการทำลายป่าเพิ่มขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งกระทบต่อสิ่งมีชีวิตที่ใกล้จะสูญพันธุ์หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นเสือสุมาตรา ลิงอุรังอุตัง และช้างสุมาตรา เป็นต้น เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ที่กล่าวถึง ในขณะที่พื้นที่ของกาลิมันตันก็ส่งผลกระทบต่อแหล่งอาศัยของชนพื้นเมืองเข่นกัน อินโดนีเชียจึงมีความพยายามที่จะหยุดยั้งการขยายพื้นที่ปลูก และหันกลับมาเพิ่มผลผลิตต่อไร่แทน ด้วยการปลูกปาล์มน้ำมันพันธุ์ดีทดแทนปาล์มน้ำมันที่ให้ผลผลิตต่ำ ในขณะที่มาเลเชีย มีเป้าหมายที่จะรักษาพื้นที่ป่าให้ได้ 50 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด ทำให้การขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในมาเลเชียชะลอตัวลง ทั้งนี้ การปลูกปาล์มน้ำมันในสองประเทศซึ่งเป็นผู้ผลิตรายสำคัญของโลก เป็นสาเหตุของการเกิดก๊าซเรือนกระจกอันเนื่องมาจากการทำลายป่า การทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ การทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ ก่อให้เกิดจุดเสี่ยงของการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพมากขึ้น และเป็นสาเหตุของปัญหาการแย่งชิงพื้นที่ปลูกพืชอาหารของชนพื้นเมืองในซาราวัก กาลิมันตัน ในเกาะบอร์เนียว และรัฐซาบาร์ มาเลเซีย รวมไปถึงปัญหาการใช้แรงงานเด็กในสวนปาล์มน้ำมัน ตลอดจนปัญหามลพิษทางน้ำและกลิ่นในโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มอีกด้วย

                     Credit ภาพประกอบ : ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี กรมวิชาการเกษตร

มาตรฐาน RSPO?
          เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อการผลิตสินค้าเกษตรมีความก้าวหน้ามาระดับหนึ่ง และมีแนวโน้มว่าจะสร้างผลตอบแทนในระดับที่สูงขึ้น สิ่งที่ตามมาคือการกำหนดมาตรฐาน และมาตรฐานแทบทั้งหมดมักจะถูกกดดันให้กำหนดโดยกลุ่มผู้บริโภค ในส่วนของกลางน้ำและปลายน้ำ มากกว่าในส่วนของต้นน้ำ มาตรฐาน RSPO ก็ไม่ต่างกันนัก
          จากความต้องการใช้น้ำมันปาล์มของโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะการใช้เป็นพลังงานทดแทน ทำให้การขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างกว้างขวางทั่วโลก เกิดการทำลายป่า ทำลายสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ การเอารัดเอาเปรียบแรงงานและเกษตรกรรายย่อย ส่งผลกระทบต่อสังคมและชุมชนท้องถิ่น จนเกิดการต่อต้านน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์ขึ้น โดยเฉพาะในยุโรป  ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย จึงริเริ่มโครงการ Roundtable on Sustainable Palm Oil หรือ RSPO ขึ้นในปี 2004 หรือ พ.2547 ณ เมืองซูริค สวิตเซอร์แลนด์ โดยมีสถานะเป็นองค์กรภายใต้กฎหมายของสวิสเซอร์แลนด์ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสนับสนุนการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนทั่วโลกประกอบด้วย การวิจัยและพัฒนา การส่งเสริมกิจกรรมที่สนับสนุนการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน การพัฒนาวิธีการปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับการผลิตปาล์มน้ำมัน น้ำมันปาล์ม ตลอดห่วงโซ่การผลิต บริหารจัดการการเงินขององค์กร และเผยแพร่การดำเนินงานขององค์กรต่อสาธารณะตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน
                        Credit ภาพประกอบ  https://rspo.org/about/who-we-are
          
            สมาชิกของ RSPO ประกอบด้วย ผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ผู้สกัดน้ำมันปาล์ม ผู้ค้า ผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ นักลงทุน และองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมีการกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกยึดถือปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศมีรายละเอียดเกณฑ์แตกต่างกัน เนื่องจากเงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ระบบของ RSPO จึงเปิดโอกาสให้แต่ละประเทศกำหนดหลักเกณฑ์เป็นของตนเอง แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของ RSPO ซึ่งประกอบด้วยหลักการ (Principles) 8 ข้อ และเกณฑ์กำหนด 39 ข้อ โดยครอบคลุมถึงการบริหารจัดการและการดำเนินงานด้านกฎหมาย ความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ ความเหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม และความเป็นประโยชน์ต่อสังคม หลักการ 8 ข้อ มีดังนี้
(1)    ความมุ่งมั่นให้เกิดความโปร่งในและตรวจสอบได้
(2)    การปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบปฏิบัติ
(3)    ความมุ่งมั่นให้เกิดความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจและการเงินในระยะยาว
(4)    การใช้วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับผู้ปลูกปาล์มน้ำมันและโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม
(5)    ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ
(6)    ความรับผิดชอบต่อบุคลากรและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากผู้ปลูกปาล์มน้ำมันและโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม
(7)    การพัฒนาการปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ใหม่อย่างมีความรับผิดชอบ
(8)    ความมุ่งมั่นในการปรับปรุงสวนปาล์มน้ำมันและโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มอย่างต่อเนื่อง



Credit ภาพประกอบ  https://rspo.org/about/who-we-are

            
              ดังนั้น RSPO จึงมีลักษณะเป็นองค์กรเอกชนที่เกิดจากความร่วมมือจากหลายฝ่ายในระดับนานาชาติ โดยมี Board of Governors เป็นคณะกรรมการบริหาร ซึ่งต้องได้รับความคัดเลือกจากการประชุมใหญ่  มีระยะการดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี Board of Governors ชุดแรก เลือกตั้งในวันที่ 6 ตุลาคม 2004 แบ่งเป็น ตัวแทนจากผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน 4 คน (มาเลเชีย อินโดนีเชีย กลุ่มผู้ปลูกรายย่อย และกลุ่มผู้ปลูกที่เหลือ กลุ่มละ 1 คน) ส่วนที่เหลือแบ่งเป็นตัวแทนผู้ค้า/ผู้สกัดน้ำมันปาล์ม  ตัวแทนกลุ่มผู้ผลิตสินค้าจากผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์ม กลุ่มผู้ค้ารายย่อย/ผู้ค้าปลีก กลุ่มธนาคาร/นักลงทุน  NGOs ด้านสิ่งแวดล้อม/อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ NGOs ด้านสังคมและการพัฒนา กลุ่มละ 2 คน รวมทั้งสิ้น 16 คน   โดยมีสำนักงานเลขานุการ ซึ่งมี CEO เป็นผู้บริหาร  และมีคณะกรรมการกำหนดมาตรฐาน ที่เรียกว่า Standard Committees เป็นคณะที่พิจารณาการกำหนดมาตรฐาน โดยผ่านการทำงานของคณะทำงานยกร่างมาตรฐานก่อน คณะกรรมการกำหนดมาตรฐาน ประกอบด้วย มาตรฐานด้านการค้าและความโปร่งใส มาตรฐานด้านการสื่อสารและการเรียกร้อง มาตรฐานด้านการมาตรฐานและระบบการรับรองและมาตรฐานทางการเงิน ทั้งนี้ อาจมีการกำหนดให้มีคณะทำงานเฉพาะกิจขึ้นมาพิจารณาในแต่ละประเด็นที่เป็นปัญหา เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน
             สำหรับการประชุมปีของ RSPO มี 2 กิจกรรมหลักๆ คือ RSPO Roundtable Meeting จัดขึ้นในไตรมาสที่ 4 ของปี ในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนอีกการประชุมคือ RSPO European Roundtable  จัดขึ้นในไตรมาสที่ 2 ของทุกปี ในภูมิภาคยุโรป สมาชิกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ สมาชิกสามัญ สามารถออกเสียง ลงมติ และร่วมกิจกรรมได้ทุกกิจกรรม  สมาชิกวิสามัญ สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้แต่ไม่มีสิทธิออกเสียง  และสมาชิกที่เป็นองค์กร/สมาคม โดยต้องเป็นองค์กรที่อยู่ใน Supply Chain ของปาล์มน้ำมัน และมีการซื้อปาล์มน้ำมันไม่น้อยกว่า 500 เมตริกตัน/ปี สมาชิก โดยสมาชิกกลุ่มนี้ไม่มีสิทธิในการออกเสียง แต่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ กลุ่มที่ 4 คือ สมาชิกกิตติมศักดิ์ เป็นผู้มีอุปาระคุณและสนับสนุนกิจกรรมของ RSPO  โดยไม่สิทธิออกเสียง ทั้งนี้ สามารถเป็นได้ทั้งบุคคล นิติบุคคล หรือองค์กรต่างๆก็ได้  สมาชิกสามัญต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปี จำนวน 2,000 ยูโร / ปี เว้นแต่สมาชิกที่เป็นผู้ปลูกปาล์มรายย่อย ค่าธรรมเนียมจะลดหลั่นมาตามขนาดของพื้นที่ปลูก โดยอยู่ในอัตรา 250 – 2,000 ยูโร/ปี  ทั้งนี้ การเข้าเป็นสมาชิกในครั้งแรก มีกำหนดเวลา 2 ปี เมื่อครบกำหนดแล้ว หากไม่ทำหนังสือลาออกล่วงหน้า 3 เดือน จะถือว่ายังคงสมาชิกภาพ และต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปี สำหรับสมาชิกวิสามัญ อัตราค่าธรรมเนียม 250 ยูโร/ปี สมาชิกที่เป็นองค์กร/สมาคมใน Supply Chain ค่าธรรมเนียม 100 ยูโร/ปี ในขณะที่สมาชิกกิตติมศักดิ์ ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม ปัจจุบัน RSPO มีสมาชิกสามัญ 1,572 ราย สมาชิกวิสามัญ 96 ราย และสมาชิกที่เป็นองค์กร/สมาคม 1,794 ราย รวมสมาชิกทั้งสิ้น 3,462 ราย  (ข้อมูล ณ วันที่ 10 กรกฎาคม 2560 จาก www.rspo.org)
Credit ภาพประกอบ : ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี กรมวิชาการเกษตร

RSPO จำเป็นต่อการปลูกปาล์มน้ำมัน ?  

          ข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2559 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน รวม 5.18 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ที่ให้ผลผลิตแล้ว 4.56 ล้านไร่ ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 2.4 ตัน/ไร่ มีจำนวนครัวเรือนเกษตรกรที่ปลูกปาล์มน้ำมันราว 2 แสนครัวเรือน ผลผลิตส่วนใหญ่ใช้ในประเทศในรูปของการบริโภคน้ำมันบริสุทธิ์ อุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ และการผลิตไบโอดีเซล ในขณะที่ยุทธศาสตร์ปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มปี 2558-2569 กำหนดเป้าหมาย ด้านอุปทาน ขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน เพิ่มอีก 3 ล้านไร่ พัฒนาผลผลิตเฉลี่ยเป็น 3.5 ตัน/ไร่ และปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตการแปรรูปให้ได้น้ำมันอัตรา 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะทำให้ผลผลิตน้ำมันปาล์มเพิ่มเป็นกว่า 21 ล้านตัน หรือ เพิ่มจากเดิมราว 2 เท่า ด้านอุปสงค์ เพิ่มการใช้น้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภคประมาณ 3 แสนตัน หรือเพิ่มเฉลี่ย 3 เปอร์เซ็นต์/ปี และเพิ่มการใช้เป็นพลังงานทดแทนอีก 1 เท่า รวมทั้งรักษาระดับการส่งออกน้ำมันปาล์มให้ได้ประมาณ 3-5 แสนตัน/ปี  ตลอดจนภายในปี 2562 จะผลักดันให้เกิดมาตรฐานน้ำมันปาล์มอาเซียน (ASEAN Sustainable Palm Oil : ASPO) และผลักดันให้มีกฎหมายรองรับโครงสร้างถาวรในการขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนา
            สำหรับปัญหาการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มของไทย พบว่า กว่าครึ่งของปาล์มน้ำมันที่ปลูกเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตต่ำ และมีเปอร์เซ็นต์การให้น้ำมันต่ำเพียง 14-17 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับมาเลเซียที่ 20 เปอร์เซ็นต์ และอินโดนีเชียที่ 22 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย พื้นที่ถือครองประมาณ 10-20 ไร่ เกษตรกรยังขาดความรู้ในการบำรุงรักษาต้นปาล์มน้ำมัน  ในขณะที่แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกปี 2558-2579 ของกระทรวงพลังงาน ซึ่งอ้างอิงยุทธศาสตร์ปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มฉบับดังกล่าว และประเมินผลผลิตปาล์มน้ำมันจากพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการปลูกปาล์มน้ำมันทั่วประเทศและปริมาณน้ำมันปาล์มคงเหลือจากการบริโภคเป็นศักยภาพในการผลิตไบโอดีเซลในอนาคต  โดยมีเป้าหมายผลิตไบโอดีเซลให้ได้ 14 ล้านลิตร/วัน ในปี 2579 จาก 5.6 ล้านลิตร/วัน ในปี 2559

Credit ภาพประกอบ : ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี กรมวิชาการเกษตร

           กรณีเกษตรกรรายย่อยที่จะขอรับรองมาตรฐาน RSPO จะต้องมีการรวมกลุ่มกันขึ้น มีระบบบริหารจัดการกลุ่ม ระบบการควบคุมภายใน เกษตรกรแต่ละรายจะต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด และกลุ่มต้องผ่านการตรวจสอบรับตามมาตรฐาน RSPO ยกตัวอย่างเช่น หลักเรื่องความโปร่งใส ต้องมีการบันทึกการร้องขอและการตอบสนองด้านต่างๆ ต่อคำขอของสมาชิกกลุ่มและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมทั้งมีการเก็บรักษาบันทึกไว้ มีเอกสารการบริการจัดการของกลุ่มเกี่ยวกับกฎหมาย สังคม และสิ่งแวดล้อมที่พร้อมเปิดเผยต่อผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเอกสารสิทธิที่ดิน สิทธิในการใช้ที่ดิน โดยไม่มีการคัดค้านจากชุมชนและผู้เสียสิทธิ มีข้อตกลงระหว่างสมาชิกกลุ่มและผู้จัดการกลุ่ม ซึ่งต้องสำเนาให้สมาชิกทุกคนหรือติดประกาศไว้ที่สำนักงานด้วย มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและให้ความรู้เรื่องมาตรฐานให้กับสมาชิก ตลอดจนเอกสารบริหารจัดการกลุ่มที่พร้อมเปิดเผยกับสมาชิก หลักการหนึ่ง คือ การปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ โดยต้องมีหลักฐานการทำตามกฎหมายของสมาชิก มีการติดตามจากผู้จัดการกลุ่ม มีรายชื่อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับปาล์มน้ำมันที่มีความสำคัญและทันสมัย ที่สำคัญสมาชิกต้องมีหลักฐานที่แสดงถึงสิทธิการถือครองที่ดิน การใช้ที่ดิน และถูกคัดค้านสิทธิ หากมีปัญหาด้านการถือครองที่ดิน ต้องมีการแก้ไขและมีรายงานความก้าวหน้าของการแก้ไขปัญหา รวมทั้งมีผังแปลงของสมาชิกแต่ละราย และทำเป็นผังแปลงรวมของกลุ่มอย่างมีส่วนร่วม อีกหลักการคือ การสร้างความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจในระยะยาว สมาชิกต้องทีส่วนร่วมในการจัดทำแผนบริหารจัดการงบประมาณประจำปี และต้องมีแผนการปลูกทดแทนที่เหมาะสมในแต่ละปีด้วย หลักการที่สำคัญหลักการหนึ่ง คือ การดูแลรักษาปาล์มน้ำมันตามวิธีการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม ประกอบด้วย การดูแลเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของดิน การป้องกันความเสื่อมโทรมและพังทลายของดิน การบริหารจัดการน้ำ การป้องกันแนวตลิ่ง การใช้สารเคมีทางการเกษตร ระบบการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน ระบบอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน  โดยต้องมีเอกสารคู่มือแนวทางการปฏิบัติ และระบบการบันทึกข้อมูลที่ดี ตลอดจนมีการฝึกอบรมให้ความรู้และติดตามจากผู้จัดการกลุ่มด้วย
             นอกจากนี้ ยังต้องมีการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องมีเอกสารหรือแผนที่ประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อมีการปลูกทดแทนหรือขยายพื้นที่ปลูก แผนที่แปลงกลุ่มเกษตรกร มีมาตรการในป้องกันและปกปักรักษาพืชและสัตว์หายากที่พบในพื้นที่ และระบบการกำจัดภาชนะบรรจุภัณฑ์ของสารเคมีทางการเกษตรที่ถูกต้อง ไม่มีการใช้ไฟในการปรับพื้นที่เพื่อการปลูกปาล์มน้ำมัน อีกทั้งมีความรับผิดชอบต่อลูกจ้างและชุมชน โดยพิจารณาจากการจัดการประชุมหารือผลกระทบทางสังคม การกำหนดช่องทางและกลไกในการจัดการข้อร้องเรียน การปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน การอนุญาตให้เด็กทำงานได้ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด การปลูกปาล์มใหม่อย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ปลูกในเขตต้นน้ำลำธาร พื้นที่ที่มีความเสี่ยงในการพังทลายสูง และต้องการพัฒนาการปลูกปาล์มน้ำมันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความยั่งยืน
             โดยสรุปแล้ว มาตรฐาน RSPO มุ่งเน้นให้เกิดการปลูกปาล์มน้ำมันที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และให้ความสำคัญต่อสิทธิมนุษยชน เพื่อสกัดกั้นการขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันไปในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม การปฏิบัติตามมาตรฐาน RSPO จะส่งผลให้เกษตรกรได้รับความรู้ที่ถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญด้านปาล์มน้ำมัน ตั้งแต่การปลูก การใส่ปุ๋ย การป้องกันกำจัดศัตรูพืช การบริหารจัดการดินและน้ำ การเก็บเกี่ยว การแบ่งปันเทคโนโลยีในการปรับปรุงกระบวนการผลิต การนำของเสียมาหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดจะส่งผลต่อระบบการผลิตของเกษตรกร ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ผลผลิตเฉลี่ย/ไร่เพิ่มขึ้น อัตราการให้น้ำมันเพิ่มขึ้น เกษตรกรจึงมีรายได้ที่สูงขึ้น สามารถช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น


Credit ภาพประกอบ : ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี กรมวิชาการเกษตร

               สถานการณ์ปัจจุบัน การแข่งขันทางการค้าสูงมากขึ้น บริษัทชั้นนำของโลกหลายบริษัท เริ่มสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นด้วยการนำเงื่อนไขของการรับรองมาตรฐาน RSPO มาเป็นองค์ประกอบหนึ่ง เป็นเกณฑ์เพื่อใช้ในการรับซื้อวัตถุดิบหรือส่วนประกอบในส่วนของต้นน้ำ แสดงจุดยืนของการเป็นผู้ประกอบการที่รักษ์สิ่งแวดล้อมในส่วนของปลายน้ำ เช่น กลุ่มบริษัท Mark & Spencer Carrefour Cargill เป็นต้น นอกจากนี้ ในปี 2558 ที่ผ่านมา กลุ่มผู้นำเข้าน้ำมันปาล์ม 6 ประเทศ (เบลเยี่ยม ฝรั่งเศส อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ สวีเดน เดนมาร์ก) ประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันว่า จะนำเข้าน้ำมันปาล์มที่มีการผลิตอย่างยั่งยืนเท่านั้น ขณะเดียวกัน เยอรมันได้ออกกฎหมายรองรับแหล่งผลิตนำมันปาล์มที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมอีกด้วย เช่นเดียวกัน มาตรฐาน RSPO ได้พัฒนามาสู่ RSPO Next โดยเน้นการลดการปล่อยคาร์บอนในรูปแบบต่างๆ เพื่อรักษาป่า การห้ามปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ป่าพรุ หลังวันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 มีการตรวจสอบ/จัดการเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดกระบวนการผลิตและมีระบบรายงานสถานะให้ทราบด้วย อีกทั้งมาตรฐาน RSPO Next กำหนดให้มีการวางแผนและมีแนวป้องกันไฟในพื้นที่ด้วย มีอัตราค่าแรงที่เหมาะสม โดยเห็นชอบร่วมกันทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง กรณีที่ไม่มีการกำหนดอัตราค่าแรงขั้นต่ำ นอกจากนี้ยังห้ามใช้พาราครอตเป็นสารกำจัดศัตรูพืช และต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งปลูกได้อีกด้วย
Credit ภาพประกอบ : ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี กรมวิชาการเกษตร

            เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว จะเห็นได้ว่า มาตรฐาน RSPO เป็นมาตรฐานที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสัจธรรมอย่างหนึ่งของมนุษย์ เมื่อการพัฒนามาถึงจุดๆหนึ่ง มนุษย์ที่กินอิ่มนอนหลับ ก็จะเริ่มไม่พอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ เริ่มแสวงหาความแตกต่างไปเรื่อยๆ และเริ่มจะสำนึกได้ว่า ผลกระทบของการพัฒนา ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมอย่างไร สะเทือนต่อดาวสีน้ำเงินดวงนี้มากน้อยเพียงใด บางทีผู้เขียนยังเคยคิดเล่นๆว่า หากมนุษย์รู้จักคำว่า “พอ” มาตรฐานต่างๆ คงไม่ต้องถูกกำหนดขึ้นมา คงไม่จำเป็นต้องมีมาตรฐาน Next และ Next เพื่อบังคับให้มนุษย์ด้วยกันนำไปปฏิบัติ หรือท่านผู้อ่านว่าอย่างไร

(ขอบคุณ : www.rspo.org ,สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี สถาบันวิจัยพืชไร่ฯ กรมวิชาการเกษตร /ข้อมูล)

หมายเหตุ ต้นฉบับคอลัมม์ฉีกซอง ในจดหมายข่าวผลิใบ ก้าวใหม่งานวิจัยและพัฒนาการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ฉบับเดือนกรกฎาคม 2560

วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2561

พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ-ขวัญเกษตรแห่งแผ่นดิน (2)



...การเกษตรนั้นถือได้ว่าเป็นทั้งรากฐานและชีวิตสำหรับประเทศของเรา เพราะคนไทยเราส่วนใหญ่เป็นผู้มีอาชีพทางเกษตรกรรม ข้าพเจ้าจึงมีความเห็นเสมอมาว่า วิธีการพัฒนาที่เหมาะสมแก่ประเทศเราอย่างยิ่ง ก็คือจะต้องทำนุบำรุงเกษตรกรรมทุกสาขาให้พัฒนาก้าวหน้า เพื่อยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของเกษตรกรทุกระดับให้สูงขึ้น เริ่มต้นตั้งแต่การลงมือผลิต โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัด ด้วยการดัดแปลงปรับปรุงนำสิ่งที่มีอยู่โดยธรรมชาติมาใช้ ให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรของเราได้ผลผลิตเพียงพอแก่การเลี้ยงตัว คือพอมี พอกิน เป็นเบื้องต้นก่อน  ต่อไป เมื่อเหลือจึงจำหน่ายหารายได้ ซึ่งหากจะให้ได้ผลที่สมบูรณ์ ก็จะต้องมีการจัดการเรื่องการตลาดอย่างดี รวมทั้งมีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ อันจะทำให้ผลิตผลทางการเกษตรมีมูลค่าสูงขึ้น  โดยนัยนี้เกษตรกรของเราก็จะมีฐานะความเป็นอยู่ที่มั่นคงพึ่งตนเองได้ อันจะส่งผลให้ฐานะทางเศรษฐกิจโดยส่วนรวมของประเทศมีความเข้มแข็งตามไปด้วย....
                                      พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ
ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม 2541

            “ฉีกซอง” ฉบับเดือนพฤษภาคม 2560 ได้นำเสนอเรื่องราวของพระราชพิธีพืชมงคล จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ  โดยได้กล่าวถึงความเป็นมาเมื่อครั้นในอดีต สำหรับฉบับเดือนมิถุนายน 2560 ขอนำเสนอต่อในส่วนของยุคปัจจุบันเป็นอย่างไรโปรดติดตาม


แรกนาในยุคสมัย
            การจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ได้กระทำเต็มรูปบูรพประเพณี ครั้งสุดท้ายในปี 2479 แล้วก็ว่างเว้นไปจนกระทั่งในปี 2503 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ฟื้นฟู พระราชประเพณีนี้ขึ้นใหม่ และได้กระทำติดต่อกันมาทุกปีจนถึงปัจจุบัน ด้วยเห็นว่าเป็นการรักษาพระราชประเพณีอันดีงาม มีผลในการบำรุงขวัญและจิตใจของคนไทย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชกระแสให้ปรับปรุงพิธีการบางอย่างให้เหมาะสมกับยุคสมัย และเสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานในพระราชพิธีนี้ทุกปี จนกระทั่งระยะหลังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมงกุฎราชกุมาร เสด็จเป็นผู้แทนพระองค์ ตราบจนสิ้นรัชกาล ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2509 เป็นต้นมา คณะรัฐมนตรีมีมติให้วันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นวันเกษตรกรประจำปีอีกด้วย เพื่อให้ผู้มีอาชีพทางการเกษตรพึงระลึกถึงความสำคัญของการเกษตร และร่วมมือกันประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเพื่อเป็นสิริมงคลแก่อาชีพของตน โดยในปัจจุบันเมื่อได้มีการฟื้นฟูพระราชประเพณีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญขึ้นมาในระยะแรกนั้นพระยาแรกนา ได้แก่ อธิบดีกรมการข้าว โดยตำแหน่ง สำหรับเทพีทั้งสี่พิจารณาคัดเลือกจากภริยาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายหลังพระยาแรกนา ได้แก่ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยตำแหน่ง ส่วนผู้ที่มาทำหน้าที่เป็นเทพีคู่หาบทองและคู่หาบเงินนั้น ได้ทำการพิจารณาคัดเลือกจากข้าราชการหญิงโสดในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีตำแหน่งตั้งแต่ข้าราชการพลเรือนสามัญชั้นโทขึ้นไป
พระราชพิธีพืชมงคลเป็นพิธีทำขวัญพืชพันธุ์ธัญญาหารที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงอธิษฐานเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารแห่งราชอาณาจักรไทย ข้าวนั้นถือว่าเป็นอาหารหลักของประชาชนในภาษาบาลีเรียกว่า ปุพพัณณะ หรือบุพพัณณะ หรือบุพพัณณชาติ ส่วนพืชอื่น ๆ ที่เป็นอาหารเรียกว่า อปรัณณ หรืออปรัณชาติ หมายถึง พืชจำพวกถั่วงา เป็นต้น ถ้าเรียกควบทั้งสองอย่างก็เรียกว่า บุพพัณณปรัณณชาติ ที่หมายถึงพืชที่เป็นอาหารทุกชนิด บุพพัณณปรัณณชาติที่นำเข้าพิธีพืชมงคลนั้นเป็นข้าวเปลือก มีทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียว นอกจากนี้มีเมล็ดพืชต่างๆ รวม 40 ชนิด แต่ละชนิดบรรจุถุงผ้าขาวกับเผือกมันต่างๆ พันธุ์พืชเหล่านี้เป็นของปลูกงอกได้ทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมีข้าวเปลือกที่หว่านในพิธีแรกนาบรรจุกระเช้าทองคู่หนึ่งและเงินคู่หนึ่ง เป็นข้าวพันธุ์ดีที่โปรดให้ปลูกในพระราชวังสวนจิตรลดา และพระราชทานมาเข้าพิธีพืชมงคล พันธุ์ข้าวพระราชทานนี้จะใช้หว่านในพระราชพิธีแรกนาส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งที่เหลือทางการจะบรรจุซองแล้วส่งไปแจกจ่ายแก่ชาวนาและประชาชนในจังหวัดต่าง ๆ ให้เป็นมิ่งขวัญและเป็นสิริมงคลแก่พืชผลที่จะเพาะปลูกในปีนั้นๆ
          ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ จะมีการเสี่ยงทาย 2 สิ่ง คือ ผ้านุ่งของพระยาแรกนา และการเสี่ยงทายของกินของพระโค ซึ่งการเสี่ยงทายผ้านุ่งของพระยาแรกนาเป็นการตั้งสัตยาธิษฐานหยิบผ้านุ่งแต่งกาย ลักษณะเป็นผ้าลายมีด้วยกัน 3 ผืน คือ หกคืบ ห้าคืบ และสี่คืบ ผ้านุ่งนี้จะวางเรียงบนโตกมีผ้าคลุมเพื่อให้พระยาแรกนาขวัญหยิบ ถ้าหยิบได้ผืนใดก็จะมีคำทำนายไปตามกัน กล่าวคือ     ถ้าหยิบผ้าได้ 4 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะมากสักหน่อย นาในที่ดอนจะได้ผลบริบูรณ์ดี นาในที่ลุ่มอาจจะเสียหายบ้างได้ผลไม่เต็มที่  หากหยิบได้ผ้า 5 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนาจะได้ผลบริบูรณ์ และผลาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี และถ้าหยิบได้ผ้า 6 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอน จะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่
          ส่วนการเสี่ยงทายของกิน 7 สิ่ง ซึ่งเป็นของกินที่ตั้งเลี้ยงพระโคนั้นมี ข้าวเปลือก ข้าวโพด ถั่วเขียว งา เหล้า น้ำ และหญ้า ถ้าพระโคกินสิ่งใดก็จะมีคำทำนายไปตามนั้น โดยถ้าพระโคกินข้าวหรือข้าวโพด พยากรณ์ว่า ธัญญาหาร ผลาหาร จะบริบูรณ์ดี  แต่ถ้าพระโคกินถั่วหรืองา พยากรณ์ว่า ผลาหาร ภักษาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี  และหากพระโคกินน้ำหรือหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควรธัญญาหารผลาหาร ภักษาหาร มังสาหารจะอุดมสมบูรณ์ หรือถ้าพระโคกินเหล้า   พยากรณ์ว่า การคมนาคมจะสะดวกขึ้น การค้าขายกับ ต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง
          สำหรับคันไถที่ใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมสร้างถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เพื่อใช้ในพระราชพิธีดังกล่าวตลอดมานั้นสร้างเมื่อปี 2539 โดยกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมหนองโพ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เป็นคันไถที่ทำจากไม้สมอ อยู่ในความรับผิดชอบและดูแลของกรมส่งเสริมการเกษตร ชุดคันไถดังกล่าวประกอบด้วย
          (1) คันไถ ขนาดความสูงวัดจากพื้นถึงเศียรนาค 2.26 เมตร และความยาวจากเศียรนาคถึงปลายไถ 6.59 เมตร ทาสีแดงชาดตลอดคันไถ ที่หัวคันไถทำเป็นเศียรพญานาคลงรักปิดทอง ลวดลายประดับคันไถเป็นลายกระจังตาอ้อยลงรักปิดทองตลอดคัน ปลายไถหุ้มผ้าขาวขลิบทองสำหรับมือจับ
         (2) แอกเทียมพระโค ยาว 1.45 เมตร ตรงกลางแอกประดับด้วยรูปครุฑยุดนาคหล่อด้วยทองเหลืองลงรักปิดทองอยู่บนฐานบัว ปลายแอกทั้งสองด้านแกะสลักเป็นรูปเศียรพญานาคลงรักปิดทอง ลวดลายประดับเป็นลายกระจังตาอ้อยลงรักปิดทองตลอดคัน ที่ปลายแอกแต่ละด้านมีลูกแอกทั้งสองด้านสำหรับเทียมพระโคพร้อมเชือก กระทาม
        (3) ฐานรอง เป็นที่สำหรับตั้งรองรับคันไถพร้อมแอก ทำด้วยไม้เนื้อแข็งทาด้วยสีแดงชาด มีลวดลายประดับเป็นลายกระจังตาอ้อยลงรักปิดทอง ทั้งด้านหัวไถและปลายไถ
        (4) ธงสามชาย เป็นธงประดับคันไถติดตั้งอยู่บนเศียรนาค ทำด้วยกระดาษและผ้าสักหลาด เขียนลวดลาย ลงรักปิดทองประดับด้วยกระจกแวว มีพู่สีขาวประดับด้านบนเป็นเครื่องสูงชนิดหนึ่งเพื่อประดับพระเกียรติ ธงสามชายมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม ฐานยาว 41 เซนติเมตร สูง 50 เซนติเมตร และเสาธงยาว 72 เซนติเมตร
เนื่องจากคันไถที่ใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญถือเป็นของสูง ซึ่งต้องมีความพิถีพิถันในการเตรียมการ ทุกปีก่อนงานพระราชพิธีฯ กรมส่งเสริมการเกษตรผู้รับผิดชอบจะดูแลความเรียบร้อย ทำความสะอาด และตกแต่งให้งดงามและถูกต้องตามแบบแผน เพื่อให้มีความพร้อมและคงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของพระราชพิธีฯดังกล่าว


         ในส่วนของพระโคในทางศาสนาพราหมณ์ หมายถึง เทวดาผู้ทำหน้าที่เป็นพาหนะของ พระอิศวร เปรียบได้กับการใช้แรงงานและความเข้มแข็ง และหมายถึงสัตว์เลี้ยงที่พระกฤษณะและพระพลเทพดูแลซึ่งเปรียบได้กับความอุดมสมบูรณ์ ดังนั้น ในการประกอบพระราชพิธี จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ จึงได้กำหนดให้มีพระโคเพศผู้เข้าร่วมพิธีเสมอมาตั้งแต่รัชกาลที่ 1 เพื่อเป็นตัวแทนของความเข้มแข็งและความอุดมสมบูรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานคัดเลือกพระโคเพื่อใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ โดย ศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพราชบุรี สำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ ดำเนินการคัดเลือกตามหลักเกณฑ์ กล่าวคือ ต้องเป็นโคที่มีลักษณะดี รูปร่างสมบูรณ์ มีความสูงไม่น้อยกว่า 150 เซนติเมตร ความยาวลำตัวไม่น้อยกว่า 120 เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอกไม่น้อยกว่า 180 เซนติเมตร โคทั้งคู่จะต้องมีสีเดียวกัน ผิวสวย ขนเป็นมัน กิริยามารยาทเรียบร้อย ฝึกง่าย สอนง่าย ไม่ดุร้าย เขามีลักษณะโค้งสวยงามเท่ากัน ตาแจ่มใส หูไม่มีตำหนิ หางยาวสวยงาม มีขวัญหน้า ขวัญทัดดอกไม้ซ้ายขวา และขวัญหลังถูกต้องลักษณะที่ดี กีบข้อเท้าแข็งแรง ถ้ามองดูด้านข้างลำตัวจะเป็นสี่เหลี่ยม  ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้ทำการคัดเลือกพระโคเพื่อใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัล แรกนาขวัญ ประจำปี 2560 จำนวน 2 คู่ คือ พระโคแรกนา 1 คู่ ได้แก่ พระโคเพิ่ม พระโคพูล และพระโคสำรอง 1 คู่ ได้แก่ พระโคพอ พระโคเพียง
            สำหรับพระโคเพิ่ม มีความสูง 158 เซนติเมตร ความยาวลำตัว 226 เซนติเมตร ความสมบูรณ์    รอบอก 193 เซนติเมตร อายุ 7 ปี ส่วนพระโคพูล มีความสูง 156 เซนติเมตร ความยาวลำตัว 237 เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอก 204เซนติเมตร อายุ 7 ปี โดยนายทฤษดี ชาวสวนเจริญ อดีตอธิบดีกรมปศุสัตว์ บริจาคทรัพย์ซื้อพระโคเพิ่ม แล้วมอบให้กรมปศุสัตว์ นำน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ใช้เป็นพระโคแรกนาขวัญประจำปี 2560 และนายวิจารณ์ ภุกพิบูลย์ บริจาคทรัพย์ซื้อพระโคพูล แล้วมอบให้กรมปศุสัตว์ นำน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ใช้เป็นพระโคแรกนาขวัญประจำปี 2560
         ในขณะที่พระโคสำรอง คือ พระโคพอ มีความสูง 163 เซนติเมตร ความยาวลำตัว 212 เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอก 204 เซนติเมตร อายุ 5 ปี และพระโคเพียง มีความสูง 155 เซนติเมตร ความยาวลำตัว 230 เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอก 200 เซนติเมตร อายุ 5 ปี โดย นายสมชาย ดำทะมิส บริจาคทรัพย์ซื้อพระโคพอ แล้วมอบให้กรมปศุสัตว์ นำน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ใช้เป็นพระโคสำรองประจำปี 2560 และนายอาคม วัฒนากูล บริจาคทรัพย์ซื้อพระโคเพียง แล้วมอบให้กรมปศุสัตว์ นำน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ใช้เป็นพระโคสำรองประจำปี 2560
         พระโคแรกนาขวัญ และพระโคสำรอง  เป็นพระโคพันธุ์ไทยมีชื่อประจำพันธุ์ว่า พันธุ์ขาวลำพูนมีผิวสีขาวอมชมพู  ขนสีขาวสะอาด ทั้งลำตัวไม่มีจุดด่างดำ หรือสีอื่นบนลำตัว เขามีสีขาว ลำเขาเป็นลำเทียน  เขาทั้งสองข้างมีลักษณะโค้งสวยงาม ดวงตาแจ่มใสสีน้ำตาลอ่อน ขนตาสีชมพู บริเวณจมูกขาว กีบสีขาว ขนหางเป็นพวงสีขาวยาว ลำตัวช่วงขาหลังและกีบมีความสมบูรณ์แข็งแรง เวลายืนและเดินสง่า โดยโคขาวลำพูนเป็นโคพื้นเมืองสำหรับใช้งานดั้งเดิม พบมากในอำเภอต่างๆ ของจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ แพร่กระจายไปยังอำเภอต่างๆ ของจังหวัดลำปาง พะเยา และเชียงราย ที่อยู่ใกล้กับจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ มีลักษณะที่โดดเด่นคือมีรูปร่างสูงใหญ่ สูงโปร่ง ลำตัวมีสีขาวตลอด พู่หางขาว หนังสีชมพูส้ม จมูกสีชมพูส้ม เนื้อเขาเนื้อกีบสีน้ำตาลส้ม จากลักษณะเด่นเป็นสง่าดังกล่าว จึงได้ถูกคัดเลือกให้เป็นพระโคในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ความเป็นมาของโคขาวลำพูนนั้น ยังไม่มีผู้ใดศึกษาไว้อย่างจริงจัง และยังไม่ทราบแน่นอนถึงถิ่นกำเนิดที่แท้จริงอยู่ที่ใดและมีมาแล้วตั้งแต่เมื่อใด ที่เริ่มรู้จักกันนั้นมีความเป็นมาจากการที่ภาควิชาสัตวบาล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ริเริ่มเลี้ยงฝูงโคขาว ตั้งแต่ พ.ศ.2521 แทนฝูงโคเนื้อลูกผสมพันธุ์ต่างประเทศ เพื่อหาทางศึกษาชี้นำให้มีการอนุรักษ์และปรับปรุงพันธุ์
            โคขาวลำพูนเป็นโคพื้นเมืองที่เกิดจากฝีมือและผลงานของชาวบ้านในจังหวัดลำพูน มีการพัฒนาสายพันธุ์มานานกว่า 100 ปี เลี้ยงกันแพร่หลายในจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ แล้วแพร่กระจายไปยังจังหวัดลำปาง พะเยา เชียงราย เกิดขึ้นมาได้อย่างไรไม่มีหลักฐานแน่ชัด บางท่านเล่าว่า เกิดจากการกลายพันธุ์ของโคพื้นเมืองในสมัยพระนางจามเทวี ผู้ครองนครหริภุญไชยพระองค์แรก เมื่อ 1,340 กว่าปีมาแล้ว และเป็นสัตว์คู่บารมีของชนชั้นปกครอง ในสมัยนั้นใช้ลากเกวียน แต่หริภุญไชยล่มสลายตั้งแต่ครั้งเมื่อพ่อขุนเม็งรายมหาราชยึดครอง อีกทั้งเป็นเมืองร้าง สมัยพม่าครองเมือง ช่วงกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310 ในตำราฝรั่งบางเล่มกล่าวว่า ต้นตระกูลของโคพื้นเมืองในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ น่าจะเป็นโคยุโรปที่ไม่มีหนอก ซึ่งต่อมาถูกผสมข้ามโดยโคอินเดียที่มีหนอก เพราะโคในภูมิภาคนี้ส่วนใหญ่มีลักษณะของทั้งโคยุโรปและโคอินเดียรวมกัน คือมีเหนียงคอสั้น หน้าผากแบน และหูเล็กแบบโคยุโรป มีหนอกแบบโคอินเดีย




           โคขาวลำพูนมีลักษณะเฉพาะตัว คือ มีสีขาวปลอดทั้งตัว ซึ่งแตกต่างจากโคสีขาวพันธุ์อื่นๆ ที่ปาก จมูก ขอบตา กีบ เขา และพู่หางสีดำ แต่โคขาวลำพูนจะเป็นสีขาวทั้งหมด และไม่ใช่โคเผือกเพราะตาดำไม่เป็นสีชมพู เนื่องจากมีลำตัวสีขาวจึงทำให้ทนความร้อนจากแสงแดดได้ดีเป็นพิเศษ โคขาวลำพูนนับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและสังคมเกษตรกรรมของบรรพบุรุษชาวล้านนา ดังนั้นเราไม่ควรปล่อยปละละเลยให้สูญพันธุ์ไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ตามคติของศาสนาพราหมณ์ ตามตำนานกล่าวว่าโคอุสุภราชเผือกผู้มีนามว่าพระนนทิ ถือกันว่าเป็นเทพเจ้าแห่งสัตว์จัตุบาท พระนนทิจะแปลงรูปเป็นโคให้พระอิศวรทรง ซึ่งความเชื่อนี้คนอินเดียจึงไม่ทานเนื้อโค จึงมีโคเป็นจำนวนมากในประเทศอินเดีย และประเทศไทยรับความเชื่อของพราหมณ์มา ดังนั้น ในการประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ได้กำหนดให้มีพระโคเพศผู้เข้าร่วมในพระราชพิธีนี้ดังกล่าว
สำหรับพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปี 2560  สำนักพระราชวังได้ออกหมายกำหนดการพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2560 เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2560 เป็นพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ครั้งแรก ในรัชกาลที่ 10 ความว่า
        “ เลขาธิการพระราชวัง รับพระราชโองการเหนือเกล้าฯ สั่งว่า พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2560 ได้กำหนดดังรายการต่อไปนี้
          วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม เจ้าพนักงานเตรียมการพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวงไว้พร้อม
           เวลาบ่าย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง
          เวลา 16 นาฬิกา เสด็จพระราชดำเนินเข้าพระอุโบสถ ทรงจุดธูปเทียนถวายนมัสการพระพุทธมหามณีปฏิมากร และพระพุทธรูปสำคัญ พระราชาคณะถวายศีล จบแล้ว ทรงพระสุหร่าย ถวายดอกไม้บูชาพระพุทธคันธารราษฎร์ ทรงอธิษฐานเพื่อความสมบูรณ์แห่งพืชผลของราชอาณาจักรไทย พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณฯ ประธานพระครูพราหมณ์ อ่านประกาศพระราชพิธีพืชมงคล พระสงฆ์ 11 รูป เจริญพระพุทธมนต์ จบแล้ว ทรงหลั่งน้ำสังข์ ทรงเจิม พระราชทานพระธำมรงค์กับพระแสงปฏัก สำหรับตำแหน่งพระยาแรกนาแก่นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทรงหลั่งน้ำสังข์ ทรงเจิม พระราชทานเทพีผู้ที่จะเข้าในการพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ขณะนั้น พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานประโคมฆ้องชัย เครื่องดุริยางค์แล้ว ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรม พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ออกจากพระอุโบสถ เสด็จพระราชดำเนินกลับ
            วันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม เวลา 7 นาฬิกา 19 นาที สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขึ้นรถยนต์หลวงที่หน้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ออกจากพระบรมมหาราชวังทางประตูสวัสดิโสภา ถนนสนามไชย ไปยังมณฑลพิธีท้องสนามหลวง แล้วเดินขบวนอิสริยยศแห่ไปส่งที่โรงพิธีพราหมณ์ จุดธูปเทียนถวายสักการะเทวรูปสำคัญแล้ว จะได้ตั้งสัตยาธิษฐานหยิบผ้านุ่งแต่งกายไว้พร้อม
            ครั้นเวลา 8 นาฬิกา 30 นาที สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพลับพลาท้องสนามหลวง ระหว่างเวลาฤกษ์ 8 นาฬิกา 19 นาที ถึงเวลา 8 นาฬิกา 59 นาที นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งทำหน้าที่พระยาแรกนา จะได้ยาตราพร้อมเทพีออกจากโรงพิธีพราหมณ์ มีราชบัณฑิตและพราหมณ์ นำผ่านพลับพลาหน้าพระที่นั่ง พระยาแรกนาเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายบังคมแล้วไปยังลานแรกนา เจ้าพนักงานจูงพระโคเทียมแอก พระยาแรกนาเจิมพระโคและไถแล้วจึงไถดะไปโดยรี 3 รอบ โดยขวาง 3 รอบ หว่านธัญพืช โหรหลวงลั่นฆ้องชัย แล้วไถกลบอีก 3 รอบ เจ้าพนักงานปลดพระโคออกจากแอก พระยาแรกนาและเทพีกลับไปยังโรงพิธีพราหมณ์ พราหมณ์เสี่ยงของกิน 7 สิ่ง ตั้งเลี้ยงพระโค โหรหลวงจะได้ถวายคำพยากรณ์ เสร็จแล้วจะได้แห่พระยาแรกนาเป็นขบวนอิสริยยศจากโรงพิธีพราหมณ์ พระยาแรกนาเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายบังคมแล้วเข้าขบวนไปขึ้นรถยนต์หลวงไปยังแปลงนาสาธิต สวนจิตรลดาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินกลับ”
            ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนาในปี 2560 คือ นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และเทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวนันทินี ทองคงเหย้า นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร และนางสาวฉมาพันธ์ สุพรมอินทร์ นักวิชาการตรวจสอบบัญชีปฏิบัติการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์  ส่วนเทพีคู่หาบเงิน  ได้แก่ นางสาวนันทวัน สุวรรณสถิตย์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ กรมชลประทาน  และนางสาวพรพิมล ศิริการ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร




            พันธุ์ข้าวที่ใช้ในพิธีสำหรับปีนี้ กรมการข้าวได้ดำเนินการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำพันธุ์ข้าวทั้งหมด 11 พันธุ์ รวมน้ำหนักเมล็ดพันธุ์ข้าวทั้งสิ้น 2,865 กิโลกรัม นำเข้าพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และจัดเป็น "พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานและบรรจุในซองพลาสติกแจกจ่ายเพื่อเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพการเกษตรตามประเพณีนิยม เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์สืบไป
ผลการทำนายสำหรับปี 2560 โหรหลวงถวายคำพยากรณ์  สรุปได้ดังนี้  การเสี่ยงทาย "ผ้านุ่งแต่งกาย ของพระยาแรกนา ผ้านุ่งซึ่งพระยาแรกนาตั้งสัตยาธิษฐานหยิบได้ผ้า 5 คืบ พยากรณ์ว่า  น้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนาจะได้ผลบริบูรณ์ และผลาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี  ส่วนการเสี่ยงทายพระโค พระโคกินข้าวหรือข้าวโพด พยากรณ์ว่า ธัญญาหาร ผลาหาร จะบริบูรณ์ดี  พระโคกินหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหารจะอุดมสมบูรณ์




             หลังจากพิธีอันเป็นสิริมงคลให้กับเกษตรกรไทยในครั้งนี้ จะเป็นขวัญและกำลังใจให้เกษตรกรเริ่มฤดูการผลิตใหม่ได้อย่างเชื่อมั่นและมีความหวัง ภายใต้ความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น การจัดการความเสี่ยงอย่างมีความพร้อม จะช่วยให้เกษตรกรไทยผ่านพ้นวิกฤติไปได้ ความผูกพันระหว่างการทำการเกษตรและธรรมชาติยังคงอยู่เสมอ จนมีคำกล่าวว่า “การเกษตรเป็นหุ้นส่วนของธรรมชาติ” ความเข้มแข็งของภาคการเกษตรจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าเกษตรกรซึ่งเป็นจักรกลสำคัญของภาคการเกษตรไม่มีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพเพียงพอ ขอพลังจงอยู่กับทุกท่าน
(ขอบคุณ : สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง , สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , กรมส่งเสริมการเกษตร , กรมปศุสัตว์ , กรมการข้าว/ข้อมูล)

หมายเหตุ ต้นฉบับคอลัมม์ฉีกซอง จดหมายข่าวผลิใบ ก้าวใหม่งานวิจัยและพัฒนาการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ฉบับเดือนมิถุนายน 2560

พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ-ขวัญเกษตรแห่งแผ่นดิน (1)






...เวลานึกถึงทำไมมีข้าวมาก ราคาข้าวก็ตก ก็น่าจะเป็นการดีที่มีข้าวมาก พวกเราที่บริโภคข้าวก็จะได้ซื้อข้าวในราคาถูก แต่หารู้ไม่ว่าข้าวที่บริโภคทุกวันนี้ ราคาก็ยังแพงเป็นที่เดือดร้อนแก่ประชาชนทั่วไป ก็ต้องหาเหตุผล ทำไมแพง ข้าวที่บริโภคแพง และข้าวที่ชาวนาขายถูกเข้าไปหากลุ่มชาวนา ถามเขาว่าเป็นอย่างไร เขาบอกว่าแย่ ข้าวราคาถูก ก็ถามเขาว่า ยุ้งฉางมีหรือเปล่าที่จะเก็บข้าว เขาบอกว่ามี ก็เลยเห็นว่าควรที่จะเก็บข้าวเอาไว้ก่อน หลังจากที่ข้าวล้นตลาด แต่ว่าไม่ทันนึกดูว่า ทำไมเขาเก็บข้าวไม่ได้ แม้จะมียุ้งฉาง ก็เพราะเขาติดหนี้ เหตุที่ติดหนี้ก็คือ เสื้อผ้าเหล่านั้นหรือกะปิ น้ำปลา หรือแม้กระทั่งข้าวสารก็ต้องบริโภค ถ้าไม่ได้ไปซื้อที่ตลาด หรือร่วมกันซื้อ ก็คงเป็นพ่อค้า หรือผู้ที่ซื้อข้าวเป็นผู้นำมา อันนี้ก็เป็นจุดที่ทำให้ข้าวถูก ข้าวเปลือกถูก แล้วก็ทำให้ข้าวสารแพง คือว่าชาวนาทำนาไปตลอดปี ก็ต้องบริโภค เมื่อต้องบริโภคก็ต้องเอาสิ่งของ ต้องไปติดหนี้เขามาสำหรับหาสิ่งของบริโภค แล้วก็เอาเครื่องบริโภคก็ได้รับบริการอย่างดีที่สุดจากผู้ที่มาซื้อข้าว บอกว่าไม่ต้องเอาข้าวมาเดี๋ยวนี้ เวลาได้ผลแล้วก็จะเอา แต่ว่าเอาสิ่งของมาให้แล้วก็เชื่อ ของนั้นก็มีราคาแพง เพราะว่านำมาถึงที่ ข้าวที่เวลาได้แล้วจะขายก็ต้องขายในราคาถูก เพราะว่าเขามักรับถึงที่ อันนี้เป็นปัญหาสำคัญถ้าจะแก้ปัญหานี้ ก็จะต้องแก้จุดนี้ ต้องแก้ด้วยการรวมกลุ่มเป็นกลุ่มผู้บริโภคเหมือนกัน แล้วก็ไปติดต่อกับกลุ่มผู้ผลิต โดยที่ไปตกลงกันและอาจจะต้องตั้ง หรือไปตกลงกับโรงสีให้แน่ จะได้ไม่ต้องผ่านหลายมือ ถ้าทุกคนที่บริโภคข้าวตั้งตัวเป็นกลุ่ม แล้วก็ไปซื้อข้าวเปลือก แล้วไปพยายามสีเองหรือให้ผู้แทนของตัวสี ก็ผ่านมือเพียงผู้ที่ผลิต ผู้ที่สี และผู้ที่บริโภค ก็ตัดปัญหาอันนี้ (คนกลาง) ลงไป...
                                      พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ
ในวโรกาสเสด็จพระราชดำเนินทรงดนตรี ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2514

          ปัญหาเรื่องข้าวและชาวนาไทย เป็นปัญหาที่มีมาเนิ่นนาน เหมือนเป็นวัฎจักรหมุนวนไป มีชาวนาน้อยรายมากที่ทำนาแล้วสามารถซื้อที่นาเพิ่มขึ้นมาเป็นของตัวเอง จากผลกำไรของการทำนา ในทางกลับกัน มีชาวนาจำนวนไม่น้อยที่ต้องสูญเสียที่นาของตนเองไปให้กับเถ้าแก่โรงสี กลายสภาพจากเจ้าของที่นาเป็นเพียงผู้เช่าที่นา และบางรายถึงกลับออกจากอาชีพการทำนา ไปสู่อาชีพอื่นแทน ผู้ที่ยังทำนาอยู่ก็มักจะสอนลูกสอนหลานให้ประกอบอาชีพอื่น อย่าได้ทำนา เพราะเห็นว่าเป็นอาชีพที่ยากลำบาก รายได้ต่ำ ไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม อาชีพการทำนาก็ยังเป็นอาชีพของเกษตรกรส่วนใหญ่ของไทย เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์และสภาพภูมิอากาศมีความเหมาะสม ชาวนาสะสมและถ่ายทอดประสบการณ์มาจากรุ่นสู่รุ่น การเปลี่ยนแปลงวิถีของชาวนา จึงเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายยอมรับว่ายากมาก
          ด้วยวิถีสังคมเกษตรกรรมของไทย การสร้างขวัญกำลังใจให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ชาวนา” เป็นสิ่งที่สถาบันมหากษัตริย์ให้ความสำคัญมาแต่โบราณกาล จึงได้กำหนดให้พิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นหนึ่งในพระราชพิธีที่สำคัญของประเทศไทย เป็นมาอย่างไร ปัจจุบันเป็นอย่างไร โปรดติดตามใน “ฉีกซอง” ฉบับนี้

พืชมงคล-จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
          พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีกรรม 2  พิธีที่ทำร่วมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคล และพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ โดยพระราชพิธีพืชมงคล เป็นพิธีสงฆ์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงกำหนดเป็นครั้งแรก เป็นพิธีทำขวัญเมล็ดพันธุ์ต่างๆ เช่น ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวฟ่าง ข้าวโพด ถั่ว งา เผือก มัน เป็นต้น เพื่อเป็นสิริมงคลให้เมล็ดพันธุ์มีคุณภาพ ปราศจากโรคต่างๆ เจริญเติบโตและให้ผลผลิตดี ส่วนพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีพราหมณ์ มีมาแต่โบราญ เป็นพิธีเริ่มต้นการไถเพื่อหว่านเมล็ดข้าว มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งสัญญาณว่า ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปฤดูการทำนาและเพาะปลูกได้เริ่มขึ้นแล้ว ทั้งสองพิธีนี้ได้ทำอย่างเต็มรูปแบบมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปี พ.ศ. 2479 จึงได้เว้นการจัดไป เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองไม่เหมาะสม  ต่อมาในปี พ.ศ. 2490 ได้กำหนดให้จัดพิธีพืชมงคลขึ้นมาใหม่ ด้วยภาครัฐในสมัยนั้นเห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เกษตรกรส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา จึงควรจะฟื้นฟูประเพณีโบราณที่เป็นมงคลต่อการเพาะปลูกขึ้นมาอีกครั้ง แต่มีเฉพาะพิธีพืชมงคลเท่านั้น ในปี พ.ศ. 2503 จึงได้จัดพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้ทั้งสองพิธีสำคัญของการเกษตรได้กลับมาจัดพร้อมกันใหม่ นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
          พิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ในอดีตของไทย ปรากฏในหนังสือนพมาศหรือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ สมัยกรุงสุโขทัย โดยมีข้อความว่า “...ในเดือนหก พระราชพิธีไพศาขจรดพระนังคัล พราหมณ์ประชุมกันผูกพรดเชิญเทวรูปเข้าโรงพิธี ณ ท้องทุ่งละหานหลวงหน้า พระตำหนักห้าง เขากำหนดฤกษ์แรกนาว่าใช้วันอาทิตย์ พระเจ้าแผ่นดินทรงเครื่องต้นอย่างเทศ ทรงม้าพระที่นั่ง พยุหยาตรา เป็นพระบวนเพชรพวง พระอัครชายาและพระราชวงศานุวงศ์ พระสนมกำนัลเลือกแต่ที่ต้องพระราชหฤทัย ขึ้นรถประเทียบตามเสด็จไป ในกระบวนหลังประทับที่พระตำหนักห้าง จึงโปรดให้ออกญาพลเทพธิบดีแต่งตัวอย่างลูกหลวง มีกระบวนแห่ประดับด้วย กรรเชิงบังสูร พราหมณ์เป่าสังข์โปรยข้าวตอกนำหน้า ครั้นเมื่อถึงมณฑลท้องละหาน ก็นำพระโคอุสภราชเทียมไถทอง พระครูพิธีมอบยามไถและประฎักทอง ให้ออกญาพลเทพเป็นผู้ไถที่หนึ่ง พระศรีมโหสถ ซึ่งเป็นบิดานางนพมาศเอาแต่งตัวเครื่องขาวอย่างพราหมณ์ ถือไถหุ้มด้วยรัตกัมพลแดง เทียมด้วยโคกระวินทั้งไม้ประฎัก พระโหราลั่นฆ้องชัยประโคมดุริยางค์ดนตรี ออกเดินไถเวียนซ้ายไปขวา  ชีพ่อพราหมณ์ปรายข้าวตอกดอกไม้ บันลือเสียงสังข์ไม้บัณเฑาะว์ นำหน้าไถ ขุนบริบูรณ์ธัญญา นายนักงานนาหลวงแต่งตัวนุ่งเพลาะ คาดรัดประคตสวมหมวกสาน ถือกระเช้าโปรยหว่านพืชธัญญาหาร ตามทางไถจรดพระนังคัลถ้วนสามรอบ ในขณะนั้นมีการมหรสพ ระเบงระบำโมงครุ่มหกคะเมนไต่ลวดลอดบ่วงรำแพนแทงวิสัยไก่ป่าช้าหงส์ รายรอบปริมณฑลที่แรกนาขวัญ แล้วจึงปล่อยพระโคทั้งสามอย่างออกกินเสี่ยงทายของห้าสิ่ง แล้วโหรพราหมณ์ก็ทำนายตามตำรับไตรเทพ ในขณะนั้นพระอัครชายาก็ดำรัสพระสนมให้เชิญเครื่องพระสุพรรณภาชน์มธุปายาสขึ้นถวายพระเจ้าอยู่หัวเสวย ราชมัลก็ยกมธุปายาสเลี้ยงลูกขุนทั้งปวง...”
          ต่อมาในสมัยอยุธยา ปรากฏในกฎมณเฑียรบาลว่า “พระเจ้าแผ่นดินไม่ได้เสด็จไปในพิธี โปรดให้เจ้าพระยาจันทกุมาร เป็นผู้แทนพระองค์มอบพระแสงอาญาสิทธิ์ให้ ส่วนพระพลเทพคงเป็นตำแหน่งเสนาบดี สำหรับพระเจ้าแผ่นดินนั้น ในตอนนี้ทรงทำเหมือนหนึ่งออกจากอำนาจความเป็นกษัตริย์ทรงจำศีลเงียบเสียสามวัน” และในหนังสือคำให้การชาวกรุงเก่ากล่าวว่า “ พระราชพิธีจรดพระนังคัล พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาโปรดให้พระจันทกุมารแรกนาต่างพระองค์ ส่วนพระมเหสีก็จัดนางเทพีต่างพระองค์เหมือนกัน นั่งเสลี่ยงเงิน มีกระบวนแห่เป็นเกียรติยศไปยังโรงพิธีซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลวัดผ้าขาว ครั้นถึงเวลามงคลฤกษ์พระจันทกุมาร ถือคันไถเทียมด้วยโคอุสุภราช ออญาพลเทพ จูงโคไถ 3 รอบ นางเทพีหว่านข้าวเสร็จแล้ว จึงปลดโคอุสุภราชให้กินน้ำ ถั่ว งา ข้าวเปลือก ถ้ากินสิ่งใดก็มีคำทำนายต่างๆ” ทั้งนี้ ภายในเวลาการพระราชพิธีจรดพระนังคัลสามวันนี้ ยกพระราชทานภาษี ค่าท่าและอากรขนอนแก่พระจันทกุมารผู้แรกนา เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ราษฎรจึงจะลงมือไถหว่านทำนาต่อไป และหากบางปีไม่มีฝนตก ก็จะมีพิธีขอฝนตามมาด้วย
          สมัยรัตนโกสินทร์ พิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 โดยตำแหน่งเจ้าพระยาพลเทพจะต้องยืนชิงช้า หรือ ทำพิธีโล้ชิงช้าด้วย ซึ่งเป็นพิธีพราหมณ์ หากมีการตกชิงช้าหรือป่วยก็จะเปลี่ยนให้พระยาประชาชีพแทน หรือเมื่อเจ้าพระยานิกรบดินทร์ยืนชิงช้าก็โปรดให้แรกนาด้วย กล่าวได้ว่า เมื่อครั้นแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นธรรมเนียมว่าผู้ใดยืนชิงช้าผู้เป็นผู้แรกนาด้วย พิธีแรกนาในสมัยนั้นไม่ได้เป็นการกระทำหน้าพระที่นั่ง เว้นไว้แต่มีพระราชประสงค์จะทอดพระเนตรเมื่อใด จึงได้ทอดพระเนตร เล่ากันว่าเมื่อแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า ขณะเมื่อทรงปฏิสังขรณ์วัดอรุณฯ ในปีมะแมเบญจศก ศักราช ๑๑๘๕ เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการบูรณะทุกวัน ครั้นเมื่อถึงพระราชพิธีจรดพระนังคัลจึงโปรดให้ยกการพระราชพิธีมาตั้งที่ปรกหลังวัดอรุณฯ           ต่อมาในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรแรกนาที่ทุ่งส้มป่อยครั้งหนึ่ง ภายหลังโปรดให้มีการแรกนาที่กรุงเก่า และที่เพชรบุรีได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร พระยาเพชรบุรี (บัว) แรกนาที่เขาเทพพนมขวดครั้งหนึ่งหรือสองครั้ง        
            จะเห็นได้ว่าพระราชพิธีจรดพระนังคัลแต่ก่อนมีแต่พิธีพราหมณ์ ไม่มีพิธีสงฆ์ ครั้งมาถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงเพิ่มพิธีสงฆ์ในพระราชพิธีต่างๆ จึงได้เพิ่มในพิธีจรดพระนังคัลนี้ด้วย แต่ยกเป็นพิธีหนึ่งต่างหาก เรียกว่า พิธีพืชมงคล โปรดให้ปลูกพลับพลาขึ้นในที่หน้าท้องสนามหลวง และสร้างหอพระเป็นที่ไว้พระคันธารราษฎร์สำหรับการพระราชพิธีพืชมงคลและพุทธศาสตร์ สมัยก่อนนั้นพระยาผู้จะแรกนาจะไม่ได้ฟังสวด เป็นแต่กราบถวายบังคมลาแล้วก็ไปเข้าพิธีเหมือนตรียัมปวาย กระเช้าข้าวโปรยก็ใช้พนักงานกรมนาหาบ ไม่ได้มีนางเทพีเหมือนเช่นปัจจุบัน ดังนั้นเมื่อโปรดให้มีพระราชพิธีพืชมงคลขึ้น จึงได้ให้มีนางเทพีสี่คน จัดเจ้าจอมเถ้าแก่ที่มีทุนรอนพาหนะพอจะแต่งตัวและมีเครื่องใช้ไม้สอย ติดตามให้ไปหาบกระเช้าข้าวโปรย เมื่อวันสวดมนต์พระราชพิธีพืชมงคล ก็ให้ฟังสวดพร้อมด้วยพระยาผู้จะแรกนา และให้มีราชบัณฑิตเชิญพระเต้าเทวบิฐ ซึ่งเป็นพระเจ้าเกิดขึ้นใหม่ในรัชกาลนั้นประพรมที่ แผ่นดินนำหน้าพระยาที่แรกนา ให้เป็นสวัสดิมงคลอีกชั้นหนึ่ง การพระราชพิธีนี้ ในเวลาบ่ายวันที่จะสวดมนต์ก็มีกระบวนแห่พระพุทธรูปออกไปจากวัดพระศรีรัตนศาสดาราม  พระราชพิธีจรดพระนังคัล จึงเริ่มตั้งแต่เวลาบ่ายวันสวดมนต์พระราชพิธีพืชมงคล มีกระบวนแห่ๆ พระเทวรูปพระอิศวร  พระอุมาภควดี  พระนารายณ์  พระมหาวิฆเนศวร  และพระพลเทพแบกไถ  กระบวนแห่นี้มีธงคู่แห่เครื่องสูงกลองชนะ คล้ายกันกับที่แห่พระพุทธรูป แต่จะลดหย่อนลงไป ออกจากพระบรมมหาราชวังเข้าโรงพิธีที่ทุ่งส้มป่อยนาหลวง เวลาค่ำพระมหาราชครูพิธีก็จะทำพิธีปกติ
           วันรุ่งขึ้น เวลาเช้า กระบวนแห่แห่พระยาผู้แรกนา กำหนดเกณฑ์คนเข้ากระบวนแห่ 500 กระบวน แต่ไม่เป็นกระบวนใหญ่เหมือนอย่างแห่ยืนชิงช้า โดยพระยาแรกนาแต่งตัวเหมือนยืนชิงช้า เมื่อถึงโรงพระราชพิธีเข้าไปจุดเทียนบูชาพระพุทธรูป แล้วตั้งจิตอธิษฐานจับผ้าสามผืน ผ้านั้นเป็นผ้าลายหกคืบ ห้าคืบ และสี่คืบ ถ้าจับได้ผ้าที่กว้างเป็นคำทำนายว่าน้ำจะน้อย ถ้าได้ผ้าที่แคบว่าน้ำจะมาก โดยเมื่อจับได้ผ้าผืนใดก็นุ่งผ้าผืนนั้น ทับผ้านุ่งเดิมอีกชั้นหนึ่ง นุ่งอย่างบ่าวขุนออกไปแรกนา มีราชบัณฑิตคนหนึ่ง เชิญพระเต้าเทวบิฐประน้ำพระพุทธมนต์ข้างหน้า พราหมณ์เชิญพระพลเทพคนหนึ่งเป่าสังข์ 2 คน พระยาจับยามไถ พระมหาราชครูพิธียื่นประตักด้านหุ้มแดะไถดะไปโดยรีสามรอบ แล้วไถแปรโดยกว้างสามรอบ นางเทพีทั้ง 4 จึงได้หาบกระเช้าข้าวปลูก กระเช้าทอง 2 คน กระเช้าเงิน 2 คน ออกไปให้พระยาโปรยหว่านข้าว และไถกลบอีกสามรอบจึงกลับเข้ามายังที่พัก ปลดพระโคออกกินเลี้ยงของเสี่ยงทาย 7 สิ่ง คือ ข้าวเปลือก ข้าวโพด ถั่ว เหล้า น้ำ หญ้า ถ้าพระโคกินสิ่งไรก็มีคำทำนาย แต่คำทำนายมักจะว่ากันว่า ถ้าพระโคกินสิ่งใดสิ่งนั้นจะบริบูรณ์ จึงเป็นการเสร็จพระราชพิธีจรดพระนังคัล จากนั้นแห่พระยาและเทวรูปกลับ    พอพระยากลับผู้ที่มาร่วมพิธีต่างก็พากันเข้าแย่งเก็บข้าว จนไม่มีเหลืออยู่ในท้องนา เมื่อรัชกาลที่ 5 ได้โปรดให้ไปชันสูตรหลายครั้งว่ามีข้าวงอกบ้างหรือไม่ ก็ไม่พบเหลืออยู่จนงอกเลย เมื่อทอดพระเนตรแรกนาที่เพชรบุรี พอคนที่เข้ามาแย่งเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูกออกไปหมดแล้ว รับสั่งให้ตำรวจหลายนายออกไปค้นหาเมล็ดข้าว ว่าจะเหลืออยู่บ้างหรือไม่ ก็ไม่ได้มาเลยสักเมล็ดหนึ่ง เมล็ดพันธุ์ข้าวปลูกซึ่งเก็บไปนั้น เกษตรกรมักจะใช้เจือในพันธุ์ข้าวปลูกของตัว ให้เป็นสวัสดิมงคลแก่นา หรือนำไปปนลงไว้ในถุงเงินให้เกิดประโยชน์งอกงาม



           พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัวในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน ได้กล่าวถึงพิธีแรกนาไว้ว่า "การแรกนาที่ต้องเป็นธุระของผู้ซึ่งเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เป็นธรรมเนียมโบราณ เช่น ในเมืองจีนสี่พันปีล่วงแล้ว พระเจ้าแผ่นดินก็ลงทรงไถนาเองเป็นคราวแรก พระมเหสีเลี้ยงตัวไหม ส่วนจดหมายเรื่องราวอันใดในประเทศสยามนี้ที่มีปรากฎอยู่ในการแรกนานี้ก็มีอยู่เสมอเป็นนิตย์ไม่มีเวลาเว้นว่าง ด้วยการซึ่งผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินลงมือทำเองเช่นนี้ ก็เพื่อจำให้เป็นตัวอย่างแก่ราษฎร ชักนำให้มีใจหมั่นในการที่จะทำนา เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่จะได้อาศัยเลี้ยงชีวิตทั่วหน้า เป็นต้นเหตุของความตั้งมั่นและความเจริญไพบูลย์แห่งพระนครทั้งปวง แต่การซึ่งมีพิธีเจือปนต่างๆ ไม่เป็นแต่ลงมือไถนาเป็นตัวอย่าง เหมือนอย่างชาวนาทั้งปวงลงมือไถนาของตัวตามปรกติ ก็ด้วยความหวาดหวั่นต่ออันตราย คือ น้ำฝน น้ำท่ามากไปน้อยไป ด้วยเพลี้ยและสัตว์ต่างๆ จะบังเกิดเป็นเหตุอันตราย ไม่ให้ได้ประโยชน์เต็มภาคภูมิ และมีความปรารถนาที่จะได้ประโยชน์เต็มภาคภูมิเป็นกำลัง จึงได้ต้องแส่หาทางที่จะแก้ไข และทางที่จะอุดหนุน และที่จะเสี่ยงทายให้รู้ล่วงหน้าจะได้เป็นที่มั่นอกมั่นใจ ก็การที่จะแก้ไขเยียวยาน้ำฝนน้ำท่าซึ่งเป็นของเป็นไปโดยฤดูปรกติเป็นเอง โดยอุบายลงแรงลงทุนอย่างไรไม่ได้ จึงต้องอาศัยคำอธิฐานเอาความสัตย์เป็นที่ตั้งบ้าง ทำการซึ่งไม่มีโทษนับว่าเป็นการสวัสดิมงคล ตามซึ่งมาในพระพุทธศาสนาบ้าง บูชาเช่นสรวงตามที่มาทางไสยศาสตร์บ้าง ให้เป็นการช่วยแรงและเป็นที่มั่นใจตามความปรารถนาของมนุษย์ซึ่งคิดไม่มีที่สุด...."



           ดังนั้น จะเห็นได้ว่าพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หรือ พิธีแรกนา มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ราษฎร สร้างความมั่นใจในการทำนา อันเป็นอาชีพหลักที่สำคัญของคนไทยแต่โบราณสืบมาจนปัจจุบัน เพราะการเกษตรซึ่งมีการทำนาเป็นหลักนั้น ยังเป็นสิ่งสำคัญแก่ชีวิตความเป็นอยู่และเศรษฐกิจของประเทศเสมอมา โดยวันประกอบพิธีนั้น ต้องเป็นวันที่ดีที่สุดของแต่ละปี ประกอบด้วย ขึ้น แรม ฤกษ์ยาม ให้ได้วันอันเป็นอุดมฤกษ์ตามตำราโหราศาสตร์ แต่ต้องอยู่ในระหว่างเดือน 6 เพราะเดือนนี้เริ่มจะเข้าฤดูฝน เป็นระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา จะได้เตรียมทำนา เมื่อโหรหลวงคำนวณได้วันอุดมมงคลพระฤกษ์ ที่จะประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญแล้ว สำนักพระราชวังจะได้ลงไว้ในปฏิทินหลวงที่พระราชทานในวันขึ้นปีใหม่ทุกปี และได้กำหนดไว้ว่าวันใดเป็นวันพืชมงคล วันใดเป็นวันจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ตามที่กล่าวมา
          เนื่องจากข้อจำกัดขอหน้ากระดาษ “ฉีกซอง” ขอนำเนื้อหาในส่วนที่เหลือยกยอดไปในฉบับต่อไป โปรดติดตาม
         
(ขอบคุณ : สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง , สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , กรมส่งเสริมการเกษตร , กรมปศุสัตว์ , กรมการข้าว/ข้อมูล)

หมายเหตุ ต้นฉบับคอลัมม์ฉีกซอง จดหมายข่าวผลิใบ คอลัมม์ฉีกซอง ก้าวใหม่งานวิจัยและพัฒนาการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ฉบับเดือนพฤษภาคม 2560